แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - BeerCH0212

หน้า: [1] 2
1
อื่นๆ / คูนประโยชน์-เเละสรรพคุณ ของราชพฤกษ์
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 17:05:38 »


ราชพฤกษ์

คูน ผลดีแล้วก็คุณประโยชน์ของคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
ประวัติความเป็นมาดอกราชพฤกษ์
           ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน เป็นต้นไม้พื้นบ้านของเอเชียใต้ ตั้งแต่ประเทศปากีสถาน ประเทศอินเดีย เมียนมาร์ และศรีลังกา โดยนิยมนำมาปลูกกันมากมายในเขตร้อน สามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าในที่โล่ง แล้วก็เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมาหลายสิบปี โดยมีการเสนอให้ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทยตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2506 แม้กระนั้นก็ยังไม่ได้บทสรุปแจ่มแจ้ง จวบจนกระทั่งมีการลงชื่อให้เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. พุทธศักราช 2544
ดอกไม้ประจำชาติไทย
           เพราะว่า ต้นราชพฤกษ์ มีดอกสีเหลืองยกช่อ ดูสง่างาม อีกทั้งยังมีสีตรงกับ สีประจำวันพระราชการเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงถูกตั้งชื่อว่าเป็น "ต้นไม้ของในหลวง" และมีการลงนามให้ต้นราชพฤกษ์ ยอดเยี่ยมใน 3 สัญลักษณ์ประจำชาติไทย โดยมี 1. ช้าง เป็นสัตว์ประจำชาติไทย 2. ศาลาไทย เป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติไทย และก็ 3. ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย
เหตุผลเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

  • เหตุเพราะฯลฯไม้พื้นเมืองที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และก็มีอยู่ทุกภาคของประเทศไทย
  • มีประวัติเกี่ยวกับจารีตประเพณีหลักๆในไทยรวมทั้งฯลฯพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมปลูก
  • ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อย่างเช่น ใช้เป็นยารักษาโรค ทั้งยังใช้ลำต้นเป็นเสาเรือนได้ ฯลฯ
  • มีสีเหลืองอร่าม พุ่มไม้สวยเต็มต้น เปรียบเป็นสัญลักษณ์ที่ศาสนาพุทธ
  • แก่ยืนนาน แล้วก็แข็งแรง


คูน หรือ ราชพฤกษ์ (Golden Shower, Indian Laburnum) เป็นพืชสมุนไพรพวกยืนต้นขนาดกึ่งกลางถึงกับขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเรียกตามแคว้นต่างๆดังเช่นว่า ภาคเหนือเรียก ราชพฤกษ์, คูน หรือชัยพฤกษ์ ส่วนปัตตานีเรียก ลักเคย หรือลักเกลือ และก็กะเหรี่ยง-กาญจนบุรีเรียก กุเพยะ ฯลฯ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นของทวีปเอเชียใต้ไปจนกระทั่งประเทศอินเดีย ศรีลังกา แล้วก็พม่า รวมทั้งคูนหรือราชพฤกษ์นี้ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของไทยอีกด้วย
————– advertisements ————–
การดูแลและรักษา
           แสง : อยากแสงแดดจัด หรือที่โล่งแจ้ง และก็เจริญวัยก้าวหน้าในที่โล่งแจ้งเป็นพิเศษ
           น้ำ : ชอบน้ำน้อย ควรรดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง สามารถทนกับสภาพอากาศร้อนได้ดิบได้ดี
           ดิน : สามารถเจริญวัยได้ดิบได้ดีในดินร่วนซุย ดินร่วนคละเคล้าทราย หรือดินเหนียว
           ปุ๋ย : นิยมให้ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยมูลสัตว์ ในอัตรา 2-3 กิโลต่อต้น และควรจะให้ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง
ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติไทย
การขยายพันธุ์
           วิธีแพร่พันธุ์ต้นราชพฤกษ์ที่นิยมหมายถึงการเพาะเมล็ด โดยใช้เมล็ดสดๆมาขลิบด้วยกรรไกรตัดเล็บ แต่ต้องเลือกขลิบบริเวณด้านป้าน เนื่องจากว่าด้านแหลมจะมีต้นอ่อนอยู่ จากนั้นนำไปแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ผ่านวัน จึงค่อยเทน้ำออกให้เหลือปริมาณเพียงพอหล่อเลี้ยงเมล็ดได้ หลังจากนั้นทิ้งไว้อีกคืนก็จะเจอรากผลิออก รวมทั้งสามารถนำลงปลูกได้เลย
ความเชื่อถือเกี่ยวกับต้นราชพฤกษ์
           เชื่อว่าฯลฯพืชที่มีความเป็นสิริมงคล ที่ควรปลูกเอาไว้ภายในทิศตะวันตกเฉียงใต้ รวมทั้งแม้ปลูกเอาไว้ในบ้านจะช่วยทำให้ทรงเกียรติยศ เกียรติยศ และก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางไสยศาสตร์ โดยใช้ใบทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ เหตุเพราะเป็นไม้มงคลนาม
ลักษณะทั่วไปของคูน
สำหรับต้นคูนนั้นจัดว่าเป็นต้นไม้ขนาดกึ่งกลาง โดยลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา มักขึ้นตามป่าผลัดใบ หรือในดินที่สามารถระบายน้ำเจริญ ส่วนใบจะมีสีเขียวเป็นเงา โคนมน เนื้อใบสะอาดรวมทั้งบาง ดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบรูปทรงไข่กลับอยู่ 5 กลีบ และมองเห็นเส้นกลีบชัดเจน ฝักอ่อนมีสีเขียวรวมทั้งจะเป็นสีดำเมื่อแก่จัด แล้วก็ในฝักจะมีฝาผนังเยื่อบางๆกันเป็นช่องๆอยู่ตามแนวขวางของฝัก แล้วก็ข้างในช่องกลุ่มนี้จะมีเม็ดสีน้ำตาลแบนๆอยู่
ต้นคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
คุณประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณของคูน
ใบ – ช่วยฆ่าพยาธิผิวหนัง ฆ่าเชื้อโรคต่างๆช่วยระบายท้อง สามารถใช้พอกแก้ลักษณะของการปวดข้อ หรือแก้ลมตามข้อ รวมทั้งช่วยแก้โรคอัมพาตของกล้ามเนื้อบนบริเวณใบหน้า หรือนำไปต้มกินแก้เส้นทุพพลภาพ แล้วก็โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง ให้รสเมา
ดอกราชพฤกษ์ – ช่วยระบายท้อง แก้ไข้ แก้พรรดึก (ท้องผูก) และโรคกระเพาะอาหาร รวมทั้งแผลเรื้อรัง ให้รสขมเปรี้ยว
ราก – ช่วยสำหรับเพื่อการฆ่าเชื้อโรคคุดทะราด ระบายพิษไข้ แก้กลากหรือโรคเกลื้อน แก้อาการเซื่องซึมหนักแถวๆหัว รวมถึงช่วยถ่ายสิ่งสกปรกเปรอะเปื้อนออกมาจากร่างกาย แก้อาการหายใจขัด ทำให้ชุ่มชื่นอก แก้ลักษณะของการมีไข้ ไปจนกระทั่งรักษาโรคหัวใจ ถุงน้ำดี มีฤทธิ์ถ่ายแรงกว่าเนื้อในฝัก สามารถใช้ได้กับเด็กหรือสตรีมีท้อง ไม่เป็นผลข้างๆใดๆก็ตามให้รสเมา
แก่น – ช่วยสำหรับการขับพยาธิไส้เดือน ให้รสเมา
กระพี้ – ช่วยแก้โรครำมะนาด ให้รสเมา
เนื้อในฝัก – ใช้พอกเพื่อช่วยแก้ลักษณะของการปวดข้อ แก้ต้นตานขโมย ปรับปรุงไข้มาลาเรีย แก้บิด ถ่ายพยาธิ หรือผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง รวมถึงถ่ายเสมะและแก้พรรดึก (ท้องผูก) ไปจนถึงระบายพิษไข้ สามารถใช้ได้ในเด็กและสตรีมีครรภ์ ไปจนกระทั่งเป็นยาระบายที่ไม่ทำให้ปวดมวนหรือไข้ท้อง ให้รสหวานเอียน
เปลือกฝัก – ทำให้แท้งลูก ทำให้อาเจียน รวมทั้งขับรกที่ค้างอยู่ออกมา ให้รสขื่นเมา
เมล็ด – ทำให้อ้วก ให้รสเฝื่อนฝาดเมา
เปลือกต้น – ช่วยแก้อาการท้องเดิน ใช้ฝนผสมกับหญ้าฝรั่น น้ำดอกไม้เทศ และก็น้ำตาล กินเพื่อให้กำเนิดลมเบ่ง ให้รสฝาดเมา
เปลือกราก – ช่วยแก้ไข้ไข้มาลาเรีย รวมทั้งระบายพิษไข้ ให้รสฝาด
ดอกคูน หรือ ดอกราชพฤกษ์
ต้นคูนมักนิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนและก็ครึ่งเขตร้อน สามารถเจริญวัยเจริญในที่โล่งแจ้ง รวมทั้งปลูกได้ง่ายในดินร่วนซุย ดินร่วนซุยปนทราย หรือดินร่วนเหนียว และก็ยังทนต่อสภาพภูมิอากาศแห้งแล้งรวมทั้งดินเค็มก้าวหน้า แต่ว่าถ้าเกิดอากาศหนาวจัดอาจจะเป็นผลให้ติดเชื้อโรคราหรือโรคใบจุดได้http://www.disthai.com/

2

บุก (Amorphophallus spp.) มีชื่อสามัญว่า Konjac (คอนจัค)12 ในไทยจะใช้บุกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson หรือที่พวกเราเรียกว่า “บุกคางคก” ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับบุกชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus konjac K.Koch แต่ต่างประเภทกัน ซึ่งมีคุณลักษณะแล้วก็คุณประโยชน์ทางยาที่ใกล้เคียงกัน แล้วก็สามารถประยุกต์ใช้แทนกันได้
บุก
บุก ชื่อสามัญ Devil’s tongue, Shade palm, Umbrella arum
บุก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amorphophallus konjac K.Koch (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amorphophallus rivieri Durand ex Carrière) จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE)
สมุนไพรบุก มีชื่อเรียกอื่นว่า หมอ ยวี จวี๋ ยั่ว (จีนแต้จิ๋ว), หมอยื่อ (จีนแมนดาริน) เป็นต้น
ต้นบุก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกที่แก่หลาย ลำต้นแทงขึ้นมาจากหัวใต้ดิน มีความสูงของต้นโดยประมาณ 50-150 ซม. หัวที่อยู่ใต้ดินนั้นมีขนาดใหญ่ รูปแบบของหัวเป็นรูปออกจะกลมแบนน้อย หรือกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 25 ซม. ผิวเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ลำต้นและกิ่งก้านมีลักษณะกลมใหญ่ เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวมีลายแต้มสีขาวปะปนอยู่
หัวบุก
ใบบุก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยเรียงสลับ รูปแบบของใบเป็นรูปไข่กลมรี ปลายใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีปริมาณยาวโดยประมาณ 15-20 ซม.
ใบบุก
ดอกบุก มีดอกเป็นดอกลำพัง ลักษณะของดอกเป็นทรงทรงกระบอกกลมแบน มีกลิ่นเหม็น สีม่วงแดงอมเขียว มีกาบใบยาวราวๆ 30 เซนติเมตร สีม่วงอมเหลือง โผล่ขึ้นพ้นจากกลีบเลี้ยงที่มีสีม่วง
ผลบุก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมแบน เมื่อสุกจะเป็นสีส้ม
ดอกแล้วก็ผลบุก
บุกคางคก
บุกคางคก ชื่อสามัญ Stanley’s water-tub, Elephant yam
บุกคางคก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amorphophallus campanulatus Decne.) จัดอยู่ในสกุลบอน (ARACEAE)
สมุนไพรบุกคางคก มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า บุกหลวง บุกหนาม เบีย เบือ (แม่ฮ่องสอน), บักกะเดื่อ (สกลนคร), กระบุก (บุรีรัมย์), บุกคางคก บุกลุกงคก (ชลบุรี), หัวบุก (จังหวัดปัตตานี), มันซูรัน (ภาคกึ่งกลาง), บุก (ทั่วไป), กระแท่ง บุกรอคอย หัววุ้น (ไทย), บุกอีรอกเขา ฯลฯ
ต้นบุกคางคก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกจำพวกกะแท่งหรือเท้าคุณยายม่อมหัว แก่ได้นานหลายปี มีความสูงของต้นราวๆ 5 ฟุต มีลักษณะของลำต้นอวบอ้วนและก็อวบน้ำไม่มีแก่น ผิวตะปุ่มตะป่ำ ลำต้นกลมและมีลายเขียวๆแดงๆลักษณะคล้ายกับคนเป็นโรคผิวหนัง ต้นบุกนั้นขยายพันธุ์ด้วยแนวทางแยกหน่อ พรรณไม้ประเภทนี้จะเติบโตในช่วงฤดูฝน รวมทั้งจะเหี่ยวเฉาไปในช่วงต้นหน้าหนาว ในประเทศไทยพบได้บ่อยขึ้นเองตามป่าราบหาดทรายและที่อำเภอศรีราชา ส่วนในเมืองนอกบุกคางคกนั้นเป็นพืชท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจอได้ตั้งแต่ศรีลังกาไปจนกระทั่งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
ต้นบุกคางคก
หัวบุกคางคก คือส่วนของหัวที่อยู่ใต้ดิน มีลักษณะค่อนข้างจะกลมรวมทั้งมีขนาดใหญ่สีน้ำตาล ผิวขรุขระ เส้นผ่านศูนย์กลางของหัวบุกนั้นจะมีขนาดตั้งแต่ 15 เซนติเมตรขึ้นไป เนื้อในหัวเป็นสีเหลืองอมชมพู สีชมพูสด สีขาวขุ่น สีครีม สีเหลืองอ่อน สีเหลืองอมขาวละเอียดรวมทั้งเป็นเมือกลื่น มียาง โดยยิ่งไปกว่านั้นหัวสด หากสัมผัสเข้าจะมีผลให้กำเนิดอาการคันได้ ก่อนนำมาปรุงเป็นของกินนั้นจึงจำเป็นต้องทำให้เป็นเมือกโดยการต้มในน้ำเดือดเสียก่อน โดยน้ำหนักของหัวนั้นมีตั้งแม้กระนั้น 1 กรัม ไปจนถึง 35 โล
บุกคางคก
ใบบุกคางคก ใบเป็นใบคนเดียว ออกที่ปลายยอดของต้น ใบแผ่ออกคล้ายกางร่มแล้วหยักเว้าเข้าหาเส้นกึ่งกลางใบ ส่วนขอบของใบจะเว้าลึก ก้านใบกลม อวบน้ำแล้วก็ยาวได้ราว 150-180 เซนติเมตร
ใบบุกคางคก
ดอกบุกคางคก มีดอกเป็นช่อ ดอกแทงขึ้นมาจากพื้นดินรอบๆของโคนต้น เป็นแท่งมีลายสีเขียวหรือสีแดงแกมสีน้ำตาล (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) ดอกออกเป็นช่อ แทงขึ้นมาจากหัวที่อยู่ใต้ดิน ก้านช่อดอกสั้น มีใบประดับประดาเป็นรูปห่อหุ้มช่อดอก ขอบหยักเป็นคลื่นรวมทั้งบานออก ปลายช่อดอกเป็นรูปกรวยคว่ำขนาดใหญ่ ยับเป็นร่องลึก สีแดงอมน้ำตาลหรือสีม่วงเข้ม ดอกเพศผู้อยู่ตอนบน ส่วนดอกเพศภรรยาอยู่ตอนล่าง ดอกมีกลิ่นเหม็นเหมือนซากสัตว์เน่า
ดอกบุกคางเรือนจำ
ผลบุกคางคก ผลได้ผลสด เนื้อนุ่ม รูปแบบของผลเป็นรูปทรงรียาว ปริมาณยาวราว 1.2 เซนติเมตร ผลมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวชิดกันเป็นช่อๆ(สิบถึงร้อยร้อยผลต่อหนึ่งช่อดอก)ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนสีเหลือง สีส้ม จนกระทั่งสีแดง ภายในผลมีเมล็ดราวๆ 1-3 เม็ด โดยมีสันขั้วเมล็ดของแต่เม็ดแยกออกมาจากกัน เมล็ดมีลักษณะกลมรีหรือเป็นรูปไข่
สรรพคุณของบุก
หัวบุกมีรสเผ็ด เป็นยาร้อน เป็นพิษ ออกฤทธิ์ต่อม้าม ตับ รวมทั้งระบบทางเดินอาหาร มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นโลหิต (หัว)
ใช้เป็นอาหารสำหรับผู้เจ็บป่วยเบาหวานรวมทั้งคนเจ็บโรคไขมันในเลือดสูง ด้วยการแยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วชงกับน้ำกิน โดยให้ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว เอามาชงกับน้ำก่อนที่จะกินอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ
หัวใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็ง (หัว)
ใช้เป็นยาแก้ไข้จับสั่น (หัว)
ช่วยแก้อาการไอ (หัว)
หัวใช้เป็นยากัดเสมหะ ละลายเสมหะ ช่วยกระจายเสลดที่ตันบริเวณหลอดลม (หัว)
หัวบุกมีรสเบื่อคัน ใช้เป็นยากัดเสมหะเถาดาน แล้วก็เลือดจับกันเป็นก้อน (หัว)
หัวนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคท้องมาน (หัว)
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ราก)
ช่วยแก้ประจำเดือนไม่มาของสตรี (หัว)6 ช่วยขับระดูของสตรี (ราก)
หัวเอามาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้โรคตับ (หัว)
ใช้แก้พิษงู (หัว)
ใช้เป็นยาแก้แผลไฟลุกน้ำร้อนลวก (หัว)
หัวใช้หุงเป็นน้ำมัน ใช้ใส่รอยแผล กัดฝ้าและก็กัดหนองได้ดิบได้ดี (หัว)1,2,3,4 บางข้อมูลกล่าวว่ารากใช้เป็นยาพอกฝีได้ (ราก)
ใช้แก้ฝีหนองบวมอักเสบ (หัว)6
หัวใช้เป็นยาพาราบวม แก้บวมช้ำ (หัว)
บุก เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณยิ่งกว่าไวอากร้า หรือเป็นยาเพิ่มสมรรถนะทางเพศ โดยคุณนิล วิหค (บ้านหนองพลวง ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายทอง จังหวัดบุรีรัมย์) แนะนำให้ลองพิสูจน์ ด้วยการเอาไม้พาดปากหม้อแล้วนำสมุนไพรบุกคางคก เอาพวงเม็ดเอามาปิ้งไฟให้หอมก่อน แล้วก็ใช้ผูกกับไม้แขวนจุ่มลงไปในหม้อต้มใส่น้ำพอเพียงท่วมเมล็ดบุก ต้มจนถึงเมล็ดบุกตกลงหม้อ ตัวยาก็จะไหลลงมาด้วย เมื่อเดือดและก็ให้เพิ่มน้ำตาลพอสมควรลงไปต้มให้เพียงพอหวาน ต่อไปทดลองลองมอง ถ้าเกิดยังมีลักษณะอาการคันคออยู่ก็ให้เพิ่มเติมน้ำตาลเพิ่มและก็หลังจากนั้นจึงค่อยชิมใหม่ หากไม่มีอาการคันคอก็เป็นพิษว่าใช้ได้ และก็ให้นำสมุนไพรโด่ไม่เคยรู้ล้มใส่เข้าไปด้วยโดยประมาณ 1 กำมือ แล้วต้มให้เดือด ปล่อยให้เย็นรวมทั้งเก็บไว้ในตู้แช่เย็น ใช้ดื่ม 1 เป็ก ราว 30 นาที จะปวดท้องฉี่โดยธรรมชาติ ภายหลังอาวุธนั้นจะพร้อมสู้โดยทันที (ผล)
หมายเหตุ : สำหรับวิธีการใช้ให้แยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วเอามาชงกับน้ำ ส่วนขนาดที่ใช้นั้นให้ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว ชงกับน้ำก่อนที่จะกินอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ2 ส่วนการใช้ตาม 6 ให้ใช้ทีละ 10-15 กรัม (รู้เรื่องว่าคือส่วนของหัว) เอามาต้มกับน้ำนาน 2 ชั่วโมง ก็เลยสามารถเอามากินได้ ถ้าเกิดเป็นยาสดให้ใช้ตำพอกหรือเอามาฝนกับน้ำส้มสายชู หรือต้มเอาน้ำใช้ชะล้างบริเวณที่เป็นแผล
ในเนื้อหัวบุกป่าจะมีผลึกของแคลเซียมออกซาเลท (Calcium oxalate) เยอะๆ ที่ทำให้มีการเกิดอาการคัน ส่วนเหง้าและก้านใบถ้าปรุงไม่ดีแล้วรับประทานเข้าไปจะมีผลให้ลิ้นพองแล้วก็คันปากได้8ก่อนนำมากินจะต้องกำจัดพิษออกก่อน และไม่กินกากยาหรือยาสด6
กระบวนการกำจัดพิษจากหัวบุก ให้นำหัวบุกมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตำเพียงพอแหลก คั้นเอาน้ำออกพักไว้ นำกากที่ได้ไปต้มน้ำ แล้วคั้นมัวแต่น้ำ นำไปผสมกับน้ำที่คั้นหนแรก แล้วก็ค่อยนำไปต้มกับน้ำปูนใสเพื่อพิษหมดไป เมื่อเดือดก็พักไว้ให้เย็น จะจับกันเป็นก้อน จึงสามารถใช้ก้อนดังที่ได้กล่าวมาแล้วสำหรับในการทำอาหารหรือนำไปตากแห้งเพื่อใช้เป็นยาได้6ถ้าเกิดอาการเป็นพิษจากการรับประทานบุก ให้กินน้ำส้มสายชูหรือชาแก่ แล้วและก็ตามด้วยไข่ขาวสด แล้วให้รีบไปพบแพทย์
เนื่องด้วยวุ้นบุกสามารถขยายตัวได้มาก (ไม่ต่ำยิ่งกว่า 20 เท่าของเนื้อวุ้นแห้ง) ก็เลยไม่สมควรบริโภควุ้นบกคราวหลังการกิน แต่ว่าให้กินก่อนกินอาหารไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนการบริโภคอาหารที่สร้างมาจากวุ้น เช่น วุ้นก้อนแล้วก็เส้นวุ้น สามารถบริโภคพร้อมของกินหรือหลังรับประทานอาหารได้ เพราะเหตุว่าวุ้นดังที่กล่าวมาแล้วได้ผ่านกรรมวิธีรวมทั้งได้ขยายตัวมาก่อนแล้ว และการการที่จะขยายตัวหรือขยายตัวได้อีกนั้นจึงเป็นได้ยาก ส่วนในเรื่องของคุณประโยชน์ทางโภชนาการนั้นพบว่าวุ้นบุกไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เพราะไม่มีการเสื่อมสภาพเป็นน้ำตาลภายในร่างกาย และไม่มีวิตามินและก็ธาตุ หรือสารอาหารอะไรก็แล้วแต่ที่มีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกายเลยกลูวัวแมนแนนมีผลทำให้การดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมันลดลง (ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี แล้วก็วิตามินเค) ซึ่งจะไม่เกิดโทษต่อสุขภาพโดยรวมได้ แต่ว่าจะไม่เป็นผลต่อการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในน้ำ (ตัวอย่างเช่น วิตามินบีรวม วิตามินซี)
การกินผงวุ้นบุกในจำนวนมาก อาจจะเป็นผลให้มีลักษณะอาการท้องเสียหรือท้องขึ้น มีลักษณะอยากกินน้ำมากยิ่งกว่าเดิม บางบุคคลอาจมีอาการอ่อนแรงเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลงได้

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของบุก
สารที่เจอ ได้แก่ สาร Glucomannan, Konjacmannan, D-mannose, Takadiastase, แป้ง, โปรตีนบุก, วิตามินบี, วิตามินซี แล้วก็ยังเจอสารที่เป็นพิษเป็นConiine, Cyanophoric glycoside ก้านบุกเจอสาร Uniine และก็วิตามินบีที่ก้านช่อดอก6 แล้วก็หัวบุกยังมีโปรตีนอยู่ปริมาณร้อยละ 5-6 แล้วก็มีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูงจำนวนร้อยละ 672หัวบุกมีสารสำคัญ คือ กลูวัวแมนแนน (Glucomannan) เป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งประกอบด้วยเดกซ์โทรส แมนโนส และฟรุคโตส สารกลูโคแมนแนนสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เหตุเพราะมีความเหนียว ช่วยยับยั้งการดูดซึมของเดกซ์โทรสจากทางเดินอาหาร ยิ่งหนืดมากก็ยิ่งส่งผลการดูดซึมเดกซ์โทรส ดังนั้น กลูวัวแมนแนน ซึ่งเหนียวกว่า gua gum จึงสามารถลดน้ำตาลได้ดียิ่งไปกว่า จึงใช้แป้งเป็นวุ้นเป็นอาหารสำหรับคนป่วยเบาหวานและสำหรับผู้ที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงสารกลูโคแมนแนน (Glucomannan) จะมีปริมาณต่างกันออกไปตามจำพวกของบุก5
แป้งจากหัวบุกนั้นประกอบไปด้วยกลูโคนแมนแนนประมาณ 90% รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมอื่นๆอย่างเช่น alkaloid, starch, สารประกอบไนโตเจนต่างๆsulfates, chloride, และพิษอื่น โมเลกุลของกลูวัวแมนแนนนั้นหลักๆแล้วจะประกอบไปด้วยน้ำตาลสองจำพวกหมายถึงเดกซ์โทรส 2 ส่วน รวมทั้งแมนโนส 3 ส่วน โดยประมาณ เชื่อมต่อกันระหว่างคาร์บอนตำแหน่งที่ 1 ของน้ำตาลชนิดที่สอง กับคาร์บอนตำแหน่งที่ 4 ของน้ำตาลประเภทแรกแบบ ?-1, 4-glucosidic linkage ซึ่งแตกต่างจากแป้งที่เจอในพืชทั่วๆไป ก็เลยผิดย่อยโดยกรดรวมทั้งน้ำย่อยในกระเพาะ เพื่อน้ำตาลที่ให้พลังงานได้8 นอกจากกลูวัวแมนแนนจะเจอได้ในบุกแล้ว ยังเจอได้ในว่านหางจระเข้อีกด้วย9
กลูวัวแมนแนน (Glucomannan) สามารถดูดน้ำแล้วก็ขยายตัวได้มากถึง 200 เท่า ของจำนวนเดิม เมื่อพวกเรารับประทานกลูวัวแมนแนนก่อนที่จะรับประทานอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงทีละ 1 กรัม กลูโคแมนแนนจะดูดน้ำที่มีมากมายในกระเพาะอาหารของเรา แล้วมีการขยายตัวกระทั่งทำให้เรารู้สึกอิ่มของกินได้เร็วรวมทั้งอิ่มได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้พวกเรากินได้ลดลงกว่าปกติด้วย ทั้งกลูโคแมนแนนจากบุกก็มีพลังงานต่ำมากมาย กลูวัวแมนแนนจึงช่วยสำหรับในการควบคุมน้ำหนักและเป็นอาหารของผู้ที่อยากลดหุ่นได้เป็นอย่างดี8
เมื่อนำสารที่สกัดได้จากบุกที่มีการกำจัดพิษแล้ว ให้หนูใหญ่รับประทานทีละ 15 กรัม ต่อ 1 กิโลกรัม ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ พบว่าระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูลดน้อยลงคิดเป็น 44% และก็ Triglyceride น้อยลงคิดเป็น 9.5%6
สาร Glucomannan มีฤทธิ์ดูดซับน้ำในกระเพาะแล้วก็ไส้เจริญมาก แล้วก็ยังสามารถไปกระตุ้นน้ำย่อยในไส้ให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการขับของที่คั่งค้างในไส้ได้เร็วขึ้น6สารสกัดแอลกอฮอล์จากหัวบุก สามารถยั้งการเจริญของเชื้อวัณโรคในหลอดแก้วได้5
เมื่อนำสารที่สกัดได้จากบุกที่มีการกำจัดพิษแล้ว ให้หนูใหญ่ที่มีอาการบวมที่ขากินครั้งละ 15 กรัม ต่อ 1 โล พบว่าอาการบวมที่ขาของหนูต่ำลง6
คุณประโยช์จากบุกคนไทยเรานิ http://www.disthai.com/

3

งาขาว
ชื่อสมุนไพร งาขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น นีโซไอยู่มั้ว (จีน) ซะแปะ ซะเจี่ย (เมื่อน)
ชื่อสามัญ Sesame seeds (white)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Sesamum  orientale Linn.
สกุล PEDALIACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน
งาขาวมีถิ่นเกิดเช่นเดียวกันกับ งาดำหมายถึงงาขาวเป็นไม้ล้มลุกที่มีมาแต่โบราณ มีบ่อเกิดในแถบประเทศเอธิโอเปีย ถัดมาก็ถูกนำเข้าไปยังอินเดีย จีน รวมถึงแถบแอฟริกาเหนือรวมทั้งทวีปเอเชียใต้ ในราวราวๆ 2000 ปี ก่อนคริศตกาลรวมทั้งในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาส่วนในประเทศไทย งา ก็เป็นที่รู้จักกันมานาน ซึ่งนำมาใช้ผลดีได้อีกทั้งทางยา อาหาร รวมทั้งเครื่องแต่งหน้า
ลักษณะทั่วไป
งาขาว เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรงถึงยอด สูงราว 50-150 เซนติเมตร ลำต้นไม่แตกกิ่งกิ่งก้านสาขา แต่ว่าบางประเภทอาจมีการแตกกิ่งกิ้งก้าน ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ เป็นสี่เหลี่ยม มีขนสั้นๆปกคลุมหนา ลำต้นมีร่องยาวตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นบาง สีเขียวเข้มหรือมีสีอมม่วง สามารถดึงลอกเป็นเส้นได้
ใบงาขาว ออกเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามกันตามความสูงของลำต้น ประกอบด้วยก้านใบทรงกลมสีเขียวหรือสีม่วงแดง ยาวราวๆ 5 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหอกยาว กว้างประมาณ 3-5 ซม. ยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร โคนใบมน เป็นฐานกว้าง และค่อยเรียวลงจนถึงปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด มีร่องตามเส้นแขนงใบ ขอบใบเรียบหรือเป็นหยัก
ดอกงาขาวเป็นดอกโดดเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มบริเวณซอกใบ 1-3 ดอก ประกอบด้วยก้านดอกสั้น โดยประมาณ 3-5 มม. ต่อมาเป็นกลีบรองดอกสีเขียว จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันหุ้มฐานดอก ต่อมาเป็นกลีบที่มีลักษณะเป็นกรวยยาว กลีบดอกอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่หรือบานจะมีสีขาว ยาวเป็นทรงกรวย ราวๆ 4-5 ซม. ปลายกลีบห้อยลงดิน แล้วก็แยกออกเป็น 2 กลีบ คือ กลีบล่างที่ยาวกว่า รวมทั้งกลีบบนที่มีปลายหยักเป็น 3 แฉก ต่อมาด้านในดอกจะมีสีกลีบดอกไม้ข้างในเป็นสีเหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน แบ่งเป็น 2 คู่ แต่งละคู่ยาวไม่เท่ากันส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ยาว 1.5-2 ซม. ปลายก้านเกสรแยกออกเป็น 2-4 แฉก ทั้งนี้ ดอกงาขาวจะเริ่มบานในช่วงเช้า แล้วก็กลีบดอกจะตกลงดินในเวลาเย็น
ผลของงาขาวเรียกว่า ฝัก ฝักอ่อนมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างกลม ปลายฝักเป็นจะงอยแหลม เมื่อฝักใหญ่จะแบ่งเป็นร่องๆตามความยาวของฝัก ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักดก มีสีเขียว และมีขนปกคลุม เมื่อฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา และก็ปริแตก ทำให้เม็ดตกลงดิน  ด้านในฝักมีเมล็ดขนาดเล็กสีขาวมากไม่น้อยเลยทีเดียว เรียงซ้อนแยกกันในแต่ละร่องพู เมล็ดมีรูปไข่ เปลือกเมล็ดบางมีสีขาว มีกลิ่นหอม ใน 1 ฝัก จะมีเมล็ดราว 70-100 เม็ด
การขยายพันธุ์
                งาขาว ที่ปลูกกันทั่วไปมี 6 ประเภท ยกตัวอย่างเช่น

  • จำพวกเมืองเลย ปลูกมากที่จังหวัดเลยแล้วก็บริเวณชายแดนไทย-ลาว และตอนจังหวัดเลยถึงอุตรดิตถ์
  • ประเภทจังหวัดเชียงใหม่ ปลูกมากมายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงใหม่
  • จำพวกชัยบาดาลหรือสมอทอด ปลูกมากมายที่จังหวัดเพชรบูรณ์และก็จังหวัดลพบุรี แต่ว่าตอนนี้มีปริมาณน้อยมาก
  • ชนิดร้อยเอ็ด.1
  • จำพวกมข.1
  • ประเภทมหาสารคาม 60 มีเขตผลักดันการปลูก อย่างเช่น จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และก็จังหวัดกาญจนบุรี


งาเป็นพืชเขตร้อนถูกใจอาการร้อนและก็แดดจัด อุณหภูมิที่สมควรต่อการเจริญเติบโต ประมาณ 27-30 องศาเซลเซียส รังเกียจอากาศหนาวเย็น หากอุณหภูมิน้อยกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ บางทีอาจจะหยุดชะงักการเติบโต แม้กระนั้นถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นมากยิ่งกว่า 40 องศาเซลเซียสจะทำให้การผสมเกสรติดยาเสพย์ติดกการสร้างฝักเป็นได้ช้า
   ฤดูปลูก

  • ต้นหน้าฝน เริ่มปลูกตั้งแต่กุมภาพันธ์-ม.ย. และเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือน ม.ย.-เดือนมิถุนายน ส่วนมากจะปลูกภายในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว มีพื้นที่ปลูกโดยประมาณจำนวนร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาต้นฤดูฝนอาทิเช่น จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย ลำพูน น่าน และก็สุราษฏร์ธานี
  • ปลายฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่ก.ค.-ส.ค. และเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือน เดือนพฤศจิกายน-ธ.ค. โดยมากจะปลูกในภาวะพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกข้างหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ดังเช่นว่า จังหวัด จังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก จังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ แล้วก็เลย
ส่วนการปลูกงาขาวนั้นสามารถทำเป็นดังต่อไปนี้

  • การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นเหตุที่สำคัญสำหรับการปลูกงาเนื่องจากว่าเม็ดงามีขนาดเล็ก ควรมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยทำให้งาแตกออกได้ดีรวมทั้งมีความสม่ำเสมอ การไถลูกพรวนจะมากมายหรือน้อยครั้งขึ้นกับส่วนประกอบรวมทั้งจำพวกของเนื้อดิน ถ้าเกิดเป็นดินร่วนซุยทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวจะต้องไถมากครั้งกว่าดินร่วนซุยโดยไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ถี่ถ้วนจะได้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าไถเพียงแค่ครั้งเดียว
  • แนวทางปลูก การปลูกงาขาวมีอยู่ 2 วิธีคือ
  • การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรจำนวนมากนิยมปลูกงาด้วยแนวทางนี้ โดยภายหลังจากเตรียมดินก็ดีแล้ว จะใช้เมล็ดงาหว่านให้กระจายสม่ำเสมอ อัตราเมล็ดพันธุ์ 1-2 กก./ไร่
  • การปลูกแบบโรยเป็นแนว สำหรับการทำร่องสำหรับโรยเม็ด ส่วนใหญ่ใช้คราดกาแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 กก./ไร่ การปลูกเป็นแนวจะให้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าการปลูกแบบหว่าน
  • การใส่ปุ๋ย ดินทรายหรือดินร่วนซุยทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20-30 กิโลกรัม/ไร่ ดินร่วมผสมดินเหนียว ใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ในอัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่
  • การดูแลและรักษา การปลูกงาขาวไม่อยากดูแลมากนัก ข้างหลังการโปรยเม็ดแล้วเกษตรกรจะปล่อยให้งาเติบโตตามธรรมชาติ แต่ว่ามั่นตรวจดูแปลงเป็นระยะ หากพบโรคหรือแมลงระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนการปลูกเอาไว้ในฤดูแล้งหรือพื้นที่ค่อนข้างจะแห้งอาจมีการให้น้ำเป็นระยะ
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาขาวมีอายุเก็บเกี่ยวราวๆ 70-120 วัน ข้างหลังปลูก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และก็เริ่มเก็บฝักได้ในระยะฝักแก่สีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ใบมีสีเหลือง แล้วก็หลุดล่วงใกล้หมด รวมทั้งเก็บในระยะที่เปลือกฝักยังไม่ปริแตก การเก็บเกี่ยวงาขาวจะใช้วิธีถอนอีกทั้งต้น ก่อนเด็ดฝักแยกออกจากลำต้น แล้วตีให้ฝักแตกสามัคคีเม็ดงาออก ซึ่งบางทีอาจใช้ไม้ตีหรือใช้เครื่องตีแยกฝัก


องค์ประกอบทางเคมี เมล็ดงาขาวประกอบด้วยน้ำมัน 44-58% โปรตีน 18-25% ที่มีกรดอะมิโนที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกันกับถั่วเหลืองคาร์โบไฮเดรตโดยประมาณ 13.5% รวมทั้งขี้เถ้า 5% (Borchani et al.,2010) น้ำมันงาโดยประมาณ 50% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงผู้เดียว 35% และก็อีก 44% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว เวลาที่ 45% ของกากงาประกอบด้วยโปรตีน 20% (Ghandi, 2009) ส่วนส่วนประกอบทางเคมีที่มีในเม็ดงาขาวนั้นก็มีเหมือนกับงาดำ ยกตัวอย่างเช่น กรดไขมันดังเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, สารกลุ่ม lignan, ชื่อ sesamol, d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆเป็นต้นว่า sitosterol  ส่วนค่าทางโภชนาการของงาขาวมีดังนี้

ค่าทางโภชนาการงาขาว (งาขาวดิบ 100 กรัม)
                งาขาวดิบ             
น้ำ                           3.9          กรัม
พลังงาน                 658         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.9        กรัม
ไขมัน                       57.1        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        15.0        กรัม
ใยอาหาร                                4.6          กรัม
เถ้า                           3.1          กรัม
แคลเซียม                               86           มก.
เหล็ก                       7.4          มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                              650         มก.
เบต้า แคโรทีน                        0              มก.
ไทอะมีน                 1.08        มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน                           0.11        มก.
ไนอะซีน                  3.3          มิลลิกรัม
 
ประโยชน์/สรรพคุณ
งาขาวใช้เป็นส่วนประกอบของของหวาน อาทิเช่น กระยาสาดข้าวเหนียวแดง หรือใช้ตกแต่งขนมปังหรือของหวานต่างๆรวมไปถึงใช้สกัดน้ำมันงาสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆเช่น ใช้สำหรับเข้าครัว โดยยิ่งไปกว่านั้นอาหารจำพวกทอดต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเสริม  ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง อย่างเช่น ครีมที่เอาไว้สำหรับดูแลผิว น้ำหอม สบู่ เป็นต้น ใช้ในอุตสาหกรรมยา และก็อาหาร ตัวอย่างเช่น ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับเพื่อการผลิตช็อกโกแลต การผลิตเนยเทียม ฯลฯ  ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์  ใช้ทารักษาแผล  ใช้ชโลมผม ช่วยทำให้ผมมันเงา ใช้ทารักษาโรผิวหนัง ผื่นผื่นคัน มีการทำการศึกษาในงาขาวพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองแล้วก็ใช่แล้วพบว่า มีไขมันสูงยิ่งกว่าถั่วเหลืองราว 3 เท่า และก็สูงขึ้นมากยิ่งกว่าไข่ โดยประมาณ 4-6 เท่า มีโปรตีนสูงยิ่งกว่าไข่ราวๆ 5% แต่ว่าต่ำยิ่งกว่าถั่วเหลืองราว 2 เท่า นอกนั้นโปรตีนในงาขาวยังต่างจากพืชเครือญาติถั่วและพืชให้น้ำมันอื่นๆเพราะเหตุว่ามีกรดอะมิโนที่จำเป็นซึ่งพืชดังกล่าวขาดแคลน ดังเช่น เมธไธโอนินและซีสตำหนิน แต่งาขาวมีไลซีนต่ำ เพราะฉะนั้นบางทีอาจใช้งาเป็นอาหารเสริมพวกอาหารถั่วต่างๆเมื่อใช้เป็นอาหาร หรือใช้เสริมโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีราคาแพง นอกจากนั้นยังใช้เสริมอาหารพวกธัญพืช กล้วย และก็ของกินแป้งอื่นๆได้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้นเม็ดงาขาวยังประกอบไปด้วย เกลือแร่ 4.1 – 6.5 % ที่สำคัญคือ เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี เซเลเนียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส โดยจะมีแคลเซียมมากกว่าพืชทั่วไปราว 20 เท่า ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาขาวนั้น ตำรายาไทยบอกว่า งาขาวมีรสฝาด หวาน ขม ทำให้น้ำดี กำเริบ น้ำมันใช้หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผลได้ดิบได้ดี การหุงน้ำมันจะต้องใช้งาสดตำคั้นเอาน้ำ โดยใช้น้ำคั้นใบแล้วก็เถาตำลึง บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย  ไพล เอาน้ำมาอย่างละ 1 ถ้วย แล้วใส่น้ำมันงาลงไป 1 ถ้วย ตั้งไฟต้มไปกระทั่งเหลือ 1 ถ้วย เอาน้ำมันที่ได้ปรุงด้วยสีเสียดเทศรวมทั้งไทยสิ่งละเล็กน้อย หลอมตะกั่วนมให้ละลายเทลงในน้ำมัน แล้วเอาขึ้นหลอมอีกจนได้ 3 ครั้ง ทิ้งตะกั่วไว้ภายในนั้น ใช้น้ำมันใส่แผลจะช่วยรักษาแผลเจริญมากมาย
 ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น ตำราเรียนยาไทยกล่าวว่า สารเซซามินในเมล็ดงาขาวสามารถลดระดับ LDL-cholesterol ในกระแสโลหิตของคน (ซึ่ง LDL-cholesterol เป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งโรค Athersclerosis (ไขมันตันในเส้นโลหิต)  ทุเลาลักษณะโรคคิดสีดวงทวาร (Hemmorhoids) ได้ โดยกรดไขมันในน้ำมันงา ได้แก่ Linoleic acid , oleic acid , palmatic acid , stearic acid , สามารถบรรเทาลักษณะโรคริดสีดวงทวารได้
ทั้งนี้มีการวิจัยน้ำมันงาพบว่าน้ำมันงาเป็นแหล่งของสารอาหาร ดังเช่นว่า กรดไขมันโอเมก้า 6 ฟลาโวนอยด์ ฟลีนอลิค สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินรวมทั้งเส้นใย ซึ่งมีความจำเป็นในการต่อต้านโรคมะเร็ง รวมทั้งส่งเสริมสุขภาพ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้ เหมือนกันกับงาดำ เป็นสำหรับเพื่อการนำงาขาวมาใช้ประโยชน์โดยมากจะเอาไปใช้ประโยชน์ด้านอาหารแล้วก็สินค้าเสริมความสวยสดงดงามมากยิ่งกว่าด้านการดูแลรักษาโรคแต่ว่าก็มีการเอาไปใช้ตามตำรายาไทยอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น

  • แก้เยี่ยวหรืออุจจาระขัด นำเม็ดงา 20 – 30 กรัม หรือ 1 – 2 ช้อน ต้มแล้วนำน้ำมาดื่มในขณะท้องว่าง
  • ความดันโลหิตสูง เมล็ดงาขาว น้ำส้ม  ซีอิ้ว รวมทั้งน้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนจนเข้ากันดี ต้มด้วยไฟอ่อนๆกระทั่งสุก กินวันละ 3 ครั้งบ่อยๆ
  • ทุเลาอาการไอแห้ง ไม่มีเสมหะ ให้นำเมล็ดงา 3 – 5 ช้อน ตำบดอย่างถี่ถ้วน ก่อนผสมกับน้ำตาล 2 ช้อน รับประทาน หรือ นำผงเมล็ดงาชงน้ำร้อน และเดิมน้ำตาลดื่ม
  • บำรุงสมอง แบบเรียนอายุรเวทให้ใช้งาผง 1 ส่วน ผงมะขามป้อม 1 ส่วน และก็น้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนชา เคล้าให้เหมาะ ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน
  • ยาอายุวัฒนะ (ญี่ปุ่น) ใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง ชงด้วยน้ำร้อน เพิ่มน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และก็น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขับพยาธิเข็มหมุด เมล็ดงาขาว 50 กรัม เพิ่มเติมน้ำต้นจนได้น้ำข้นๆกรองเอาส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาลทรายแดง ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
  • เจ็บคอ คัดจมูก แพ้อากาศ ปวดเมนส์ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ รับประทานงาบด 1 ข้อนชาก่อนนอน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การศึกษาทางเภสัชวิทยาของงาขาวนั้นส่วนมากเป็นการเล่าเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการเรียนรู้รวมกันทั้งงาขาว งาดำ) เพราะฉะนั้นผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยทางเภสัชวิทยาของงาขาวก็เลยเช่นเดียวกับงาดำ (ดูการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชของงาดำ) แม้กระนั้นผู้เขียนสามารถเก็บข้อมูลการเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของงามาเพิ่มเติมอีกได้อีก 2 ฉบับ คือ
                การเรียนรู้ฤทธิ์ลดความเป็นพิษจากนิโคตินของสารลิกแนนจากงาในหนูแรทผิวเผือกเพศผู้ที่ได้รับพิษจากนิโคติน โดยการฉีดนิโคตินครั้งละ 3.5 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว เข้าใต้ผิวหนัง ต่อเนื่องกัน 15 วัน ร่วมกับการป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของสารลิกแนนจากงา ขนาด 0.1 หรือ 0.2 ก.ต่อของกิน 100 ก. ผลการศึกษาวิจัยพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ Low Density Lipoprotein cholesterol และก็ Very Low Density Lipoprotein cholesterol ช่วยเพิ่มปริมาณ High Density Lipoprotein cholesterol รวมทั้งเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งลดความเข้มข้นของผลผลิตจากการเกิดการเพอคอยกซิเดชั่นของไขมันที่มากขึ้นเนื่องด้วยพิษของนิโคติน นอกนั้นยังพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยเพิ่มปริมาณ DNA รวมทั้งปกป้องไม่ให้ DNA ในเนื้อเยื่อตับถูกทำลายด้วยนิโคตินได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เห็นว่าสารลิกแนนจากงาสามารถทุเลาความเป็นพิษของนิโคตินต่อการเกิดออกซิเดชั่นแล้วก็ความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมภายในร่างกายได้ และการเรียนรู้ทางสถานพยาบาลเรื่องฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดระดับความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยชายและหญิงที่เป็นโรคความดันเลือดสูงระดับน้อยถึงปานกลาง เป็นมีค่าความดันเลือดตัวบน ≥ 140 มม.ปรอท รวมทั้งค่าความดันเลือดตัวล่าง ≥ 90 มม.ปรอท อายุ 35 – 60 ปี จำนวน 50 คน ได้รับยาเพื่อการรักษาเป็นยาขับเยี่ยว hydrochlorothiazide หรือ β-blocker atenolol มานาน 1 ปีกลายเข้าร่วมการเรียน และก็ยังคงได้รับยานี้ตามธรรมดาตลอดการเรียนนี้ ผู้เจ็บป่วยจะได้รับน้ำมันงาเพื่อใช้เพื่อการเข้าครัวในครอบครัว 4 – 5 กิโลกรัม ต่อสมาชิกในครอบครัว 4 คน ต่อเดือน (ราวๆ 35 ก./วัน/คน) และจำเป็นต้องใช้เฉพาะน้ำมันงาเพียงประเภทเดียวตลอด 45 วัน แล้วต่อจากนั้นหยุดเปลืองน้ำมันงา ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่เคยใช้อยู่เดิมอีก 45 วัน กระทำตรวจร่างกาย ความดันเลือด น้ำหนักตัว, Body mass index (BMI), ระดับไขมัน อิเลคโตรไลท์ และโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเลือด ก่อนการศึกษา ภายหลังจากกินน้ำมันงา 45 วัน และภายหลังจากหยุดเปลืองน้ำมันงา 45 วัน พบว่า การใช้น้ำมันงาแทนที่น้ำมันจำพวกอื่นในการทำครัวในคนเจ็บความดันโลหิตสูง ทำให้ค่าความดันเลือดตัวบนรวมทั้งตัวข้างล่างกลับลงสู่ระดับธรรมดา น้ำหนักร่างกาย และ BMI ต่ำลง แม้กระนั้นภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงานค่าดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นกลับสูงขึ้น ระดับคอเลสเตอรอล, high density lipoprotein cholesterol แล้วก็ low density lipoprotein cholesterol ในเลือดไม่ได้มีความแตกต่างกันเมื่อวัดผลทั้งยัง 3 ช่วงเวลาที่เรียนรู้ ยกเว้นระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดต่ำลงเมื่อใช้น้ำมันงา รวมทั้งกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา ระดับโซเดียมในเลือดน้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงาและกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา   ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาและก็น้อยลงสู่ค่าปกติเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา การเกิด lipid peroxidation ลดลงเมื่อใช้น้ำมันงาและก็ค่ายังคงเดิมภายหลังที่หยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับเอนไซม์ catalase และก็ superoxide dismutase ในเลือดสูงมากขึ้น และ glutathione peroxidase ในเลือดน้อยลง เมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งค่ายังคงเดิมภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-ค้างโรทีน รวมทั้ง reduced glutathione สูงขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็น้อยลงภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงา จากการเล่าเรียนแปลว่าน้ำมันงาสามารถช่วยลดระดับความดันเลือด ลดการเกิด lipid peroxidation รวมทั้งเพิ่มฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ในคนป่วยความดันเลือดสูงร่วมกับยาขับปัสสาวะได้
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา การศึกษาทางพิษวิทยาของงาขาวเป็นการศึกษาควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษารวมกันอีกทั้งงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุนี้ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยทางพิษวิทยาของงาขาวจึงเหมือนกับงาดำ (มองการเรียนทางพิษวิทยาของ งาดำ)
 
อเสนอแนะ/ข้อควรพิจารณา

  • ในการกินงาขาวในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ เพราะว่ามีสาร Sesamol ซึ่งจะก่อให้กำเนิดอาการต่างๆดังเช่น ลมพิษ คันจมูก หายใจติดขัด เปลือกตาและก็ริมฝีปากบวมแดง
  • การกินงาขาวอาจก่อให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำเหลือเกินได้ในผุ้ทีมีความดันโลหิตต่ำ
  • ถ้าเกิดกินงาขาวมากจนเหลือเกินอาจส่งผลให้มีการระบายท้องมากจนเกินความจำเป็นจนกระทั่งทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
  • ตำราจีน ห้ามใช้งานในคนที่ท้องเสียเรื้อรัง เสื่อมสมรรถนะทางเพศ มีตกขาว หรือ ถ้าเกิดจะใช้ควรจะใช้ในขนาดน้อย การใช้เกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจจะส่งผลให้ท้องร่วงได้
  • แบบเรียนอายุรเวท บอกว่า งา เป็นยาขับระดู การใช้ในสตรีตั้งครรภ์ระยะแรก (1-3 เดือน) ในขนาดที่มากเกินไป อาจจะทำให้แท้งได้
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์  พิเชียรสุนทร , แม้นมาส  ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์ 2542. คำอธิบาย ตำราพระโอสถ พรนารายณ์ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ กุมภาพันธ์ 2548
  • มนตรา ศรีษะแย้ม , นาถธิดา วีระปรียากูร , พนมพร ศรีบัวรินทร์.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นในหลอดทดลองของเมล็ด งา ขาว ดำ และ แดง .วารสารสารเภสัชศาสตร์อีสาน.ปีที่ 10 .ฉบับที่ 2.พฤษภาคม – สิงหาคม 2557.หน้า 136-146
  • ปราณี รัตนสุวรรณ . งา ...ธัญพืชเมล็ดจิ๋วดินทรงคุณค่า.ภาควิชาเภสัชงาขาวและเภสัชพฤกษศาสตร์.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรมวิชาการเกษตร.2549.รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร รอบ 12 เดือน.วันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2549.
  • งาขาว สรรพคุณ และการปลูกงาขาว.พืชเกษตรดอทคอม.เว็บเพื่อเกษตรกรไทยนันทวัน บุณยะประภัศร (บรรณาธิการ) 2539.สมุนไพรพื้นบ้าน(1) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย.2544
  • Bowden, Jonny. The 150 Healthiest foods on earth: The surprising, unbiased truth about what you should eat and why (PAP/COM). Fair Winds Pr,2007:309-310
  • สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน กันยายน 2545 บริษัท สำนักพิมพ์ยูทิไลซ์ จำกัด
  • สารลิกแนน จากงาช่วยลดพิษของนิโคติน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • งา,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.


4

โรคโปลิโอ (Poliomyelitis)
โรคโปลิโอคืออะไร โรคโปลิโอศึกษาและทำการค้นพบหนแรกเมื่อ ค.ศ. 1840 โดย Jakob Heine ส่วนเชื้อไวรัสโปลิโอซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคถูกพ้นพบเมื่อ คริสต์ศักราช 1908 โดย Karl Landsteiner โรคโปลิโอ หรือ ไข้ไขสันหลังอักเสบ  เป็นโรคที่สร้างความทุกข์แก่เด็กทั่วโลก ซึ่งมีผู้ป่วยในอดีตกาลมากกว่า 350,000 รายต่อปี ด้วยเหตุว่านำมาซึ่งความพิกลพิการ ขา หรือ แขนลีบ และเสียชีวิต ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสโปลิโอ โดยผู้เจ็บป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการแสดงของโรค ส่วนในกรุ๊ปคนไข้ที่มีลักษณะนั้นโดยมากจะมีลักษณะอาการเพียงเล็กน้อยอย่างไม่เจาะจงแล้วก็หายได้เองภายในช่วงระยะเวลาไม่กี่วัน แต่จะมีคนเจ็บเพียงแค่ส่วนน้อยที่จะมีอาการของกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเมื่อผ่านไปหลายๆปีหลังการรักษา คนเจ็บที่เคยมีลักษณะกล้ามเนื้ออ่อนกำลังนี้อาจจะมีการเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนล้าซ้ำขึ้นมาอีก แล้วก็บางทีอาจกำเนิดกล้ามฝ่อลีบแล้วก็กำเนิดความพิการของข้อตามมาได้ ในขณะนี้โรคนี้ยังไม่มียารักษา แม้กระนั้นมีวัคซีนที่ใช้คุ้มครองโรคได้
โรคโปลิโอ นับเป็นโรคที่มีความหมายมากมายโรคหนึ่ง แบบนี้ก็เพราะเชื้อ เชื้อไวรัสโปลิโอ จะก่อให้มีการอักเสบของไขสันหลังทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อแขนขา ซึ่งในรายที่อาการร้ายแรงจะทำให้มีความพิกลพิการตลอดชีวิต แล้วก็บางรายอาจถึงเสียชีวิตได้ ในปี พ.ศ. 2531 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ทุกประเทศร่วมมือกวาดล้างโรคโปลิ โอ ทำให้อัตราการป่วยทั้งโลกน้อยลงไปๆมาๆกถึง 99% โดยลดน้อยลงจาก 350,000 ราย (จาก 125 ประเทศทั้งโลก) ในปี พุทธศักราช 2531 เหลือเพียง 820 รายใน 11 ประเทศในปี พศ. 2550 ซึ่งประ เทศที่ยังเจอโรคมากอยู่เป็น อินเดีย (400 กว่าราย) ปากีสถาน ไนจีเรีย รวมทั้งอัฟกานิสถาน
ส่วนในประเทศไทยไม่เจอคนเจ็บโรคโปลิโอมาตรงเวลายาวนานหลายปีแล้ว โดยเจอรายท้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2540 ที่ จังหวัด เลย แต่ว่าเด็กทุกคนยังคงต้องได้เรื่องฉีดรับวัคซีนตามมาตรกาเกลื่อนกลาดวาดล้างโรคโปลิโอร่วมกับนานาประเทศทั่วทั้งโลก เนื่องจากว่าโปลิโอเป็นโรครุนแรงที่สร้างความสูญเสียทั้งยังทางด้านร่างกายแล้วก็เศรษฐกิจ และก็ปัจจุบันถึง องค์การอนามัยโลก CWHO ได้ประกาศรับรองให้เป็นประเทศที่ปลอดโรคโปลิโอแล้วเมื่อวันที่ 27 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2557 แม้กระนั้นประเทศไทยยังที่เสี่ยงต่อโรคโปลิโออยู่ ด้วยเหตุว่ามีอาณาเขตใกล้กับประเทศที่มีการระบาดของโรคโปลิโออย่างเมียนมาร์แล้วก็ลาวที่เพิ่งจะพบเชื้อโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธ์ไปเมื่อปี พุทธศักราช 2558
ต้นเหตุของโรคโปลิโอ โรคโปลิโอมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโปลิโอ single-stranded RNA virus ไม่มีเปลือกหุ้มจัดอยู่ใน Family Picornaviridae, Genus Enterovirus มี 3 ทัยป์เป็นทัยป์ 1, 2 และ 3 โดยแต่ละประเภทอาจจะทำให้เกิดอัมพาตได้ พบว่า type 1 ส่งผลให้เกิดอัมพาตและก็เกิดการระบาดได้บ่อยครั้งกว่าทัยป์อื่นๆและก็เมื่อติดโรคประเภทหนึ่งแล้วจะมีภูมิคุ้มกันถาวรเกิดขึ้นเฉพาะต่อทัยป์นั้น ไม่มีภูมิต้านทานต่อทัยป์อื่น ด้วยเหตุนี้ ตามแนวความคิดนี้แล้ว คน 1 คน อาจติดเชื้อได้ถึง 3 ครั้ง และแต่ละทัยป์ของไวรัสโปลิโอ จะแบ่งย่อยได้อีก 2 สายพันธุ์ คือ

  • สายพันธุ์ร้ายแรงก่อโรค (Wild strain) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังแล้วก็กำจัด โดยตอนนี้ยังเจอสายพันธุ์รุนแรงนี้ใน 2 ประเทศเป็นอัฟกานิสถานรวมทั้งปากีสถาน
  • สายพันธุ์วัคซีน (Vaccine strain หรือ Sabin strain) เป็นการทำให้เชื้อไวรัสโปลิโออีกทั้ง 3 ประเภทย่อยอ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคได้ แล้วประยุกต์ใช้เป็นวัคซีนชนิดหยด หรือที่เรียกกันว่า OPV (Oral polio vaccine) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ เชื้อไวรัสโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนอาจมีการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุลจนสามารถทำให้มีการเกิดสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธุ์ รวมทั้งทำให้เกิดโรคโปลิโอได้ ซึ่งการเกิดนี้ชอบเกิดในชุมชนที่หรูหราความครอบคลุมของวัคซีนโปลิโอค่อนข้างต่ำเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน


โดยเชื้อโปลิโอนี้จะอยู่ในไส้ของคนเพียงแค่นั้น ไม่มีแหล่งรังโรคอื่นๆเชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มได้ในลำไส้ของผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันและอยู่ด้านในไส้ 1-2 เดือน เมื่อถูกขับถ่ายออกมาข้างนอก จะไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ แล้วก็เชื้อจะอยู่ข้างนอกร่างกายในสิ่งแวดล้อมไม่ได้นาน โดยเฉพาะในเขตร้อน อายุครึ่งชีวิตของเชื้อไวรัสโปลิโอ (half life) ประมาณ 48 ชั่วโมง
อาการของโรคโปลิโอ  เมื่อเชื้อโปลิโอไปสู่ร่างกายของผู้ที่ไม่มีภูมิต้านทาน ไวรัสจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในรอบๆ pharynx แล้วก็ลำไส้ สองสามวันถัดมาก็จะกระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอที่ต่อมทอนซิล และก็ที่ไส้และก็ไปสู่กระแสโลหิตทำให้มีลักษณะไข้เกิดขึ้น ส่วนน้อยของไวรัสจะผ่านจากกระแสโลหิตไปยังไขสันหลังและก็สมองโดยตรง หรือนิดหน่อยอาจผ่านไปไขสันหลังโดยทางเส้นประสาท เมื่อไวรัสเข้าไปยังไขสันหลังแล้วมักจะไปที่ส่วนของไขสันหลังหรือสมองที่ควบคุมรูปแบบการทำงานของกล้าม เมื่อเซลล์สมองในส่วนที่    ติดโรคมีอาการอักเสบมากมายจนถูกทำลายไป กล้ามที่ควบคุมโดยเซลล์ประสาทนั้นก็จะมีอัมพาตและฝ่อไปในที่สุด
         ทั้งนี้สามารถแบ่งคนเจ็บโปลิโอตามกรุ๊ปอาการได้เป็น 4 กรุ๊ปหมายถึง

  • กรุ๊ปคนเจ็บที่ไม่มีอาการ คนเจ็บกลุ่มนี้มีราว 90 – 95% ของผู้ติดโรคโปลิโอทั้งหมด มีความสำคัญทางด้านระบาดวิทยา เนื่องจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่เข้าไปจะไปเพิ่มจำนวนในไส้ แล้วก็ถ่ายออกมาตรงเวลา 1-2 เดือน นับเป็นแหล่งแพร่โรคที่สำคัญในชุมชน
  • กรุ๊ปคนไข้ที่มีอาการน้อยมาก (Abortive poliomyelitis) หรือที่เรียกว่า abortive case หรือ minor illness ซึ่งจะเจอได้โดยประมาณ 5-10% ของผู้ติดโรคโปลิโอทั้งปวง มักจะมีลักษณะอาการไข้ต่ำๆเจ็บคอ คลื่นไส้ ปวดท้อง ไม่อยากอาหาร และก็อ่อนเพลีย อาการจะเป็นอยู่ 3-4 วัน ก็จะหายเป็นระเบียบโดยไม่มีอาการอัมพาต ซึ่งจะวินิจฉัยโรคแยกจากโรคติดเชื้อไวรัสอื่นมิได้
  • กรุ๊ปผู้ป่วยที่มีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสโปลิโอ (Nonparalytic poliomyelitis) กลุ่มนี้จะพบได้เพียงแค่ 1% ของผู้ติดโรคโปลิโอทั้งปวง จะมีลักษณะเช่นเดียวกับที่เกิดจากเชื้อไวรัสอื่นๆคนไข้จะมีอาการเหมือน abortive case แต่ว่าจะตรวจพบคอแข็งกระจ่าง มีลักษณะอาการปวดศีรษะ ปวดตามกล้าม เมื่อตรวจน้ำไขสันหลังก็จะพบไม่ปกติแบบการติดเชื้อไวรัส มีเซลล์ขึ้นไม่มากจำนวนมากเป็นลิมโฟซัยท์ ระดับน้ำตาลและโปรตีนปกติ หรือเปลี่ยนแปลงเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ
  • กรุ๊ปผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการกล้ามอ่อนเพลีย (Paralytic poliomyelitis) เป็นอัมพาต กลุ่มนี้เจอได้น้อยมากจะมีอาการแบ่งได้ 2 ระยะ ระยะแรกคล้ายกับใน abortive case หรือเป็น minor illness เป็นอยู่ 3-4 วัน หายไป 3-4 วัน เริ่มเป็นไข้กลับมาใหม่ พร้อมกับมีอาการปวดกล้ามเนื้ออาจมีการเกร็งตัวของกล้ามก่อนที่จะมีอัมพาตเกิดขึ้น กล้ามจะเริ่มมีอัมพาตรวมทั้งเพิ่มจำนวนกล้ามเนื้อที่มีอัมพาตอย่างรวดเร็ว โดยมากจะกำเนิดสุดกำลังภายใน 48 ชั่วโมง แล้วก็จะไม่ขยายเพิ่มขึ้นตอนหลัง 4 วัน เมื่อตรวจทานรีเฟลกซ์ครั้งคราวจะพบว่าหายไปก่อนที่กล้ามจะมีอัมพาตสุดกำลัง


          ลักษณะของอัมพาตในโรคโปลิโอชอบพบที่ขามากยิ่งกว่าแขนแล้วก็จะเป็นข้างเดียวมากกว่า 2 ข้าง (asymmetry) มักจะเป็นกล้ามเนื้อต้นขา หรือต้นแขนมากกว่าส่วนปลาย เป็นแบบปวกเปียก (flaccid) โดยไม่มีความเคลื่อนไหวในระบบความรู้สึก (sensory) ที่พบได้ทั่วไปคือเป็นแบบ spinal form ที่มีอัมพาตของแขน ขา หรือกล้ามเนื้อลำตัว ในรายที่เป็นมากอาจมีอัมพาตของกล้ามเนื้อส่วนลำตัวที่อกและก็พุง ซึ่งมีความหมายสำหรับการหายใจ ทำให้หายใจเองไม่ได้ บางทีอาจถึงตายได้ถ้าเกิดช่วยไม่ทัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคโปลิโอ โรคโปลิโอพบได้บ่อยได้ในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยทั้งยังผู้ชายและก็เพศหญิงมีโอกาสติดเชื้อโรคนี้ได้เท่ากัน รวมทั้งมีโอกาสติดเชื้อโปลิโอได้ง่าย แม้กระนั้นมีคนไข้น้อยมากที่จะมีอาการกล้ามเหน็ดเหนื่อย เชื้อไวรัสจำพวกนี้จะเจริญวัยอยู่ในลำไส้ เชื้อก็เลยถูกขับออกจากร่างกายมาพร้อมกับอุจจาระและก็แพร่ไปสู่คนอื่นๆผ่านการกินอาหารหรือกินน้ำที่แปดเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ป่วย ซึ่งมีเหตุมาจากการขับถ่ายที่ไม่ถูกสุขลักษณะและไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร โรคนี้ก็เลยพบมากมากมายในประเทศที่ล้าหลังและกำลังปรับปรุงที่ขาดการดูแลเรื่องสุขอนามัยที่ดี
อีกทั้งคนที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโปลิโอนั้น จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อเพิ่มขึ้นถ้าหากอยู่ในข้างในกรุ๊ปเสี่ยงดังต่อไปนี้
           หญิงตั้งครรภ์แล้วก็คนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ดังเช่นว่า ผู้ติดเชื้อโรคเอชไอวี และก็เด็กตัวเล็กๆซึ่งจะมีความไวต่อการได้รับเชื้อโปลิโอ
           เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโปลิโอหรือเพิ่งจะเกิดการระบาดของโรคเมื่อเร็วๆนี้
           เป็นผู้ดูแลหรืออาศัยอยู่กับผู้ติดเชื้อโปลิโอ
           ดำเนินงานในห้องทดลองที่สัมผัสใกล้ชิดกับเชื้อไวรัส
           คนที่ผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกไป
กรรมวิธีรักษาโรคโปลิโอ หมอจะวินิจฉัยโรคโปลิโอด้วยการซักถามอาการจากคนป่วยว่ารู้สึกเจ็บปวดรอบๆหลังแล้วก็คอ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนหรือหายใจหรือเปล่า ตรวจตราปฏิกิริยาสะท้อนกลับของร่างกาย รวมถึงการตรวจทางทะเลเหลือง โดยเก็บตัวอย่างในตอนระยะรุนแรงรวมทั้งระยะแฝงของโรค ตรวจสารภูมิต้านทาน IgM หรือ IgG นอกเหนือจากนั้นเพื่อยืนยันให้มั่นใจอาจมีการตรวจหาเชื้อไวรัสโปลิโอด้วยการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากลำคอ อุจจาระ หรือน้ำหล่อเลี้ยงสมองและก็ไขสันหลังส่งไปทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในกรณีคนเจ็บที่มีลักษณะอาการกล้ามเนื้ออัมพาตแบบปวกเปียก (acute flaccid paralysis : AFP) หมอจะปฏิบัติการสืบสวนโรค กับเก็บอุจจาระส่งไปตรวจเพื่อ    แยกเชื้อโปลิโอ การวินิจฉัยที่แน่นอนเป็น แยกเชื้อโปลิโอได้จากอุจจาระ และก็กระทำตรวจว่าเป็นทัยป์ใดเป็นสายพันธุ์ wild strain หรือ vaccine strain (Sabin strain)
          การเก็บอุจจาระส่งตรวจจะเก็บ 2 ครั้ง ห่างกันอย่างต่ำ 1 วัน จะต้องเก็บให้เร็วข้างใน 1-2 อาทิตย์ภายหลังที่เจอมีอาการ AFP ซึ่งเป็นตอนๆที่มีจำนวนเชื้อไวรัสในอุจจาระมากยิ่งกว่าระยะอื่นๆการจัดส่งอุจจาระเพื่อส่งไปตรวจต้องให้อยู่ในอุณหภูมิ 4-8๐ ซ ตลอดเวลา มิฉะนั้นเชื้อโปลิโออาจตายได้ ตอนนี้โรคโปลิโอยังไม่มีแนวทางรักษาให้หายสนิท แพทย์สามารถให้การดูแลคนป่วยตามอาการ  และก็ในช่วงเวลานี้ก็ยังไม่มียารักษาโรคโปลิโอโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดูแลรักษาจะเป็นแบบเกื้อหนุน อย่างเช่น ให้ยาลดไข้ แล้วก็ลดลักษณะของการปวดของกล้ามเนื้อ ในรายที่มีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อแขน ขา กระบวนการทำกายภาพ บรรเทาจะช่วยฟื้นฟูความสามารถของกล้ามเนื้อให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับการรักษาผู้เจ็บป่วยกลุ่มอาการหลังกำเนิดโรคโปลิโอ (Post-polio syndrome – PPS) การดูแลรักษาหลักจะย้ำไปที่วิธีการทำกายภาพบำบัดมากกว่า ตัวอย่างเช่น การใส่เครื่องไม้เครื่องมือช่วยยึดลำตัว เครื่องมือช่วยสำหรับการเดิน อุปกรณ์ที่ช่วยปกป้องข้อบิดผิดรูปผิดรอยหรืออาจใช้การผ่าตัดช่วย การฝึกหัดกล่าวแล้วก็ฝึกฝนกลืนในผู้เจ็บป่วยที่มีปัญหา การออกกำลังกายที่เน้นย้ำการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อภายใต้ข้อแนะนำที่ถูกจากหมอหรือนักกายภาพบำบัด การใช้งานเครื่องช่วยหายใจในขณะหลับถ้าหากคนป่วยมีปัญหาหัวข้อการหยุดหายใจในขณะหลับ และก็การดูแลทางด้านอารมณ์แล้วก็จิตใจของผู้เจ็บป่วยร่วมด้วย

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคโปลิโอ

  • ถ้าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโปลิโอไม่ว่ามีลักษณะอาการอยู่ในกลุ่มใด ถ้าเกิดหมอให้กลับไปอยู่ที่บ้านเครือญาติต้องระมัดระวังการแพร่ระบาดสู่บุคคลในบ้าน เพราะคนป่วยจะสามารถขับเชื้อออกมาทางอุจจาระได้นานถึงโดยประมาณ 3 เดือนหลังติดเชื้อ และก็ถ้าเกิดผู้ป่วยมีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันต้าน ทานโรคบกพร่องด้วยแล้วจะสามารถกระจายเชื้อได้นานถึงราวๆ 1 ปี โดยให้พี่น้องดูแลหัวข้อการขับ ถ่ายของผู้เจ็บป่วยให้ถูกสุขลักษณะ การล้างมือทุกหนหลังเข้าห้องน้ำและก็ก่อนถือจับอาหารเข้าปาก การกินอาหารปรุงสุกใหม่เสมอ การล้างผักผลไม้ให้สะอาดรวมทั้งปอกเปลือกผลไม้ก่อนรับประทาน แล้วก็แม้บุคคลในบ้านคนใดกันยังไม่เคยรับวัคซีนโปลิโอ ก็ให้ขอความเห็นแพทย์เพื่อรับวัคซีนให้ครบ
  • ให้ผู้ป่วยทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 กลุ่ม
  • ถ้าหากผู้ป่วยมีลักษณะกล้ามเนื้ออ่อนแรงให้พี่น้องช่วยทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยเหลือทักษะการเคลื่อนไหว แล้วก็เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามข้อแนะนำของนักกายภาพบำบัด
  • ญาติควรจะดูแลและใส่ใจผู้ป่วย รวมทั้งดูแลทางด้านสภาวะจิตใจ สถานการณ์ทางอารมณ์ของผู้เจ็บป่วยรวมทั้งให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยด้วย
  • เครือญาติควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างเคร่งครัด หรือ ถ้ามีลักษณะผิดปกติที่ก่อให้เกิดอันตราย ก็ควรจะพาไปพบแพทย์โดยเร่งด่วน
การปกป้องคุ้มครองโรคโปลิโอ

  • โรคโปลิโอสามารถคุ้มครองปกป้องได้ด้วยวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่มีใช้ ทั้งโลกมี 2 จำพวกหมายถึง
  • วัคซีนโปลิโอประเภทรับประทาน (Oral Poliomyelitis Vaccine: OPV, Sabin) การกวาดล้าง ในประเทศไทย โรคโปลิโอ H T กลุ่มโรคติดต่อที่คุ้มครองได้ด้วยวัคซีน สำนักโรคติดต่อทั่วไป Albert Bruce Sabin M.D. Jonas Edward Salk M.D. เป็นวัคซีนประเภทเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (attenuated live oral poliomyelitis vaccine) สายพันธุ์ Sabin คิดค้นโดย Albert Bruce Sabin ชาวอเมริกัน เมื่อปี พุทธศักราช 2504 วัคซีนมีเชื้อ เชื้อไวรัสโปลิโอ 3 ทัยป์เป็นทัยป์ 1, 2 และ 3 ให้วัคซีนโดยการรับประทานเป็นการเอาอย่างการตำหนิดเชื้อ ตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เยื่อบุลำคอรวมทั้งไส้ของผู้รับวัคซีน แล้วก็สามารถแพร่เชื้อ วัคซีนไปกระตุ้นภูมิต้านทานให้กับผู้สัมผัสสนิทสนมได้อีกด้วย ปัจจุบันนี้วัคซีนโปลิโอชนิดกินนี้ถือได้ว่าเป็น เครื่องมือสำคัญในการกำจัดโรคโปลิโอเป็นอย่างมาก เพราะเหตุว่าสามารถป้องกันแล้วก็กำจัดเชื้อโปลิโอสายพันธุ์ ก่อโรคได้เป็นอย่างดี แพงถูกรวมทั้งมีวิธีการให้วัคซีนง่าย แต่มีข้อเสีย เป็นอาจจะเป็นผลให้กำเนิดอาการข้างเคียง เหมือนโรคโปลิโอ (Vaccine Associated Paralytic Polio: VAPP) ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมาก โดยประมาณ 1 ใน 2.7 ล้านโด้ส หรืออาจมีการกลายพันธุ์ (Vaccine Derive Polio Virus: VDPV) จนก่อ โรคได้ในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนต่ำ
  • วัคซีนโปลิโอจำพวกฉีด (Inactivated Poliomyelitis Vaccine: IPV, Salk) เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่ตายแล้ว (kill vaccine) สร้างสรรค์โดย Jonas Edward Salk ชาว อเมริกัน เมื่อปี พุทธศักราช 2498 วัคซีนจำพวกนี้มีเชื้อโปลิโอ 3 ทัยป์ ให้วัคซีนโดยการฉีด


ในตอนนี้ประเทศไทยมีการใช้วัคซีนโปลิโอในแผนงานเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค โดยให้วัคซีน OPV 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน 1 ปีครึ่ง รวมทั้ง 4 ปี และให้วัคซีน IPV 1 ครั้ง เมื่ออายุ 4 เดือน

  • ปกป้องการต่อว่าดเชื้อรวมทั้งการแพร่ของเชื้อโปลิโอ ด้วยการทานอาหารรวมทั้งดื่มน้ำสะอาดถูกสุขลักษณะ และการอึลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะทุกคราว
  • ภายหลังเข้าไปคลุกคลีใกล้ชิดคนไข้โรคโปลิโอ หรอเข้าไปดูแลเปลี่ยนผ้าให้แก่คนไข้ควรจะล้ามือด้วยสบู่ทุกหน
  • เมื่ออยู่ในเขตพื้นที่มีการระบาดของโรคโปลิโอ ควรจะดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงประพฤติตามหลักสุขข้อกำหนดให้เคร่ง


สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาโรคโปลิโอ เนื่องจากโรคโปลิโอเป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไวรัสที่มีการติดต่อได้ง่าย และก็ในผู้เจ็บป่วยที่มีความร้ายแรงของโรคนั้นอาจส่งผลให้เสียชีวิตหรือพิการได้ ซึ่งในตอนนี้นั้นยังไม่มียาที่ใช้รักษาโรคโปลิโอให้หายได้ รวมถึงยังไม่มีข้อมูลว่ามีสมุนไพรชนิดไหนที่ใช้รักษาหรือบรรเทาอาการของโรคโปลิโอได้เช่นกัน
เอกสารอ้างอิง

  • การกวาดล้างโรคโปลิโอในประเทศไทย.กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนสำนักโรคติดต่อทั่วไป.วารสาร ดร.สัมพันธ์.ปีที่ 3.ฉบับที่ 4.เมษายน-พฤษภาคม 2559.หน้า 2-3
  • โปลิโอ.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โปลิโอ (Poliomyelitis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 571-572.
  • Paul JR (1971). A History of Poliomyelitis. Yale studies in the history of science and medicine. New Haven, Conn: Yale University Press. pp. 16– ISBN 0-300-01324-8. http://www.disthai.com/
  • Cohen JI (2004). "Chapter 175: Enteroviruses and Reoviruses". In Kasper DL, Braunwald E, Fauci AS, et al. (eds.). Harrison's Principles of Internal Medicine (16th ed.). McGraw-Hill Professional. p. ISBN 0-07-140235-7.
  • โรคโปลิโอ(Poliomyelitis).ความรู้เรื่องโรคติดต่อ.สำนักโรคติดต่อทั่วไป.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข
  • Ryan KJ, Ray CG (eds.) (2004). "Enteroviruses". Sherris Medical Microbiology (4th ed.). McGraw Hill. pp. 535– ISBN 0-8385-8529-9.
  • Jeffrey I. Cohen, enteroviruses and reoviruses, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • โรคโปลิโอ(Polio).สำนักโรคติดต่อทั่วไป.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข.


    Tags : โรคโปลิโอ

5

สมุนไพรไคร้น้ำ
ไคร้น้ำ Homonoia riparia Lour.
บางถิ่นเรียก ไคร้น้ำ แร่ (จังหวัดตรัง) กะแลแร (มลายู-จังหวัดยะลา)  (มลายู-นราธิวาส) ไคร้ (กึ่งกลาง เหนือ) ไคร้หิน (ชุมพร) สี่ทีโค่ เหี่ยที้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน).
ไม้พุ่ม สูงราว 4 มัธยม เปลือกสีเทา หมดจด กิ่งเป็นเหลี่ยม มีขนสั้นๆ. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปยาวแคบ หรือ ยาวแคบแกมรูปหอก กว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 7-18 เซนติเมตร ปลายใบและก็โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ หยักแบบซี่ฟันเล็กๆก้านใบยาว 4-11 มิลลิเมตร  สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ช่อดอกตั้ง ยาว 3-11 ซม. ดอกแยกเพศ. ดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบดอกกลม แยกเป็น 3 แฉก ไม่มีกลีบ เกสรผู้หลายชิ้น โคนก้านเกสรเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็นแขนงเยอะแยะ มีอับเรณูติดอยู่เป็นกระจุกกลม. ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อ ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกติดห่างๆกลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ยาว 1.5-2 ซม. ข้างนอกมีขน ไม่มีกลีบดอกไม้ รังไข่กลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 2 มม. ท่อรังไข่ 3 อัน ไม่แยกกัน ยาวโดยประมาณ 5 มิลลิเมตร ด้านในมี 3 ช่อง. ผล กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 มม. มีขน. เมล็ด ค่อนข้างเป็นรูปไข่ กว้างราวๆ 1.5 มม. ยาวโดยประมาณ 2 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในที่ลุ่ม ริมน้ำ.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรากรับประทานเป็นยาขับฉี่ แก้น้ำเหลืองเสีย ขับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ระบาย แม้กระนั้นถ้าใช้มากจนเกินความจำเป็นจะมีผลให้อ้วก ต้น น้ำสุกต้นรับประทานเป็นยาขับเหงื่อ ยางต้นรับประทานแก้ไข้มาเลเรีย ใบ แล้วก็ ผล ตำพอกแก้โรคผิวหนังผื่นคันบางประเภท รวมทั้งให้กินน้ำต้มใบ และก็ผลไปด้วย

Tags : สมุนไพร

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: 15-12-2017 , 16:32:03 »

วงศ์เต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดกึ่งกลาง มีเดือยแหลมที่โคนขาข้างหลังข้างละ ๑ อัน กระดองข้างหลังสีเหลืองผสมสีน้ำตาล มีลายดำ พบตามภูเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือรวมทั้ง ภาคอีสาน
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ ซม.
เต่าขนาดกึ่งกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยราวกับเต่าบกชนิดอื่น อยู่ในที่แห้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้งทั่วประเทศ
สมุนไพร เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ ซม.
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตสุดกำลังกระดองยาวได้ถึง ๖๐ ซม. โคนขาข้างหลัง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  เจอในป่าดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก แล้วก็ภาคใต้มี ๒ จำพวกย่อยเป็นเต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) รวมทั้งเต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

ผลดีทางยา
เต่าที่หมอแผนไทยประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดและเต่าบก แต่ที่ใช้กันมากคือเต่าท้องนา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายดายยิ่งกว่าเต่าชนิดอื่นๆแล้วก็มีชื่อเสียงกันดีทั่วไป

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกระจอก
« เมื่อ: 09-12-2017 , 12:17:58 »

นกกระจอก
นกกระจอก หรือนกกระจอกบ้าน ภาคใต้เรียก นกจอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanas (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า tree sparrow หรือ European sparrow ที่เจอในประเทศไทยเป็นชนิดย่อย Passer montanus malaccensis A. Dubois
ชีววิทยาของนกกระจอก
นกประเภทนี้เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๓ เซนติเมตร ปากอ้วนสั้นเป็นปากกรวย หัวค่อนข้างใหญ่ คอสั้น ปีกสั้น ท้ายปีกมน หางออกจะสั้น ปลายหางหยักเว้าไปทางโคนหางนิดหน่อย ขาออกจะสั้น กระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม หัวด้านข้างและคอสีขาว ขนบริเวณหูมีแถบสีดำ คอหอยสีดำ ลำตัวด้านบนและปีกสีน้ำตาลเข้ม ขนท้ายปีกรวมทั้งขนโคนปีกมีแถบสีขาว ๒ แถบ ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลอ่อน ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมากมาย แต่ว่าเพศผู้มีสีสดใสกว่าเล็กน้อย มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใกล้ถิ่นอาศัยของคนเรา อาจพบได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนกระทั่งที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๑,๘๐๐เมตร
นกกระจอกรับประทานเมล็ดพืชและแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร ทำรังตามใต้หลังคาบ้านหรือตามหลืบตามซอก สิ่งของที่ใช้ในการทำรังมีหญ้าแห้งเป็นส่วนมาก ขยายพันธุ์ได้ทั้งปี  ออกไข่คราวละ ๓ – ๕ ฟอง ใช้เวลาฟักราว ๑๓ วัน ข้างหลังออกมาจากไข่ราว ๑๔ วัน ก็บินได้

สรรพคุณทางยา
สมุนไพร หมอตามต่างจังหวัดใช้นกกระจอกหมดทั้งตัว ถอนขน ผ่าเอาเครื่องในออก ทำความสะอาด เอาพริกไทยและก็กระชายยัดในตัว แล้วหลังจากนั้นจึงย่างไฟ แล้วเอาออกมาตำเป็นผง บางทีอาจผสมกับยาอื่นอีกหรือผสมน้ำผึ้ง รับประทานเป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ประชาชนตามชนบทลางถิ่นใช้เลือดนกกระจอกทาปานแดงเด็กแรกเกิด

8

เขาสัตว์อื่นที่ใช้แทนเขากุยได้
เขาชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับเขากุย แบบเรียนว่าใช้แทนกันได้ เช่น
๑.กาเซลคอพอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gazella gutturosa Pallas
มีชื่อสามัญว่า goitred  gazelle
พบในเอเชียกึ่งกลาง จากทิศใต้ของทะเลสาบแคสเปียนถึงภาคตะวันตกของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ที่สม่ำเสมอไปจนถึงเขตปกครองตนเองมองดูโกเลียใน สัตว์ประเภทนี้เพศผู้มีต่อมใหญ่ขึ้นที่คอหอยคล้ายกับเป็นโรคคอพอก ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงฤดูผสมพันธุ์เพศผู้มีเขายาว ทางช้อนไปด้านหลัง ปลายงอนขึ้น ยาวราว  ๒๕  ซม.
๒.ชิ รูหรือ แอนติโลปประเทศทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pantholops  hodgsoni  Abel
มีชื่อสามัญว่า  chiru   หรือ  Tibetan   antelope
พบในท้องทุ่งเนินสูงของเขตปกครองตนเองทิเบต สูงที่ไหล่ยาว ๑  เมตร  หนัก  ๒๕-๓๕ กิโลกรัม มีเขายาวมากมาย ชอบย้ายที่อยู่ ในฤดูผสมพันธุ์มีฝูงตัวเมียถึง ๒0  ตัว โดยที่ตัวผู้คุมฝูงอยู่เพียงตัวเดียว สัตว์ชนิดนี้ชอบใช้กลีบขุดหลุม   นอนลึกๆเพื่อหลบลมหนาว
๓.กาเซลทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Procapra  picticaudata Hodgson
มีชื่อสามัญว่า Tibetan   gazelle
สัตว์ชนิดนี้มีลักษณะของกาเซลหลายประการ เป็น มีขนหางสั้น ไม่มีต่อมหัวตา ไม่มีพู่ขนบนเขา มีเขาเฉพาะตัวผู้ ตัวเมียไม่มีลายที่หน้า ปลายเขาไม่โค้งเป็นตะขอ   และตรงปลายก้นมีแถบขาว   สัตว์ชนิดนี้สูงที่ไหล่ราว   ๖0-๖๕ เซนติเมตร หนักราว ๒0 กิโล ข้างตัวสีน้ำตาลจาง รวมทั้งจางเป็นสีเทาในฤดูร้อน  เจอตามภูเขาสูงในที่ราบสูงทิเบต
๔.กวางเขาหิน

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Nemorhaedus  goral  Hardwicke
มีชื่อสามัญว่า common  goral  หรือ Himalayan  goral
เจอในประเทศไทย ตามเทือกเขาที่สูงชันทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง เคยเจอที่ภูเขาม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่ และก็ภาคตะวันตกของประเทศพม่าต่อกับบังกลาเทศ ตลอดกาลตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ถึงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไซบีเรีย กวางเขาหินมีขนาดเล็กกว่าแกงเลียงผา สีตามตัวเป็นสีเทาปนน้ำตาลอ่อนๆปนสีฟ้าจางที่ใต้คอมีสีขาว ที่สันคอไม่มีขนแผง แต่ว่ามีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากสันคอไปบนสันหลังจนกระทั่งหาง กวางหน้าผาต่างจากแกงเลียงหน้าผาตรงที่กวางผาไม่มีรูต่อมที่อยู่ระหว่างตากับจมูก เขาแหลมโค้งไปข้างหลังคล้ายเลียงผา แม้กระนั้นเล็กมากยิ่งกว่า มีคอดที่โคนเขาราวครึ่งเดียวของความยาวเขา กวางหน้าผาเป็นสัตว์ที่ถูกใจอยู่เป็นฝูงราว  ๕-๖  ตัว เดินหาเลี้ยงชีพตามท้องทุ่งในตอนเช้า สมุนไพร รวมทั้งตอนเวลาเย็น บางโอกาสก็นอนเล่นบนหิน พระตำราธาตุวิภังค์ให้ยาที่เข้า  “เขากุย”  ไว้  ๒ ขนาน ขนานหนึ่งเป็น “ยาจิตรมหาวงษ์” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังต่อไปนี้ ยาชื่อจิตรมหาวงษ์  แก้คอเปื่อยยุ่ยลิ้นเปื่อยยุ่ยแลปากเปื่อยยุ่ยแลแก้ไอ ท่านให้เอา รากมะกล่ำ  ต้น ๑  รากมะกล่ำเครือ ๑  รากมะขามป้อม ๑ เนระภูเขาสี ๑  เขากวาง ๑  เขากุย  ๑  นอแรด  ๑  งาช้าง  ๑ จันทร์ทั้งสองนี้ บอแร็กสะเหม็นตุ  ๑ ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน ตำผงบดทำแท่งไว้ ลานตาน้ำผึ้งทา หายแล
พระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “เขากุย” ขนานหนึ่งเป็นยาแก้ซางแห้ง ซึ่งมีบันทึกไว้  ดังต่อไปนี้ ยาแก้ทรางแห้ง คือทรางโจรทรางไฟ ถ้าขึ้นตาเป็นเกล็ดกระดี่  แล้วให้เป็นเลิศขึ้นพรึงไปทั้งตัวดังผด  เอาหอมแดง  ๑  รากนมแมว  ๑  รากเข็มเหลือง  ๑  ประพรมไม่  ๑  กระทือ  ๑  ไพล  ๑  กระเทียม  ๑  หว้านเปราะ  ๑  รากถั่วภู  ๑  เขากวาง  ๑   นอแรด  ๑  เขากุย ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวจระเข้  ๑   เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวหมู  ๑  เขี้ยวแรด  ๑   โกศอีกทั้ง  ๕   เทียนอีกทั้ง  ๕   การะบูร  ๑  น้ำประสานทอง  ๑  รวมยา  ๒๘  สิ่งนี้   เอาเสมอภาค  ทำเปณจุณ เอาน้ำดอกไม้เป็นกระสาย  บดทำแท่ง ลานตาน้ำแตงร้านกิน แก้ในตาต้อทั้งยัง  ๔  แลต้อสำหรับทรางกุมารทั้งปวง

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ ชะมดเช็ค
« เมื่อ: 29-11-2017 , 10:15:05 »

ชะมดเช็ด
ชะมดเช็ด (civet  cat) เป็นสัตว์ที่มีลักษณะเหมือนมูสัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า viverricula malaccensis  (Gmelin)
จัดอยู่ในตระกูล  viverridae
มีชื่อสามัญว่า small indian civet
ชีววิทยาของชะมดเช็ด
ชะมดเช็ดเป็นชะมดที่มีขนาดเล็ก ความยาวลำตัว ๕๔-๖๓ เซนติเมตร หางยาวราว ๓๐-๔๓ ซม. น้ำหนักตัว ๑-๔  กิโล ขนสีน้ำตาลจาง  มีลายสีดำบนหลัง  ๕  ลาย เริ่มจากคอถึงโคนหาง ข้างลำตัวมีลายเป็นจุดสีดำเรียงเป็นแนวไปตามควายยาวของลำตัว หางเป็นปล้องดำสลับขาว  ๕-๙  บ้อง ปลายหางเป็นสีขาว หน้าผากแคบ ขาออกจะสั้น มักอาศัยอยู่ตามป่าเกลื่อนกลาดทั่วๆไป หาเลี้ยงชีพบนพื้นดิน  วิ่งเร็วมากหากินในค่ำคืน  ส่วนในช่วงเวลากลางวันนอนตามพุ่มไม้เตี้ยๆ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/url]
รอบๆตูดมีต่อมกลิ่น ขับของเหลวที่มีกลิ่นแรง โดยธรรมชาติจะขัดถูของเหลวนี้ตามตอไม้หรือกิ่งไม้ จึงเรียกชื่อสัตว์จำพวกนี้ว่า “ชะมดเช็ด”  ต่อมกลิ่นนี้มีอยู่ในตัวผู้รวมทั้งตัวเมีย แต่ว่าในตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า

ชะมดเช็ดสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๒ ปี ไม่มีฤดูผสมพันธุ์ ตั้งครรภ์นาน ๒ เดือน คลอดทีละ  ๒-๔  ตัว คลอดลูกในโพรงดินตามใกล้ต้นไม้หรือตอไม้ ตัวเมียจะเลี้ยงลูกส่วนตัวผู้จะอยู่กับเมียเฉพาะตอนสืบพันธุ์ อายุยืนได้ถึง ๑๐ ปี  กินสัตว์เล็กๆเป็นต้นว่า  ไก่  นก หนู  งู  หรือผลไม้ลางจำพวกเป็นของกิน   พบบ่อยในทวีปเอเชียตอนใต้   ตั้งแต่  อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน เวียดนาม ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซียและ อินโดนีเซีย

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ ชะมดเชียง
« เมื่อ: 28-11-2017 , 15:30:26 »

ชะมดเชียง
ชะมดเชียงเป็นสัตว์หลายแบบในสกุล  Moschus จัดอยู่ในวงศ์  Cervidae (ในความหมายหนึ่งของคำ “เชียง” มีความหมายว่าที่สูง) แบบเรียนบางเล่มเรียกสัตว์เหล่านี้ว่า กวางชะมด ตามชื่อสามัญที่เรียก musk deer แม้กระนั้นชะมดเช็ดมีลักษณะหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เหมือนกับกวาง เป็นต้นว่า ลำตัวมีขนาดเล็กถึงปานกลาง ตัวผู้มีเขี้ยวใหญ่และยาวมาก ด้านบนของหัวกะโหลกไม่มีปุ่มกระดูกที่ปฏิบัติภารกิจเป็นฐานรองรับโคนเขา
ชีววิทยาของชะมดเชียง
ชะมดเชียงเป็นสัตว์กินนม มีกีบคู่ รูปร่างคล้ายสัตว์ชนิดกวาง มีขนาดเล็ก วัดจากปลายจมูกถึงก้น ๘๐-๑๐๐ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๗-๑๗ โล หัวเล็ก   ไม่มีเขา ตัวผู้มีเขายาวคล้ายใบมีด ยื่นพ้นฝีปากบนอย่างเห็นได้ชัด ตัวเมียมีเขี้ยวสั้นมากไม่ยื่นออกมาเหมือนเพศผู้ ใต้ลำคอมีแถบขนสีขาว ๑-๒  แถบ ขนบนลำตัวค่อนข้างหยาบคาย สีลำตัวผันไปสุดแท้แต่ชนิดมีตั้งแม้กระนั้นสีน้ำตาลอมเหลือง น้ำตาลเข้มจนกระทั่งสีคล้ำเกือบจะดำ ใต้ท้องสีจางกว่าลางประเภทมีจุดสีจางๆบนด้านข้างของลำตัวมีถุงน้ำดี   นมมี ๑ คู่ ขาคู่หลังยาวกว่าขาคู่หน้าราว ๕ ซม. กีบเท้ายาวเรียว เพศผู้เมื่อโตเต็มที่มีต่อมคล้ายถุงอยู่ระหว่างของลับกับสะดือสำหรับผลิตสารที่มีกลิ่น ลักษณะเป็นน้ำมันเหมือนวุ้นสีน้ำตาลแกมแดง เมื่อแห้งจะเป็นก้อน และกลายเป็นสีดำ เรียกชะมดเชียงหรือ musk ซึ่งตำราเรียนหลายเล่มเขียนไม่ถูกว่า ชะมดเช็ดได้จากอัณฑะ(testes)   ของสัตว์พวกนี้ชะมดเชียงที่ใช้เครื่องยาที่เรียก ชะมดเช็ด เช่นเดียวกันนั้น บางทีอาจได้จากสัตว์ ๔ ชนิด คือ
๑.ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moschus moschiferus Linnaeus ประเภทนี้มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดลำตัว ๕๕-๖๐ เซนติเมตร ลำตัวสีน้ำตาลเข้ม มักมีลายจุดและก็ขีดสีจางกว่าบนลำตัว ขนออกจะยาวแล้วก็นุ่ม คอมีแถบสีขาวพิงตามทางยาว ๒ แถบ กระดูกขายาวกว่าประเภทอื่นๆลูกชะมดเช็ดจำพวกนี้มีลายจุดรวมทั้งขีดสีขาวเด่นตลอดตัว พบอาศัยอยู่ในแว่นแคว้นไซบีเรียจนถึงเกาะแซ็กคาลินในประเทศรัสเซีย มองโกเลีย เกาหลี รวมทั้งจีนภาคเหนือ
๒.จำพวกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moschus  chrysogaster  (Hodgson) ขนาดลำตัว  ๕๐-๕๖  ซม. กะโหลกหัวมีส่วนปากยาวกว่าชนิดอื่น ลำตัวสีน้ำตาลเหลือง   มีประสีจาง   ไม่แจ่มแจ้งนัก ปลายใบหูสีเหลือง   คอมีแถบกว้างสีขาวเพียงแค่แถบเดียวชนิดย่อยที่พบในเมืองสิกขิมของอินเดียและเนปาล มีลำตัวสีน้ำตาลคล้ำเกือบจะดำ ไม่มีแถบสีขาวที่ลำคอ อาศัยอยู่ตามพื้นที่สูงแถบแนวเขาหิมาลัยรวมทั้งเทือกเขาใกล้เคียงในประเทศอัฟกานีสถาน ปากีสถาน ภาคเหนือของอินเดีย (ในเมืองชัมมูและก็กัศมีร์กับรัฐสิกขิม) ภูฏาน เนปาล แล้วก็ภาคตะวันตกของจีน
๓.จำพวกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moschus   fuscus  Li  ขนาดลำตัว ๕๐-๕๓ ซม. ลำตัวสีดำเข้ม ไม่มีสีจางบนลำตัว มักอยู่ตามหุบเขาลึก ริมน้ำในมณฑลยุยงนครึ้มนของจีนและก็เขตปกครองตนเองประเทศทิเบต พม่าทางเหนือ เนปาล เมืองสิกขิมของประเทศอินเดีย  รวมทั้งภูฏาน
๔.ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moschus  berzovskii  Flerov  ชนิดนี้คราวขนาดเล็กที่สุด ขนาดลำตัวสั้นกว่า ๕๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลเข้ม มีจุดละเอียดสีน้ำตาลเหลืองประตลอดลำตัว ลำคอมีลายแถบสีขาว ๒ แถบ ปลายใบหูมีสีดำ เจออาศัยอยู่ในป่าทึบของเมืองจีน ตั้งแต่ภาคตะวันตก ภาคใต้ ไปจนถึงจรดชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในภาคเหนือของประเทศเวียดนาม
ชะมดเช็ดเป็นสัตว์ขี้อาย
มักซุกซ่อนตัว มีประสาทรับเสียงดีเลิศ เมื่อตกใจจะกระโดดหนีไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาเช้าแล้วก็เย็นจะออกมาจากแหล่งที่พักนอน ซึ่งเป็นตามซอกหินหรือท่อนไม้เพื่อหาเลี้ยงชีพ   อาทิเช่น ดอกไม้ ใบไม้ ยอดอ่อนของพืช รวมทั้งหญ้า ในช่วงฤดูหนาวจะรับประทานก้านไม้เล็กๆมอส แล้วก็ไลเคนเป็นปกติอยู่โดดเดี่ยวทั้งปี เว้นเสียแต่กลุ่มของชะมดเชียงตัวเมียกับลูกเพียงแค่นั้นในเขตที่อาศัยมีทางเดินต่อเนื่องกันระหว่างแหล่งของกิน แหล่งหลบภัย รวมทั้งที่ถ่ายมูลหลังถ่ายมูลจะใช้ขาคู่หน้าเขี่ยดินกลบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ชะมดเช็ดเพศผู้แสดงเส้นเขตโดยเอากลิ่นจากต่อมทาไว้ตามต้นไม้ ก้านไม้ และก็ก้อนหิน สังเกตได้จากคราบเปื้อนน้ำมันที่ติดอยู่รู้เรื่องว่ากลิ่นดังที่กล่าวมาแล้วยังใช้เป็นสื่อให้ตัวเมียเข้ามาหาด้วย
ฤดูผสมพันธุ์ของชะมดเช็ด
อยู่ในราวพ.ย.ถึงเดือนธันวาคม เพศผู้วิ่งไล่ต้อนตัวเมียและสู้กับเพศผู้ตัวอื่นๆเพื่อแย่งตัวเมีย เขี้ยวที่ยาวอาจก่อให้เกิดรอยแผลฉกรรจ์บนคอและบนแผ่นหลังของคู่แข่ง ในช่วงนี้ตัวผู้แทบไม่กินอาหารเลย ทั้งยังตื่นตัวอยู่ตลอดระยะเวลาแล้วก็วิ่งไปมาในรอบๆกว้าง เมื่อจบฤดูสืบพันธุ์จึงจะกลับไปอาศัยอยู่รอบๆที่อยู่เดิมอีกรอบหนึ่ง เมื่อสืบพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะมีท้องนาน  ๑๕๐-๑๘๐   วัน โดยปรกติจะคลอดครั้งละตัว ลูกอ่อนเมื่อแรกเกิดมีน้ำหนัก  ๖๐๐-๗๐๐  กรัม ลำตัวมีจุดแล้วก็ขีดสีขาวปิดบังหมดทั้งตัว ในช่วงอาทิตย์แรก ลูกชะมดเชียงซุกตัวนิ่งอยู่ตามซอกหินหรือตามพุ่มทึบ ตัวเมียเข้าไปให้นมลูกเป็นบางครั้ง ในระหว่างกินนมลูกจะใช้ขาหน้าเกาะเขี่ยขาคู่หลังของแม่อยู่ตลอดเวลาเพื่อกระตุ้นให้นมไหล การกระทำแบบนี้ไม่พบในสัตว์พวกกวาง เมื่ออายุได้รา  ๑ เดือน จึงออกไปพบรับประทานกับแม่ ชะมดเชียงแก่  ๘-๑๒  ปี   ถิ่นที่อยู่ส่วนใหญ่เป็นป่าที่อยู่ไกลห่างจากชุมชน มักเป็นป่าสนหรือป่าผลัดใบที่รกทึบบนภูเขาหิน ในเขตหนาวและก็เขตอบอุ่นของซีกโลกภาคเหนือ ตั้งแต่ประเทศรัสเซีย มองดูโกเลีย ประเทศเกาหลี จีน ลงมาถึงตามประเทศที่อยู่ตามแนวแนวเขา ในภูมิภาคเอเชียใต้ ตัวอย่างเช่น อัฟกานีสถานปากีสถาน ทางเหนือของอินเดีย รัฐสิกขิม ภูฏาน เนปาล แล้วก็ภูมิภาคในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่เมียนมาร์จนกระทั่งเวียดนาม

ประโยชน์ทางยา
คุณประโยชน์ทางโบราณว่า ชะมดเชียงมีรสหอมเย็นและคาวเล็กน้อย ใช้ปรุงเป็นยาชูกำลังรวมทั้งบำรุง ใจมิให้หม่นหมอง ใช้ผสมในยาแผนไทยต่างๆหลายขนาน อาทิเช่นยาแก้ลมยาแก้เจ็บคอยาแก้ไข้หนาวสั่น ยาแก้โรคเกี่ยวกับข้อ แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อในโรคไอกรน แต่มักใช้ในจำนวนน้อย เพราะว่าแพงแพงและหายาก ชะมดเช็ดมีส่วนประกอบทางเคมี ชื่อสาร  มัสโคลน(muscone)นอกนั้นยังมีชัน(resin)คอเลสเตอรีน(cholesterin) โปรตีนไขมันรวมทั้งสารอื่นๆอีกหลายอย่าง ใช้ในอุตสาหกรรมทำน้ำหอม

11

สมุนไพรอำพัน
อำพันเป็นซันแข็งที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ของสนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์
อันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า  Pinus  succinifera Conw.
ในตระกูลPinaceae

มีชื่อสามัญว่า  amber
มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า electron (เพราะว่าเมื่อเอาอำพันมาถูกับไหมจะได้ไฟฟ้าสถิต) อันเป็นที่มาของคำว่า  electricity  ในภาษาอังกฤษ ที่มีความหมายว่ากระแสไฟฟ้า สมุนไพร หมอแผนไทยใช้อำพันปรุงเป็นยาแก้โรคนอนไม่หลับ  ไม่สบายใจ  หลงๆลืมๆ จงมายากลนี  ๑  พิกุล  ๑  สาระภี  ๑  มะลิ  ๑  สัตบุศย์  ๑  สัตตบงก ๑  กรุงเฉมา  ๑  อำพัน  ๑  ชะมดเชียง  ๑  พิมเสน  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้ เมื่อจะรับประทานให้แชกน้ำตาลกรวดแก้พิษกังวลในอกในทรวงให้สวิงสวายให้หิวโหยหากำลังไม่ได้รับประทานหายแล

Tags : สมุนไพร

12
อื่นๆ / สัตววัตถุวัว
« เมื่อ: 22-11-2017 , 11:10:43 »

วัว
คำ “วัว” เป็นคำที่แผลงมาจากคำไทยว่า “งัว” ส่วนคำ “วัว” เป็นคำเรียกสัตว์ชนิดนี้ในภาษาบาลี (คำ“วัว” นี้อาจหมายถึงดวงอาทิตย์  อาทิเช่นในคำ“โคจร” ซึ่งแปลว่า ฟุตบาทของดวงตะวัน )
ชีววิทยาของวัว
โคเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง รับประทานหญ้า มี ๔ เท้า และก็กีบเป็นคู่ เขากลวง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos  Taurus (Linnaeus) จัดอยู่ในวงศ์ Bovidae
โคบ้านมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  bos  Taurus  domesticus  Gmelin  วัวบ้านของไทยมีพัฒนาการมาจากโคป่าหรือโคออรอกส์  (Aurochs)  ซึ่งปัจจุบันนี้สิ้นพันธุ์ไปหมดแล้ว  วัวป่าที่ยังคงเจอในบ้านพวกเราคือโคแดง ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos  javanicus  (D’Alton)  รู้เรื่องว่าวัวแดงนี้น่าจะสืบสายมาจากสชโคออรอกส์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  ต่อมาโคแดงนี้จึงสืบทอดมาเป็นวัวบ้านของประเทศไทย ทำให้รูปร่างรวมทั้งสีสันของวัวบ้านเหมือนโคแดงมากมาย แต่ว่ารูปร่างใหญ่มากยิ่งกว่าและสูงกว่า วัวแดงมีความสูงที่ไหล่ราว ๑.๗๐ เมตร หรือกว่านั้น มีเขายาวราว ๗๐ ซม. โคแดงมีสีน้ำตาลแกมแดงเหมือนโคบ้าน ตัวผู้เมื่อมีอายุมากๆสีบางทีอาจแปรไป วัวแดงเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีราว ๒๐-๓๕ ตัว มักมีตัวเมียแก่ๆเป็นจ่าฝูง แต่ละฝูงมักมีตัวผู้เพียงแค่ตัวเดียว คอยทำหน้าที่สืบพันธุ์เมื่อตัวเมียเป็นสัด

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้นมวัว (นมโค) ขี้วัว (ขี้วัว) และน้ำมูตรโค (น้ำมูตรวัว) น้ำมันไขข้อวัว เป็นยา
๑. น้ำนมโค ได้จากเต้านมของโคเพศภรรยาที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า น้ำนมโคหรือนมโคมีรสหวาน มัน เย็น มีสรรพคุณปิดธาตุ แก้โรคในอก ชูกำลังและก็เลือดเนื้อ เจริญก้าวหน้าไฟธาตุ แพทย์แผนไทยมักใช้นมวัวเป็นน้ำกระสายยา ตัวอย่างเช่น “ยาแก้ลมโกฏฐาสยาวาตา” ใน พระคู่มือโรคนิทาน ใช้ “นมโค” เป็นน้ำกระสายยา ดังต่อไปนี้ลมโกฏฐาสยาวาตาแตกนั้น มักให้กลิ่นคาวคอ ให้คลื่นไส้ ให้จุกเสียด ให้เขมือบในอกถ้าเกิดจะแก้ ให้เอาใบสลอดต้มกับเกลือให้สุกแล้วตากแดดให้แห้ง ๑   ชะเอมเทศ ๑  รากเจตมูลเพลิงเเดง ๑  ราก{ตอ|โคนงแตก ๑  รากจิงจ้อใหญ่ ๑  ลำพัน ๑  พริกล่อน ๑  ดีปลี ๑  ใบหนาด ๑  การะบูร ๑  เอาเท่าเทียม ทำเปนจุณ ละลาย นมโค ก็ได้ น้ำผึ้งก็ได้ น้ำร้อนก็ได้ รับประทานหายแล
๒. ขี้วัว ตำราเรียนยามักเรียก น้ำมูลโค หมอแผนไทยใช้ขี้วัวปรุงเป็นยาบำบัดโรคทั้งยังข้างในและด้านนอกหลายขนาน โดยมากใช้ขี้วัวดำ หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขี้วัวดำมีรสขม เย็น มีสรรพคุณดับพิษร้อน พิษไข้ พิษกาฬ ลางแบบเรียนว่าขี้วัวสดและแห้งผสมกับใบน้ำเต้าสดและก็เหล้า ตำคั้นเอาน้ำ ทาแก้เริม ไฟลามทุ่ง งูสวัด ลมพิษ   รวมทั้งแก้พุพอง ฟกบวม ทำลายพิษ
๓. น้ำมูตรวัว หนังสือเรียนยามักเรียกว่า น้ำมูตรวัว  และก็มักใช้น้ำมูตรโคดำเป็นน้ำกระสายยา เป็นต้นว่า ยาสตรีขนานหนึ่งใน พระคัมภีร์มหาโชตรัต ใช้ “มูตรวัวดำ” เป็นกระสาย   ดังนี้ ถ้าหากหญิงโลหิตตกทางทวารหนักทวารเบา ไม่ออกสะดวก ให้เอาขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ผลผักชีล้อม ๑ บดละลายด้วย มูตรโคดำ กินหายแล
๔. น้ำมันไขข้อวัว พระคู่มือมุจฉาปักขันทิกา ให้ยาน้ำมันทาแก้ไส้ขาดไส้ลุกลามและก็แผลฝีเน่าขนานหนึ่ง เข้า “น้ำมันไขข้อวัว”   เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้
หากไม่ฟัง   พิษนั้นกล้านักมักเผาเอาเนื้อนั้นสุก หนุ่มเข้าไปแม้กระนั้นปลายองคชาตทุกวี่วันๆก็ดี   ท่านให้หุงน้ำมันนี้ใส่   ดับพิษทั้งรักษาเนื้อไว้   มิให้เหน้าเข้าไปได้ ท่านให้เอามะพร้าวแตกหน่อบนต้นเขี้ยวน้ำมันให้ได้ถ้วย ๑  จึงเอาใบกระเม็ง ๑ ใบยาสูบใหม่ๆ๑  เปลือกพันพาย ๑  เปลือกจิก ๑  เปลือกกรด ๑  ห้าลำโพง ๑  ใบเทียน ๑  ใบทับทิม ๑   ใบขมิ้นอ้อย ๑ ใบมัน ๑  ยาดังนี้เอาสิ่งละถ้วย ใส่ลงกับน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะพร้าวหุงให้อาจแม้กระนั้นน้ำมัน แล้วเอาน้ำมันแมวดำชาตรีจอก ๑ น้ำมันขัดไก่จอก ๑   น้ำมันไขข้อวัวจอก  ๑   ปรุงใส่ลงเถิดยอดเยี่ยมนัก  น้ำมันนี้ท่านตีค่าไว้ตำลึงทองหนึ่งใช้ได้ทุกสิ่ง แลตานทรางสรรพพิษฝีเปื่อยเหน้า   ทั้งยังแก้มิให้เป็นด่างเป็นแผลให้คงจะคืนดีคนเก่า แลแก้ไส้กุดไส้ลาม  ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาแต่ครั้งหลังหายสิ้นอย่าสนเท่ห์เลย  ได้ทำมามากมายแล้ว  ตำรานี้ฝรั่งเอามาแต่ว่าเมืองยักกัตราแล

13
อื่นๆ / สัตววัตถุเสือโคร่ง
« เมื่อ: 21-11-2017 , 10:26:54 »

เสือโคร่ง
เสือโคร่งเป็นสัตว์จำพวกแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รับประทานเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris (Linnaeus) ประเภทที่พบในประเทศไทยเป็นประเภทย่อย Panthera tigris corbetti (Mazak) จัดอยู่ในตระกูล Felidae เสือลายพาดกลอน ก็เรียก
ชีววิทยาของเสือโคร่ง
เสือโคร่งเมื่อโตเต็มกำลังมีความยาวลำตัวราว ๒๑๐ ซม. หางยาวราว ๑๐๕ เซนติเมตร สูงราว ๙๕ เซนติเมตร (วัดจากหัวไหล่) น้ำหนักตัว ๑๐๐-๒๑๐ กิโลกรัม เพศผู้ที่โตสุดกำลังอาจหนักได้ถึง ๓๐๐ กิโลกรัม มีเล็บแหลมคม ซ่อนได้ มีเขี้ยวบน ๒ เขี้ยว ข้างล่าง ๒ เขี้ยว หน้าสั้น มีหนวดแข็ง ตากลมโต แวววับ ขมตามตัวเป็นเส้นเล็กละเอียด สีเหลืองปนเทา หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลปนแดง ท้องสีขาว มีแถบลายดำพาดผ่านหลังลงมาข้างๆลำตัวตลอดตั้งแต่หัวถึงปลายหาง หางมีปล้องสีดำสลับเหลือง ปลายหางสีดำ ข้างหลังใบหูมีสีดำ และก็มีจุดสีนวลใหญ่เห็นได้ชัด เสือโคร่งเป็นสัตว์ขี้ร้อน ชอบเล่นน้ำหรือแช่น้ำมากมาย ขึ้นต้นไม้ได้ อาศัยในป่าได้ดูเหมือนจะทุก สมุนไพร จำพวกที่มีอาหาร น้ำ และแหล่งหลบตัวอย่างพอเพียง อาทิเช่น ถ้ำ หลืบหิน ท่อนไม้ใหญ่ ป่าที่รกทึบ ออกล่าเหยื่อตั้งแต่ช่วงค่ำไปจนกระทั่งรุ่งอรุณ อาหารที่กินได้แก่ กวาง เก้ง หมูป่า โค ควาย แล้วก็สัตว์อื่นๆเสือโคร่งถูกใจอยู่สันโดษ เว้นเสียแต่ตัวเมียที่กำลังเลี้ยงลูกอ่อน เป็นประจำตัวเมียเป็นสัดทุก ๕๐ วัน แล้วก็เป็นสัดอยู่นาน ๕ วัน คลอดลูกครอกละ ๑-๗ ตัว ตั้งท้องนาน ๑๐๕-๑๑๐ วัน เสือโคร่งในธรรมชาติ แก่ได้ ๒๐-๒๕ ปี เคยมีผู้ประมาณว่า ในประเทศไทยมีเสือโคร่งหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติไม่เกิน ๕๐๐ ตัว พบในเทือกเขาตะนาวศรี แนวเขาจังหวัดเพชรบูรณ์ เขาใหญ่ แล้วก็ในป่าดิบทางภาคใต้ ในต่างถิ่นเจอได้ตั้งแต่ในไซบีเรียไปจนกระทั่งทะเลสาบแคสเปียน ในประเทศอินเดียและก็ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเกาะเกะสุมาตรา ชวา และเกาะบาหลี เสือโคร่งที่เลี้ยงกันทั่วๆไปในประเทศไทยเป็นเสือโคร่งเบงกอล อันเป็นเสือโคร่งประเภทย่อย ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris tigris (Linnaeus) พบที่ประเทศอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ และพม่า จำพวกย่อยนี้ตัวโตกว่าเสือโคร่งจำพวกย่อยที่เจอในธรรมชาติในไทย
คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ส่วนต่างๆของเสือโคร่งเกือบทุกส่วนเป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเสือโคร่ง เขี้ยว กระดูก หนัง ดีเสื้อ เอ็นเสือ ตาเสือ ไตเสือ และก็เนื้อเสือ แต่ว่าที่ใช้มากมี
๑. น้ำมันเสือ หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า น้ำมันเสือมีรสเผ็ด ใช้ต้มผสมกับสุรา กินแก้อาเจียนคลื่นไส้ แก้ผมหงอกก่อนวัย ใน ตำราเรียนพระโอสถพระนารายณ์ มียาขนานหนึ่ง คือขนานที่ ๖๙ สีปากบี้พระเส้น เข้า “น้ำมันเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย
๒. เขี้ยวเสือ โบราณว่ามีรสเย็น มีสรรพคุณดับไข้พิษ ไข้รอยแดง แก้พิษร้อน พิษอักเสบ พิษตานซาง เขี้ยวเสือเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว” ได้แก่ เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด เขี้ยวสุนัขป่า เขี้ยวปลาพะยูน เขี้ยวจระเข้ เขี้ยวเลียงหน้าผา และงา
๓. กระดูกเสือ ตำราเรียนยาโบราณว่ามีรสเผ็ดคาว เป็นยาบำรุงกระดูก บำรุงไขข้อรวมทั้งเนื้อหนัง แก้ปวดบวมตามข้อ แก้โรคปวดข้อ เป็นยาระงับประสาท แก้โรคลมบ้าหมู แก้ปวดตามข้อ เข่า กระดูก บำรุงกระเพาะอาหาร ยาขนานหนึ่งใน พระหนังสือไกษย ชื่อ “ยาเนาวหอย” เข้า “กระดูกเสือเผา” เป็นเครื่องยาด้วย

กระดูกเสือในยาจีน
กระดูกเสือเป็นเครื่องยาที่ใช้ในยาจีน หายากรวมทั้งราคาแพงแพง มีชื่อเครื่องยาในภาษาละตินว่า Os Tigris จีนเรียก หูกู่ (แมนดาริน) ได้จากกระดูกแห้ง (ทุกชิ้น) ของเสือโคร่ง Panthera tigris (Linnaeus) ตำราเรียนยาจีนว่า กระดูกเสือมีรสเผ็ด ฤทธิ์อุ่น มีคุณประโยชน์ไล่ “ลม” แล้วก็แก้ปวด จึงใช้รักษาโรคลมจับโปง และก็มีคุณประโยชน์เพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกและก็กล้มเนื้อ ใช้แก้อาการเพลียของกระดูกและก็กล้ามอันมีต้นเหตุที่เกิดจากตับและไต “พร่อง” ขนาดที่ใช้คือวันละ ๓-๖ กรัม โดยมักตระเตรียมเป็นยาเม็ดลูกกลอน ยาผง รวมทั้งยาดองสุรา ก่อนนำกระดูกเสือมาใช้เป็นเครื่องยา ต้องละเนื้อออกให้หมด ตากให้แห้ง แล้วเลื่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆหรือบางทีอาจเอากระดูกชิ้นเล็กๆมาทอดด้วยน้ำมันจนมากแล้วทำให้เย็นก่อนนำมาใช้ เพราะเหตุว่ากระดูกเสือเป็นเครื่องยาหายากรวมทั้งราคาแพงแพง ก็เลยมีของที่ไม่ใช่ของจริงขายในท้องตลาดมากมาย โดยมากเป็นกระดูกโค
๔. นมเสือ แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่ามีรสมันร้อน มีสรรพคุณชูกำลังแก้โรคหืด ดับพิษร้อน มียาหยอดตาขนานหนึ่งใน พระตำราปฐมจินดาร์ เข้า “นมเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยาหยอดตาสำหรับกัน ขนานนี้ท่านให้เอา นอแรด ๑ น้ำนมเสือ ๑ ผลสมอเทศ ๑ รากตำลึงตัวผู้ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน บดทำแท่ง ฝนด้วยน้ำค้าง หยอดแก้สารพันตานทรางทั้งผองขึ้นตา แล้วจึงแต่งยาชื่อว่าสรรพคุณลิกานั้น สำหรับแก้ตานโจร เหล่านี้ถัดไป

14

ขายกระชายดำสุดยอดสมุนไพรไทย
ขายส่งกระชายดำ ถิ่นกำเนินจะอยู่รอบๆในแถบเอเซียอาคเนย์และ สามารถเจอกระชายดำ ที่มีมากมายนั้นจะในบริเวณประเทศมาเล และก็เกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดคำพูดน รวมทั้งไทยซึ่งจะมี อยู่ดกแนนมากมายและก็ยังมีการกระจัดกระจายประเภทของ ขายกระชายดำไปทั่วในทวีปเอเชียเขตร้อน ดังเช่นจีนตอนใต้ ประเทศอินเดีย และประเทศพม่า
สำหรับเมืองไทยกระชายดำ ได้เป็นสมุนไพร ที่นิยมใช้กันจำนวนไม่น้อยจึงได้เริ่มปลูกขายกระชายดำ[/url] มากยิ่งขึ้นเลื่อยๆใน จังหวัดต่างๆดังเช่นว่า เลย ตาก กาญจนบุรี และจังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ
ขายกระชายดำ นั้นมีประโยชน์รวมทั้งคุณประโยชน์ มากและก็ยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้หลายประเภท
สรรพคุณแล้วก็ผลดีทั้งหมดของ{การขายกระชายดำ
สมุนไพรกระชายดำ มักใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ลง คนสมัยเก่ามีความเชื่อว่าเมื่อนำ กระชายดำ ไปปลุกเสกจะมีคุณทางคงกระพันชาตรี
คนสมัยก่อนจะใช้กระชายดำ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มสมรรถนะทางเพศ แก้กามตายเส้นด้าย(เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ) โดยการใช้ เหง้าหรือส่วนหัวของ กระชายดำ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆเอามาดอกเหล้าเพื่อใช้เป็นยาชูกำลัง
รับผลิตกระชายดำกระชายดำสามารถบำรุงธาตุภายในร่างกายได้ดี ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายคล่องแคล่ว
ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ในตอนกลางคืน ทำให้นอนหลับสะบาย
ช่วยทำนุบำรุงหัวใจ ช่วยจยายเส้นเลือดหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยทำนุบำรุงโลหิต (บำรุงเลือด)
ส่วนประกอบสำคัญ
 

ผงกระชายดำ
ขายกระชายดำ ขายส่งกระชายดำ จำหน่ายกระชายดำ
แคปซูลกระชายดำ รับผลิตกระชายดำ
กระชายดำ เป็นยาอายุวัฒนะที่ได้รับความนิยมกว้างขวาง
ผู้ซื้อแล้วก็ในแวดวงแพทย์แผนไทย ได้เป็นประโยชน์ดังต่อไปนี้
บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง ขยายเส้นเลือดในหัวใจ แก้ปวดมวลท้อง ขับปัสวะ ลดลักษณะของการปวดเมื่อย เพิ่มฮอร์โมนให้แก่ผู้ชาย
เพิ่มความสามารถทางเพศให้แก่ท่านชายได้อย่างดีเยี่ยม
เหมาะสำหรับผู้ชายที่ต้องการต้องการกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง
ขายส่งกระชายดำ มีสรรพคุณ บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
ในเพศชาย กระชายดำช่วยบำรุงฮอร์โมนเพศ เพิ่มความสามารถ
ทางเพศ ช่วยทำให้อวัยวะแข็งตัวนานขึ้น รวมทั้งในผู้หญิง
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษาอาการมดลูกทุพพลภาพ มดลูกหย่อนยาน
ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ ยิ่งไปกว่านี้กระชายดำยังช่วยกระตุ้น
ระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับก้าวหน้าขึ้น แก้โรคบิด ขับเยี่ยว
แล้วก็ช่วยรักษาอาการขัดเบา ช่วยขับพิษภายในร่างกาย รวมทั้งยังช่วย
รักษาโรคเกี่ยวกับช่องท้อง เนื่องมาจากมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียในไส้ได้
แคปซูลกระชายดำช่วยให้ของลับชายแข็งได้ง่ายรวมทั้งบ่อยครั้งขึ้น มีระยะเวลาสำหรับเพื่อการแข็งที่นาขึ้น และก็สำหรับคนที่มิได้มีปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นก็สามารถกินเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้
นอกเหนือจากที่จะแคปซูลกระชายดำบำรุงกำลังของ ผู้ชายแล้ว กระชายดำยังช่วยทำนุบำรุงโหลิตสตรี(บำรุงเลือดผู้หญิง)
ช่วยแก้อาการตกขาวของผู้หญิง
ช่วยขับประจำเดือน ช่วยให้เมนส์ที่มาไม่ปกติ กลับมาธรรมดา
ช่วยแก้โรคมดลูกทุพพลภาพ มดลูกย่อนยานได้ โดยการนำเหง้าหรือหัวของ สมุนไพรกระชายดำ มาตำและก็สผมกับเหล้าขาว แล้วเอามาดื่ม
ช่วยขับพิษภายในร่างกาย
แก้อาการมือเท้าเย็น
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษา อาการเหน็บชา
ช่วยรักษาลักษณะของการปวดตามข้อ
ช่วยรักษาโรคเก๊า
สมุนไพรอื่นๆ
เจียวกู่หลานสรรพคุณแพทย์แผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสลดแก้หลอดลมอักเสบจำพวกเรื้อรัง หมอแผนไทยใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียดเช่นเดียวกันแก้อ่อนล้า แก้แผลอักเสบ ช่วยทำให้ไม่เมื่อยล้าง่าย แคปซูลกระชายดำเจียวกู่หลาน ในเจียวกู่หลานมีสารจีแพนโนไซด์ (Gypenoside) ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับจินเซนโนไซด์ เจอได้ในโสม ก็เลยทำให้มีสรรพคุณในตำรายาแผนโบราณเป็นช่วยบำรุงรักษาร่างกาย ชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ รวมทั้งใช้ขับเสมหะ แก้ไอ แก้อักเสบ ทุเลาลักษณะของการปวดกระดูก ส่วนเจียวกู่หลานสำหรับการขายส่งกระชายดำหมอแผนปัจจุบันมีสรรพคุณ ลดไขมันและก็คลอเรสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงในการกำเนิดโรคหัวใจ ปรับความสมดุลของระบบเลือด ลดความดันเลือด ควบคุมน้ำตาลในเลือด คุ้มครองป้องกันโรคเบาหวาน ต้านทานอนุมูลอิสระ คุ้มครองความเสื่อมถอยของเซลล์ต่างๆในร่างกายรับผลิตกระชายดำอีกทั้งยังสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ป้องกันตับ คุ้มครองป้องกันโรคความจำเสื่อม ต้านทานเซลล์ของมะเร็ง ปกป้องการเกิดสภาวะอุดตันของเส้นเลือดในสมองได้ขายส่งกระชายดำ
สรรพคุณชาเชียว

  • ชาเขียว มีส่วนสำหรับเพื่อการรักษาโรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคกลัดกลุ้มได้อย่างดีเยี่ยม โดยจีนได้มีการใช้ชาเขียวสำหรับในการรักษาโรคต่างๆมาเป็นเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยในการขับสารพิษ และก็ช่วยขับเหงื่อภายในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเมาเหล้า อีกทั้งยังส่งผลให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดีรับผลิตกระชายดำ
  • มีส่วนช่วยสำหรับการนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการเจริญอาหาร มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียประเภทดีในไส้ จึงมีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการล้างพิษและช่วยกำจัดพิษในไส้ได้
  • ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดลิ่มเลือดภายในร่างกาย
  • แคปซูลกระชายดำคุ้มครองปกป้องตับจากพิษต่างๆรวมทั้งโรคประเภทอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  • มีฤทธิ์ในการต่อต้านอาการอักเสบ ต้านทานจุลชีวันที่อยู่ในไส้ ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียแล้วก็เชื้อไวรัส รวมถึงช่วยต่อต้านเชื้อ Botulinus แล้วก็เชื่อ Staphylococcus
  • มีส่วนช่วยสำหรับการขับฉี่ และช่วยป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและก็ในไต
  • ช่วยสำหรับการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการคุ้มครองโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการอักเสบบวมแดง มีผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามเนื้อแล้วก็ข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้ชอบเกิดกับวัยกลางคนขายส่งกระชายดำ
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ รวมทั้งช่วยทุเลาอาการผื่นผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง แล้วก็แก้ผิวร้อนแห้งได้เป็นอย่างดี
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการก่อให้เกิดการคลายเครียดอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับหัวรวมทั้งเบ้าตา จึงทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วงหงาวหาวนอน แถมยังทำให้หายใจชื่นบานได้อีกด้วยรับผลิตกระชายดำ
  • ช่วยแก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง และก็ท้องบิดได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการแก้อาการอยากดื่มน้ำ ช่วยสำหรับเพื่อการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสลดได้อีกด้วย


Tags : ขายกระชายดำ,ขายส่งกระชายดำ,รับผลิตกระชายดำ

15

สมุนไพรพิกัดโกษฐ์
โกรธเป็นพิกัดเครื่องยาหมู่หนึ่งที่ใช้มากในไทย แบบเรียนโบราณเขียนชื่อพิกัดยาพวกนี้ต่างกันออกไปหลายแบบ ในแผ่นจารึกหนังสือเรียนที่วัดราชโอรสสาราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (แต่ครั้งท่านยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระผู้เป็นเจ้าลูกยาคุณ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์) ขอความกรุณาปรานีเกล้าให้จารึกไว้เป็นวิทยาทาน เมื่อทรงบูรณะวัดนี้ใน พ.ศ. ๒๓๖๔ มอบเป็นพระราชกุศลแก่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปรากฏชื่อพิกัดเครื่องยาไทยหมู่นี้เป็น โกด ทั้งหมด เช่น (พิมพ์ตาอักษรที่ปรากฏในศิลาจารึก) ถ้าเกิดบุทคลใครกันแน่ไม่สบายเพื่อเสลด ปิตะ วาตะ สมุถานดีแล้ว ทำให้หิวโหยหาแรงไม่ได้ ให้ระหวยไป ให้ใจขุ่นหมองมิได้ชื่น ให้สวิงสวายหากำลังไม่ได้  ถ้าเกิดจะเอายานี้แก้ ยาชื่อมหาสมมิตร เอาโกดอีกทั้งห้า เทียรห้า ตรีผลา จันทังสอง ลูกจัน ดอกจัน มือวาน กานพูล ขิงแห้ง ดีปลี แห้วหมู ไคร้เครือ เกษรบัวหลวง เกษรสารภี เกษรบัวเผื่อน เกษรบัวขม ดอกคำ ดอกผักตบ ดอกพิกุน เกสรบุนนาค ดอกสลิด สักขี ชลูด อบเชย ชะเอม ปัญหา ชะมดเช็ด พิมเสน เอาเสมอภาคทำเป็นจุณ เอาดีงูงูเหลือม เช่น้ำดอกไม้ประสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ก็ได้ น้ำตาลทรายก็ได้ น้ำแรมคืนก็ได้ รับประทานแก้รส่ำรสายแลดับพิษไข้ทั้งหมด ทำให้คลั่งให้เพ้อให้เชื่อมให้มัว แก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง แลบำรุงกำลังยิ่งนักฯ
ส่วนศิลาจารึกตำราที่วัดพระเชเหม็นตุพนบริสุทธิ์มังคลาราม(วัดโพธิ์) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้จารึกไว้เพื่อเป็นวิทยาทาน คราวที่ทรงซ่อมแซมซ่อมแซมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๕ แล้วก็คณะอาจารย์โรงเรียนหมอแผนโบราณได้สะสมพิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕  ในแบบเรียนยาฯนี้บันทึกชื่อเครื่องยาในพักนี้เป็น โกฐ ทั้งผอง ได้แก่แผ่นจารึกที่ศาลา ๗ เสา ๖  แผ่น ๔ ดังนี้
ปุนะจะปะรัง ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ เกี่ยวกับลักษณะสันนิบาตอันบังเกิดเพื่อดีรั่วนั้นเป็นคำรบ ๔  เมื่อจะมีขึ้นแก่บุคคลใดก็ดี ก็ทำให้ลงดุจรับประทานยารุ มูลนั้นเหลืองดังน้ำขมิ้นสด ให้เคลิบเคลิ้มไปหาสติไม่ได้ แลให้หิวโหยนัก บริโภคอาหารไม่อยู่ท้อง ให้สวิงสวาย ให้แน่นหน้าอกเป็นอย่างยิ่ง ให้อุทธรลั่นอยู่เป็นนิจไม่ได้ขาด ถ้าเเลลักษณะเป็นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมานี้ ฯ หากจะแก้เอาสมอ ๓ มะขามป้อม ผลจู๋ม จันทน์ทั้งยัง ๒ โกญสอ โกฐเฉมา โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐน้ำเต้า กฤษณา กระลำพัก แก่นสน กรักขี แก่นประดู่ รากขี้กา ๒ ใบสันพร้ามอน ใบคนทีสอ รากกระทแขนก รากทิ้งถ่อน รากผักหวาน ว่านน้ำ ไคร้หอม เท่าเทียมกันต้มตามวิธีให้กิน แก้สันนิบาตอันบังเกิดเพื่อปิตตะสมุฏฐานโรค กล่าวคือดีรั่วนั้นหายยอดเยี่ยมนักฯสำหรับ คู่มือหมอแผนไทยแผนโบราณ ซึ่งสะสมโดยขุนโสภิตบรรณรักษ์ (อำพัน กิตติฟุ้งกระจาย) เขียนชื่อพักนี้เป็น โกฏ ทั้งหมด ดังเช่นว่ายาแก้คอแห้งในคัมภีร์เล่ม ๓ ในขณะที่กล่าวถึงเสมหะพิการและยาแก้ ดังนี้ ยาแก้คอแห้งผาก แก้เสลดเหนียว แก้อาเจียน เอาโกฏทั้ง ๕ เทียนอีกทั้ง ๕ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู ว่านน้ำ ประพรมไม่ ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง ลูกราชดัด ขิง พริกไทย บดละลายน้ำท่าแทรกเกลือกิน แก้อาเจียนละลายน้ำลูกยอต้มกิน
                     
ส่วนในหนังสือศาสตร์วัณ์ณทุ่งนา – ตำราหมอแบบเก่า
ซึ่งเรียบเรียงโดยนายสุ่ม วรกิจไพศาล ตามตำราของพระยาประเสริฐศาสตร์ดำรง(หนู) ผู้เป็นบิดา บันทึกชื่อเครื่องยาหมู่นี้เป็น โกฏฐ์ ทั้งหมดทั้งปวง ตัวอย่างเช่น ยาเทพนิมิตรในเล่ม ๔ ดังนี้ หากจะเอายาชื่อเทวดานิมิตต์ขนานนี้ ท่านให้เอาโกฏฐ์สอ ๑ โกฏฐ์เชียง ๑ โกฏฐ์เขมา ๑ โกฏฐ์น้ำเต้า ๑ สมุลแว้ง ๑ อบเชย ๑ ขมิ้นเครือ ๑ แก่นสน ๑ ประจักษ์พยาน ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ สิ่งละ ๒ ส่วน ดอกลำดวน ๑ กระดังงา ๑ ดอกจำปา ๑ สิ่งละ ๓ ส่วน จันทน์ทั้งยัง ๒ กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ ขอนดอก ๑ แก่นประพรม ๑ ชะเอมเทศ ๑ หวายตะค้า ๑ ดอกคำฝอย ๑ เลือดแรด ๑ สารส้ม ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน การบูร ๑ พริกไทย ๑ สิ่งละ ๕ ส่วน แก่นแสมสมุทร ๑๖ ส่วน เบ็ญจกูล ตามพิกัด ทำเป็นผงแล้วเอาแห้วหมูเป็นน้ำกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำเนื้อไม้ต้มแทรกพิมเสนให้กิน แก้โลหิตปกติโทษอันมีขึ้นแต่ว่ากระดูกนั้นหายดีเลิศนักแล
จึงเห็นได้ว่าตำราเรียนยาโบราณของไทยใช้ชื่อเครื่องในหมูนี้เป็น โกด โกฐ โกฏ หรือ โกฏฐ์ ต่างกันไปตามแต่จะเขียน เรื่องยาพิกัดนี้ทุกชนิดเป็นของที่มีกำเนิดในต่างประเทศ รวมทั้งมีพ่อค้าฝรั่งนำเข้ามาขายในประเทศไทยช้านานแล้ว อย่างต่ำก็ก่อนสมัยสมเด็จพระท้องนารายณ์มหาราช (พุทธศักราช ๒๑๗๕ – ๒๒๓๑) เพราะในหนังสือเรียนหมอแผนไทยซึ่ง หนังสือเรียนพระโอสถพระนารายณ์ได้อ้างถึง ๒ เล่ม เป็นตำราโรคนิทาน และตำรามหาโชตรัต มียาที่เข้าเข้าพิกัดนี้ล้นหลามหลายขนาน และใหหลายขนานในตำราเรียนพระยาพระนารายณ์เอง แต่ชื่อเครื่องยาหมู่นี้ควรเขียนเป็นอย่างไร มีที่มาและก็ความหมายยังไง นอกเหนือจากนี้เครื่องยาหมู่นี้บางจำพวกคืออะไร มีแหล่งที่มาเช่นไรอย่างเป็นข้อแย้งที่ยังหาผลสรุปมิได้
ที่มาของคำ โกษฐ์
โกษฐ์ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ . ๒๕๔๒ เลือกเก็บคำ โกฐ ไว้โดยนิยามดังนี้ โกฐ (โกด) น. ชื่อยาสมุนไพรจำพวกหนึ่ง ได้จากส่วนต่างๆของพืช มีหลายประเภท ตำราเรียนยาแผนโบราณเขียนเป็น โกฎ โกฏ โกฏฐ์ โกด หรือ โกษฐ์ ก็มี (ป.โกฏฐ) คำ โกฐ ที่ราชบัณฑิตยสถาน (โดยผู้ทรงคุณวุฒิทางบาลี-สันสกฤต) เลือกเก็บไว้นั้น มีในภาษาสันสกฤตจริง แต่ว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกสมุนไพรชนิดหนึ่งซึ่งหมอแผนไทยเรียกโกฐกระดูก (kut หรือ kuth ) จึงน่าจะเป็นต้นเหตุของการเลือกเก็บคำ โกฐ ของราชบัณฑิตยสถาน อย่างไรก็แล้วแต่ คำ โกฐ นี้แสดงว่าโรคเรื้อน ส่วนคำ โกฏฐ ในภาษาบาลีหมายความว่า ลำไส้ พุง คำทั้งยัง ๒ คำนี้ ไม่น่าจะเป็นชื่อพิกัดเครื่องยาสมุนไพร นอกจากนี้ คำที่อ่านออกเสียงว่า โกด เขียนได้อีกหลายแบบ แม้กระนั้นก็ให้ความหมายที่แตกต่างกัน อย่างเช่น
โกส มีความหมายว่า ผอบ; มีความหมายว่าผอมบางมาตราวัดความยาวเท่ากับ ๕๐๐ ชั่ว
โกฏิ แปลว่า ๑๐ ล้าน
โกษ มีความหมายว่า อัณฑะ
โกศแปลว่า ที่ใส่ศพนั่ง , ที่ใส่กระดูกผี ฝัก , กระพุ้ง, คลัง คำที่ออกเสียง โกด ที่ใช้เรียกชื่อรวมทั้งพิกัดเครื่องยาสมุนไพรควรเขียนอย่างไรนั้น อาจสืบสาวราวเรื่องหาสาเหตุของคำนี้ แล้วเขียนให้ถูก ให้ตรงหรือใกล้เคียงกับคำในภาษาเดิมให้มากที่สุด เพื่อคงความหมายเดิมให้เยอะที่สุด น่าสังเกตว่า เรื่องยาสมุนไพรพิกัดมีทั้งหมดเป็นเครื่องยาเทศหรือเครื่องยาจีน เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันว่าเป็นของดีและใช้กันมาในประเทศถิ่นเกิดรวมทั้งประเทศใกล้เคียง รวมทั้งคำที่ออกเสียงเช่นนี้ในภาษาไทยไม่มีคำไหนที่สื่อความหมายเกี่ยวกับยาหรือการบำบัดรักษาเลย คำนี้จึงน่าจะเป็นคำในภาษาอื่น บางทีอาจเป็นภาษาจีนหรือภาษาแขก เพราะว่าอายุรเวทซึ่งปรับปรุงขึ้นในชมพูทวีปแล้วก็การแพทย์แผนจีนมีผลอย่างสูงต่อการพัฒนาการแพทย์ทางการแพทย์รวมทั้งการปรุงยาแผนแพทย์แผนไทยมาแต่โบราณ แต่คำที่ออกเสียงตัวสะกดแม่กดนั้นไม่มีใช้ในภาษาจีน ด้วยเหตุดังกล่าว คำที่ออกเสียง โกด ก็เลยน่าจะมีที่มาจากภาษาพื้นบ้านใดในอินเดียหรือเปอร์เซียในหนังสืออายุรเวทของประเทศอินเดีย มีคำ kuth หรือ kuth root เป็นชื่อเครื่องยาประเภทหนึ่งในภาษาพื้นเมืองของประเทศกัษไม่ระ รวมทั้งตำราเรียนฯว่ามีรากศัพท์มาจากคำ kusta ในภาษาอิหร่านหรือเปอร์เซีย ส่วนภาษาสันสกฤตเป็น kushta ภาษาฮินดีและเบงกาลีเป็น kut ภาษาทมิฬเป็น kostum หรือ goshtam หนังสือเรียนยาไทยเรียกเครื่องยาจำพวกนี้ว่า โกษฐ์กระดูก (costus) จึงได้ข้อสรุปในชั้นต้นว่าคำ โกษฐ์ นี้คงจะมาจากภาษาเปอร์เซีย แล้วก็คำนี้มีความหมายอย่างไร
ความหมายของคำ โกษฐ์
เมื่อคำ โกษฐ์ เป็นคำในภาษาเปอร์เซีย จึงต้องค้นหาความหมายของคำในภาษาอิหร่าน โดยยิ่งไปกว่านั้นคำในภาษาดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วที่ใช้กับยาบำบัดโรคในคัมภีร์อูนานิ (Unani) แพทย์โอนาไม่ภายหลังที่ได้พากเพียรค้นหาความหมายของคำนี้มาเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี เมื่อเร็วๆนี้เองก็เลยได้เจอคำนี้ในหนังสือเก่าชื่อ แบบเรียนยาแห่งการแพทย์ตะวันออกของแฮมดาร์ด (Hamdard Pharmacopoeia of Eastern Medicine) เรียบเรียงคำแนะนำของที่ประชุมที่ปรึกษาทางเภสัชศาสตร์ที่หมูแฮมดาร์ด (The Pharmaceutical Advisory Council of Hamdard) มีนาย ฮะกิม อับดุล ฮาเมด (Hakim Abdul Hamed) เป็นประธาน และนายฮากิม โมฮัมเมด ซาเหนื่อย (Hakim Mohammed Said) เป็นบรรณาธิการ (หนังสือมิได้กำหนดปีที่พิมพ์และก็สถานที่พิมพ์) ในแบบเรียนดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ๒๒๒ มียาหมวดหนึ่งเรียก kushta เขียนไว้ดังต่อไปนี้
kushta is the past participle of kushtan (Persian for to kill) kushta therefore means killed or conquered In the Tibbi terminology kushta is employed for a medicine that used in small quantities and one that is immediately effective A kushta is a blend of metallic oxides , non-metals and their compounds, or minerals The ingredients are oxidized through the action of heat-a process that is rather specialized.The preparation of kushta results in the efficacy of a medicine and, after effecting its entry into the body the kushta discharges its curative role promptly and effectively.
ก็เลยสรุปได้ว่า คำนี้เป็นคำในภาษาเปอร์เซีย หมายความว่า ฆ่า ปราบ กำจัด ทําให้หายไป เทียบเสียงเป็น kushta แล้วก็ควรเปรียบเทียบเป็นภาษาไทยว่า โกษฐ์ จึงจะตรงกับคำในภาษาเดิมสูงที่สุด รวมทั้งบอกคำจำกัดความที่ไม่บางทีอาจเป็นอันอื่นได้ คำ โกษฐ์ นี้อาจจะเข้ามาสู่อาณาจักรประเทศไทยพร้อมๆกับวัฒนธรรมอื่นๆของอิหร่าน และก็การแพทย์โบราณแห่งประเทศสยามน่าจะยืมคำนี้มาใช้เรียกเครื่องยาหลากหลายประเภท ซึ่งแม้ว่าจะใช้เพลงปริมาณน้อย แม้กระนั้นก็ทรงอำนาจสำหรับในการบรรเทาโรคในตอนระยะเวลาสั้นๆ
โกษฐ์ที่ใช้ในยาไทย
แพทย์แผนไทยรู้จักในเครื่องยาจีนแล้วก็เครื่องยาเทศหลายอย่างในยาไทย การแสดงให้มองเห็นภูมิปัญญาอันฉลาดปราดเปรื่องปราดเปรื่องของบรรพบุรุษไทยที่รู้จักใช้ของดีๆของต่างชาติในยาไทย เครื่องยากลุ่มนี้หลายแบบเรียก โกษฐ์ โดยจัดเป็นพิกัดตัวยาเป็น โกษฐ์อีกทั้ง ๕ โกษฐ์ ทั้งยัง ๗ โกษฐ์ ทั้ง ๙ รวมทั้งโกษฐ์พิเศษ นอกจากยังมีกดอีกหลายแบบที่ไม่ได้จะเข้าเอาไว้ภายในพิกัดตัวยาเรียกโกษฐ์นอกพิกัด
ตารางที่๒ เครื่องยาในพิกัดโกษฐ์
เครื่องยา                ชื่อพฤษศาสตร์ของมูลเหตุ สกุล             ส่วนของพืช
โกษฐ์เชียง              Angelica sinensis (Oliv.) Diels      Umbelliferae     รากแห้ง
โกษฐ์สอ Angelica dahurica (Fisch. Ex Hoffm.)
Benth. Hook.f. ex France&Sav.  Umbelliferae     รากแห้ง
โกษฐ์หัวบัว            Ligusticum sinense Oliv. cv. Chuanxiong                Umbelliferae     เหง้าแห้ง
โกษฐ์เขมา    Atractylodes lancea (Thunb.) DC.              Compositae        เหง้าแห้ง
โกษฐ์จุฬาลัมพา    Artemisia annua L.           Compositae        ใบแล้วก็เรือนยอดที่-มีดอก
โกษฐ์ก้านพร้าว     Picrorhiza kurrooa Royle ex Benh.            Scrophulariaceae             เหง้าแห้ง
โกษฐ์กระดูก          Saussurea lappa Clarke  Compositae        เหง้าแห้ง
โกษฐ์พุงปลา         Terminalia chebula Retz.               Combretaceae  ปุ่มหูดที่กิ่งอ่อนและก็ใบ
โกษฐ์ชฎามังษี       Nardistachys grandiflora DC.       Valerianaceae   รากรวมทั้งเหง้าแห้ง
โกษฐ์กะกลิ้ง        Strychnos nux-vomica L.               Loganiaceae       เมล็ดแก่จัดเหง้าแห้ง
โกษฐ์กรักกรา        Pistacia chinensis Bunge spp. Integerrima (Stew. Ex Brandis) Rech.f.        Anacardiaceae  ปุ่มหูดที่กิ่งอ่อน
โกษฐ์น้ำเต้า           Rheum officinale Baill. หรือ R.palmatum L. หรือ R. tanguticum (Maxim.) Maxim. Ex Regel  Polyganaceae    รากรวมทั้งเหง้าแห้ง
โกฐทั้ง  ๕ (เบญจโกษฐ์)  เป็นพิกัดเครื่องยาไทยได้แก่ โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เขมา รวมทั้งโกษฐ์จุฬาลัมพา แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่ายาพักนี้มีคุณประโยชน์โดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสลด แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก ชูกำลัง บำรุงโลหิต และแก้ลมในกองธาตุ โกษฐ์ ๕ นี้เป็นเครื่องยาจีนที่มีขายในประเทศไทยมาแม้กระนั้นโบราณ ยิ่งกว่านั้นยังเป็นเครื่องยาที่ใช้มากทั้งในอดีตรวมทั้งยาไทย
โกษฐ์ ทั้ง  ๗ (สัตตโกษฐ์)  เป็นพิกัดตัวยา ประกอบด้วยเรื่องยา ๗ ชนิด คือโกษฐ์อีกทั้ง (โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เขมา และก็โกษฐ์จุฬาลัมพา ) โกษฐ์ก้านพร้าว รวมทั้ง โกษฐ์กระดูกอีก ๒ จำพวก ตำราโมสรรพคุณยาโบราณว่ายาหมู่นี้มีสรรพคุณโดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้โรคหืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก ชูกำลัง บำรุงเลือด แก้ลมในกองธาตุ แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบสะอึก และบำรุงกระดูก
โกษฐ์ทั้งยัง  ๙ (เนาวโกษฐ์)
เป็นพิกัดตัวยา ประกอบด้วยโกษฐ์อีกทั้ง๗ (โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เฉมา แล้วก็โกษฐ์จุฬาลัมพา โกษฐ์ก้านพร้าว โกษฐ์กระดูก) กับ โกษฐ์ชฎามังษีรวมทั้งโกษฐ์พุง
โกษฐ์พิเศษ
มีเครื่องยา ๓ จำพวก เช่น โกษฐ์กะกลิ้ง โกษฐ์กักกรา และก็โกษฐ์น้ำเต้า พิกัดโกษฐ์นี้มีคุณประโยชน์โดยรวมแก้โรคในปากในคอ ขับพยาธิ แก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้ในกองอติสาร แก้ริดสีดวงทวาร ขับลมในลำไส้ แก้หนองใน ขับเมนส์ร้าย เพื่อช่วยให้นักศึกษาวิชาการปรุงยาแผนไทยจำชื่อโกษฐ์ทั้งหมดได้ มหากัน สิกขรชาติ ได้เขียนกลอนช่วยกันจำเกี่ยวกับโกษฐ์จำพวกต่างๆในพิกัดยาไทยเรียงตามลำดับดังต่อไปนี้
เชียงสอขอหัวบัว เฉมาเลวลักจุฬา
ก้านพร้าวเผากระดูก พุงปลาปลูกไว้ในชฎา
กะกลิ้งและก็กรักกรา โกษฐ์น้ําเต้าตามเหตุเดิม
โกษฐ์เชียง
โกษฐ์เชียงเป็นรากแห้งของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Angelica sinensis (Oliv.) Diels วงศ์ Umbelliferae คำว่า เชียง แปลได้หลายสิ่งหลายอย่าง ดังเช่น มีความหมายว่าผู้ที่มาจากเมือง หรือเมือง (ที่อยู่ริมน้ำ) ก็ได้ แต่ในที่นี้มีความหมายว่า (มาจาก) ที่สูง มีชื่อพ้อง Angelica polymorpha Maxim. var. sinensis Oliv.จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า ตังกุย มีชื่อสามัญว่า Chinese angelica พืชที่ให้โกษฐ์เชียงเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปีสูง ๔๐-๑๐๐ เซนติเมตร ร่างอ้วนหนา ทรงกระบอก แยกเป็นรากกิ่งก้านสาขาหลายราก มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะ ลำต้นตั้งตรง สีเขียวอมม่วง ใบหยักลึกแบบขนนกสามชั้น รูปไข่ (ตามแนวเส้นรอบนอก) ขนาดกว้าง ๒๕ ซม. ยาว ๓๐ ซม. แฉกใบมีก้านเห็นได้ชัดเจน
รูปไข่ถึงรูปใบหอก แกมรูปไข่ กว้าง ๐.๘-๒.๕ ซม. ยาว ๒-๒.๓ ซม. ขอบหยักฟันเลื่อยแบบไม่สม่ำเสมอ มักแยกเป็นแฉกย่อย ๒-๓ แฉก แผ่นใบเรียบ (เว้นเสียแต่รอบๆเส้นใบ) ก้านใบยาว ๕-๒๐ เซนติเมตร โคนแผ่นเป็นกาบแคบๆสีอมม่วง ดอกออกเป็นช่อซี่ร่ม ออกตามปลายกิ่งหรือออกข้างๆตามซอกใบ ก้านช่อยาว ๘-๑๐ เซนติเมตร ใบเสริมแต่งมี ๐-๒ ใบ รูปแถบ มีช่อซี่ร่มย่อยขนาดแตกต่างกัน ๑๐-๓๐ ช่อ ใบประดับย่อยมี ๒-๔ ใบ รูปแถบ ยาวได้ถึง ๕ มม. ช่อซี่ร่มมีดอกย่อยสีขาว (บางคราวสีแดงอมม่วง) ๑๓-๓๕ ดอก กลีบเลี้ยงฝ่อ รูปไข่กลับ ปลายเว้าตื้น ฐานก้านเกสรเพศเมียกลมแบน ขอบรอยแผลปีกยื่นออก ผลได้ผลแบบผักชี ข้างล่างแบนข้าง รูปขอบขนานปนรูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง ๓-๔ มิลลิเมคร ยาว ๔-๖ มิลลิเมตร สันข้างล่างดกแคบ ด้านข้างมีปีกบาง กว้างราวความกว้างของผล มีท่อน้ำมัน ๑ ท่อต่อ ๑ ร่อง แต่ว่ามี ๒ ท่อตรงแนวเชื่อม พืชชนิดนี้มีเขตการกระจายประเภทในป่าดงดิบ ตามเทือกเขาสูงทางภาคกึ่งกลางของประเทศจีน คือรอบๆมณฑลกานซู หูเปย์ ซานซี ซื่อชักชวน (เสฉวน) รวมทั้งหยุยงนดกน (ยูนนาน) พบขึ้นในที่สูงจากระดับน้ำทะเล ๒๕๐๐-๓๐๐๐ เมตร ออกดอกในมิ.ย.ถึงเดือนกรกฎาคม เป็นผลในก.ค.ถึงกันคุณยายน พืชจำพวกนี้ถูกพัฒนาสายพันธุ์เป็นพืชพืชปลูกลงในจีนมานานนับพันปีแล้ว ปัจจุบันปลูกเป็นพืชอาสินในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี แล้วก็เวียดนาม
โกษฐ์เชียงเป็นรากแห้ง ต้นแบบทรงกระบอก ปลายแยกเป็นกิ้งก้าน ๓-๕ กิ่งก้านสาขา หรือมากกว่า ยาว ๑๕-๒๕ ซม. เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาล มีรอยย่นตามแนวยาว รอยช่องอากาศตามแนวขวาง ผิวไม่เรียบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๕-๔ ซม. มีแอนนูลัส ปลายมนและกลม มีร่องรอยส่วนโคนต้นและก็จากใบสีม่วงหรือสีเขียวอมเหลือง รากกิ่งก้านสาขา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสูงสุด ๐.๓-๑ ซม. ตอนบนหนาตอนล่างเรียวเล็ก ส่วนใหญ่บิด มีแผลที่เกิดขึ้นมาจากรากฝอย เนื้อเหนียว รอยหักสีขาวหรือสีน้ำตาลอมเหลือง เปลือกรากครึ้ม มีร่องแลกเปลี่ยนจุดจำนวนหลายชิ้น ส่วนเนื้อรากสีจางกว่า มีวงแคมเบียมสีน้ำตาลอมเหลือง มีกลิ่นหอมหวนแรง รสหวาน ฉุน รวมทั้งขมบางส่วน
คนจีนนิยมใช้ โกษฐ์เชียง เป็นเครื่องยาในยาขนาดต่างๆเป็นจำนวนมาก ด้อยกว่าก็แต่ว่าชะเอม (licorice) แค่นั้น จีนใช้ขวดเชียงแตกต่างกันเป็น รากหลักที่จีนเรียก (ตัง) กุยเท้า (สำเนียงแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ส่วนรากกิ้งก้านน้ำจีนเรียก (ตัง) กุยบ๊วย (สำเนียงแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยาขับระดู แพทย์แผนจีนใช้เครื่องยาชนิดนี้ในยาเกี่ยวกับโรคเฉพาะสตรี เช่น ยาขับรอบเดือน ยาโรคตีขึ้น แก้ไข้บนกระดานไฟ เกี่ยวกับอาการเลือดออกทุกชนิด แก้หวัด แก้ท้องขึ้นท้องเฟ้อ ท้องเฟ้อ ตกมูกเลือด ขนาดที่ใช้เป็น ๓-๙ กรัม สตรีจีนนิยมใช้โกษฐ์เชียงเป็นยากระตุ้น อวัยวะเพศ เพื่อปฏิบัติผัวก้าวหน้าแล้วก็เมื่อมีให้มีลูกดก โกษฐ์เชียงที่ขายตามร้านขายยาเครื่องยาสมุนไพรมักเป็น(ตัง) กุยบ๊วย ตำราบริบูรณ์ยาโบราณว่าโกษฐ์เชียงมีกลิ่นหอมยวนใจ รสหวานขม แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ทิ่มแทงสองราวข้าง โกษฐ์นี้เป็นโกษฐ์ในพิกัดโกษฐ์ ๕ โกษฐ์ทั้งยัง ๗ และก็โกษฐ์อีกทั้ง ๙ โกษฐ์เชียงน้ำมันระเหยง่ายอยู่ราวปริมาณร้อยละ ๐.๑-๐.๓ ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารเชฟโรล (safrole) สารไอโซเซฟโรล (isosafrole) สารคาร์วาครอคอยล (carvacrol) ฯลฯ เว้นเสียแต่น้ำมันระเหยง่ายแล้วยังมีสารอื่นๆอีกหลากหลายประเภท ตัวอย่างเช่น สาร ไลกัสติไลค์ (ligustilide) กรดเฟรูลิก (ferulic acid) กรด เอ็น-วาเลอโรฟีโนน-โอ-คาร์บอกซิลิก(n-valerophenone-O-carboxylic acid)
โกษฐ์สอ
เป็นรากแห้งของพืชอันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Angelica dahurica (Fisch ex Hoffm.) Benth & Hook.f. ex Franch , Sav. ในตระกูล Umbelliferaeมีชื่อพ้องหลายชื่อ อย่างเช่น Callisace dahurica Franch & Sav., Angelica macrocarpa H.Wolff, Angelica porphyrocaulis Nakai &Kitag.,Angelica tschiliensis H.Wolff คำ สอ เป็นภาษาเขมรแปลว่าขาว หนังสือเรียนโบราณลางเล่มเรียกเครื่องยานี้ว่า โกษฐ์สอจีน จีนเรียก พ่อยจื่อ (สำเนียงแมนดาริน) เปะจี้ (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีชื่อสามัญว่า Dahurain angelica พืชที่ให้โกษฐ์สอเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง ๑.-๒.๕๐ เมตร รากเจ้าเนื้อใหญ่ เนื้อแข็ง รูปกรวยยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓-๕ ซม. บางทีอาจยาวได้ถึง ๓๐ เซนติเมตร หรือมากยิ่งกว่า บางทีอาจแยกแขนงตรงปลาย มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะ ลำต้นตั้งตรง อ้วนสั้น โคนต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒-๕ เซนติเมตร (หรือมากยิ่งกว่า) มีสีม่วงแต้มนิดหน่อย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก หรือหยักลึกแบบขนนก ๓ ชั้น แผ่นใบรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม (ตามแนวเส้นรอบนอก) กว้างถึง ๔๐ เซนติเมตร ยาวถึง ๕๐ เซนติเมตร แฉกใบไม่มีก้าน รูปรีแคบถึงรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง ๑-๔ เซนติเมตร ยาว ๔-๑๐ ซม. ปลายแหลม โคนเป็นครีบเล็กน้อย ขอบหยักฟันเลื่อยห่างๆก้านใบยาว โคนแผ่เป็นปีก ใบด้านบนรถรูปเหลือเพียงแค่กาบที่เกือบจะไม่มีแผ่นใบ ดอกเป็นดอกช่อซี่ร่มย่อยขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๐-๓๐ ซม. สีขาว ใบประดับมี ๐-๒ ใบ คล้ายกาบ ป่องออกห่อช่อดอกเมื่อยังอ่อนอยู่ มีซี่ร่มย่อย ๑๘-๔๐ (หรือครั้งคราวถึง ๗๐) มีขนสั้นๆใบเสริมแต่งย่อยมี ๑๔- ๑๖ ใบ รูปใบหอกปนรูปแถบ ยาวเกือบเท่าดอกย่อย กลีบเลี้ยงฝ่อ

หน้า: [1] 2