แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - BeerCH0212

หน้า: [1] 2 3
1

ขายกวาวเครือเเดง ธาตุเหล็ก สารอาหารที่ช่วยพัฒนาสมองให้ลูกน้อยธาตุเหล็ก เป็นสารอาหารที่ร่างกาgmnuyj,ยอยากไม่มาก แต่มีความymfthrtหมายในการพัฒนาสมองสูง เหล็กเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งมีmuyrmh,ความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงให้กับร่างกาย เราก็เลยพบว่า จำหน่ายกวาวเครือเเดงถ้าหากขาดธาตุเหล็83กแล้วตัวจะdbdytซีด h,เมื่อเรารัejku67rkบประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก ธาตุu,oyejเหล็กก็จะกระจายไปสู่ไขกระดูก และเม็ดเลือ873983ดแดงที่ไหลเวียนไปทั่วร่า832งกายปฏิบัติภารกิจนำออกซิเจh,นไปสู่เซลล์ต่างๆdmuj6ทั่วร่างกายนอกจากไปแล้วหลังจากนั้น ธาตุเหล็ก ยังเป็นส่วน38ประกอบสำคัญของสารสื่อประสาท ช่วยในการพัฒนาสมองของเด็ก มีบทบาทรอดูแgm,ลทักษyu,io.ะด้านการ37รับทราบi/.oo/n,รวมทั้งการเรี39ยนจำหน่ายกวาวเครือเเดงด้วยเหตุผลดังกล่าวถ้;gmfjyาลูกน้อยขาดธาตุเหล็ก ก็จะมีปัญหาหัวข้อการ8389พัฒนาการuy.ขายกวาวเครือเเดงที่เกิดจากการเรียนรู้ได้เช่น54เดียวกันค่ะio/o/uเด็กแรกคnmuytukoiลอดที่คลอดปกติในวัยทารก-6 เดือนจะได้รับ ธาตุเหล็ก จากแ,h,ม่ตั้งแต่ตอนที่อยู่ใน83ท้o/p['[อง32 เก็บสะสมไว้ใ527ช้8 และก็ส่วนหนึ่งส่วนใดได้มาจากนมของม่383าม้าด้วย ซึ่งเพียงพออยู่y;uแล้ว  ส่วนเด็กแบเบาะที่คลอดก่อdmk87tli;นกำหนดหรือมีน้ำหนักi.p0i'ทารกน้อย คุณหมอจะเสนอแนะให้gm,miugmfdรับ98ประทานธาตุเหล็กเสริมพร้อมกันกับนมแม่เด็868yl;yกแบเบาะภายหลัง 6 เดือน เป็นต้นไป เด็กจะเริ่มกินอาหารเสริม ทำให้ทานนมแม่ในปริมาณที่น้อยลง และก็นมแม่เองก็เริ่มมีธาตุเหล็กrfki8tlต่ำลงด้วยเช่นเดียวกัน โดยเหตุนี้ถ้าหากเด็กได้รับธาตุเหล็กไม่พ5236อ จะมีผลให้เด็กซีด 268เติบโตไม่สมวัย เพราะฉะนั้นขายกวาวเครือเเดง[/u]ในมื้ออาหารเสริมม่าม้าน่838าจะให้ลูกได้รับธาตุเหล็กในจำนวนที่พอเพียงด้วยเช่นกันrjtr76

Tags : ขายกวาวเครือเเดง,จำหน่ายกวาวเครือเเดง,ขายกวาวเครือเเดง

2

ขายว่านชักมดลูกชาวแคgoi/o/ลิฟอร์เนียเพาะปลูกองุ่นมานานมากกว่า 200 ปี ในศตวรรษที่ 17-บาทหลวงชาวประเทศส/op/rbrt5เปนเป็นผู้ตั้งปลูกองุ่นใกล้กับโบสop';opo/ถ์ที่สร้างขึ้น ต่อมาในศตวรรษที่ 18 นักขุดทองคำสามารถทำh,8i./erhเงินจากองุ่นได้มากกว่าการขุดจำหน่ายว่านชักลูกทองเสียอีก แค63ลิฟอร์เนียก็เลยกลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงสำหรับในการปลูกองุ่นตั้งแh,k8.8.ต่นั้นมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้เป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว ในตอนนี้ คนอเมริกัน42426553บริโภคองุ่นโ'='-ดยเฉลี่ยประมาณ 8-ปอนด์ต่อปี ซึ่งร้อยละ 99 ขององุ่นมาจากเมืองแคลิฟอร์เนีย เหตุผลก็คือเมืองแคลิฟอร์เนียนั้นมีtju76eg4gดินที่สมบูรณ์บริบูรณ์63 ป635ระกอ'p'บกับลักษณะภูมิอากาศที่แห้งทำให้เห็นผลผลิตองุ่นที่มีรสชrhrtjrjilาติหวานที่สุด ที่ชนะใจผู้ใช้อย่า'p[งสม่ำเสมอในรัo';ฐแคลิฟอร์เนีย พวกเราประณีตบรรจงแj6jล้วก็ใช้มาตรฐานมากที่สุดสำหรับในการผลิตแo;ละก็คัดเลือกองุ่นทุกสายพันธุ์ นัtjytjk6บiตั้งแต่การเพาะปลูก เก็6j6j6บผลิตผล บรรจุหีบห่อ ร6วม63ทั้งขนส่งด้วยประ6'-j6สบการณ์อย่างผู้ชำนาญ เพื่อให้แน่ใจว่าองุ่นทุกเม็ดที่คุณได้บริโภคนั้น สดใหม่ และอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
 องุ่น เป็นพืชยืนต้น6j6 มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเลื้อย มีลักษณะเนื้อแข็งขายว่านชักมดลูกและมีลำต้น กิ่งถาวรอายุเกิน 1 ฤดู ถ้าหากปลดปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติจะเลื้อยเกาะกิ่งไม้ ใบกลมขอบหยักเว้าลึก 5 พู โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกออกเป็นช่อแยกกิ่งก้านสาข363า ดอกย่อยขนrhj7y6jy7jาดเล็กสีเขียวมีหมวก จะหลุดอ85อกเมื่อดอกบานกลีบเมื่rrhอบานสีขาว โคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยก 5 กลีบ ได้ผลเดี่ยวที่ออกเป็นพวง (ได้ผลลำพังที่เกิดขึ้นจากดอกช่อแต่ดอกไม่หลอมรวมกัน) ผลย่อยรูปกลมรีรวมทั้งฉ่ำขายว่านชักมดลูกน้ำ มีผิวนวลเกาะรวมทั้งรสหวาน มีสีเขียว63, ม่วง77แดงและม่วงดำแล้วแต่จำพวก ในผลมีเม็ดประมาณ 1 - 4 เมล็ด

Tags : ขายว่านชักมดลูก

3

สมุนไพรฟันปลา
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา สลด (ปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-เมืองจันท์) สะเตื้อ (ตราด)
       ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 มัธยม ตามกิ่งไม้มีขนสีน้ำตาล ใบ เดี่ยวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดออกจะเล็ก กว้าง 4-10 ซม. ยาว 7.5-23 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นเงา มีขนเฉพาะตามเส้นกึ่งกลางใบและเส้นกิ่งก้านสาขาใบ ด้านล่างเป็นรอยเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ด้านล่างมองเห็นชัดกว่าข้างบน ก้านใบยาว 6-12 มม. มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกลุ่มตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มิลลิเมตร ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] กลีบรวมเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ทั้งยังถ้วยแล้วก็กลีบติดทนจนกระทั่งเป็นผล ผล รูปไข่หรือค่อนข้างจะกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบ เจอทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้นเจอ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

4

สมุนไพรพญายอ
ชื่อสมุนไพร พญายอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อสกุล ACANTHACEAE
ชื่อพ้อง Clinacanthus burmanni  Nees
ชื่ออังกฤษ ไม่มี
ชื่อท้องถิ่นผักมันไก่  ผักลิ้นเขียด  พญาข้อคำ  พญาข้อดำ พญายอ  โพะโซ่จาง  เสมหะพังพอนตัวเมีย


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์


          ไม้พุ่มรอคอยเลื้อย ลำต้นแล้วก็แขนงสะอาดเป็นมัน สูงได้ถึง 3 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงตรงกันข้าม รูปขอบขนานหรือขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซ็นติเมตร โคนใบมน ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 0.5 เซนติเมตร ดอกเป็นช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด กลีบดอกไม้สีส้มแดงเชื่อมชิดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 2 ปาก ยาว 3-4 เซนติเมตร ไม่ติดฝัก


ส่วนที่ใช้เป็นยาแล้วก็คุณประโยชน์


-ส่วนใบ รักษาอาการเหตุเพราะแมลงกัดต่อยและก็โรคเริม


สารสำคัญที่ออกฤทธิ์


สารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกลุ่ม monoglycosyl diglycerides เช่น 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol และก็สารกลุ่ม glycoglycerolipids จากใบ  มีฤทธิ์ยั้งไวรัสเริม


ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา


ฤทธิ์ลดการอักเสบ
       เมื่อป้อนสารสกัดจากใบด้วยเอ็นบิวทานอลให้หนูแรท  หรือฉีดสารสกัดด้วยน้ำจากใบเข้าช่องท้องของหนูแรท  จะลดการอักเสบของข้อเท้าหนูแรทที่ทำให้บวมด้วยสารคาราจีแนน (carrageenan) ได้   ตำรับยาที่มีพญายอจำนวนร้อยละ 5  ใน cold cream รวมทั้งสารสกัดด้วยเอทานอลจากใบ เมื่อนำมาทาเฉพาะที่ให้หนูแรท จะสามารถลดการอักเสบเรื้อรังได้  แต่เมื่อใช้สารสกัดด้วยนเอ็นบิวทานอลทาที่ผิวหนังจะไม่ได้ผล
ฤทธิ์ลดอาการปวด
                 เมื่อให้หนูเม้าส์กินสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบ จะลดความเจ็บปวดของหนูที่ถูกรั้งนำให้ปวดด้วยกรดอะซีว่ากล่าวค  โดยสารสกัดความแรง 90 มก./โล จะมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (5)  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม (2)  สารสกัดด้วยน้ำ แล้วก็สารสกัดด้วยเอทานอล 50% จากใบ (3) ไม่เป็นผลลดความเจ็บ

ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส
เชื้อไวรัสเริม
       พญายอสารสกัดด้วยเฮกเซน บิวทานอล แล้วก็เอทิลอะสิเตทจากใบ มีฤทธิ์ต้านไวรัสเชื้อเริม HSV-1  และก็เมื่อนำไปทำเป็นตำรับเจลโดยใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 4 รวมทั้งใช้ carbopol 940 เป็นสารก่อเจล  พบว่า มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสเจริญและไม่เป็นพิษต่อเซลล์  ในเวลาที่เมื่อใช้สารก่อเจล poloxamer 407 จะเป็นพิษต่อเซลล์
                 จากรายงานการดูแลและรักษาผู้เจ็บป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ประเภทเป็นซ้ำด้วยยาจากสารสกัดพญายอ เปรียบเทียบกับยา acyclovir  แล้วก็ยาหลอก  โดยให้ผู้เจ็บป่วยทายาวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่าไม่ได้ต่างอะไรในช่วงเวลาการตกสะเก็ดของแผลผู้ป่วยที่ใช้ยาจากสารสกัดใบพญายอแล้วก็ยา acyclovir   โดยแผลจะตกสะเก็ดข้างใน 3 วัน และก็หายสนิทภายใน 7 วัน ซึ่งแตกต่างกันกับยาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจัง ยาที่สกัดจากใบพญายอไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ เคือง ขณะที่ acyclovir ทำให้แสบ   ยิ่งกว่านั้นมีการใช้ยาที่ทำมาจากพญายอ ในคนเจ็บโรคเริม งูสวัด แล้วก็แผลอักเสบในปาก พบว่าสามารถรักษาแผลแล้วก็ลดการอักเสบได้ดี   
เชื้อไวรัส Varicella zoster
                 สารสกัดจากใบพญายอออกฤทธิ์ทำลายเชื้อไวรัส Varicella zoster ที่เป็นต้นเหตุโรคงูสวัดรวมทั้งอีสุกอีใสได้โดยตรงก่อนที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่เซลล์
จากรายงานการรักษาคนเจ็บโรคงูสวัดด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอก  โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 7-14 วัน กระทั่งแผลจะหาย  พบว่าคนป่วยสุดที่รักษาด้วยสารสกัดจากใบพญายอ แล้วมีแผลเป็นสะเก็ดด้านใน 3 วัน และหายด้านใน 7-10 วัน จะมีจำนวนไม่ใช่น้อยกว่ากลุ่มสุดที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับความเจ็บลดลงเร็วกว่ากรุ๊ปยาหลอก และไม่พบผลกระทบใดๆ


อาการข้างเคียง


ความเป็นพิษทั่วๆไปและก็ต่อระบบแพร่พันธุ์


การทดลองความเป็นพิษ
เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบให้หนูเม้าส์ พบว่าเป็นพิษน้อย แต่ว่าเป็นพิษปานกลางเมื่อฉีดเข้าท้อง  ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กิโล (หรือเสมอกันใบแห้ง 5.44 กรัม/กิโล) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์ ไม่กระตุ้นให้เกิดอาการพิษใดๆก็ตาม
การเรียนพิษ
พญายอครึ่งเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มก./กิโล แล้วก็ 540 มก./โล วันแล้ววันเล่า นาน 6 อาทิตย์ พบว่าไม่มีผลต่อการเติบโต แม้กระนั้นน้ำหนักต่อมธัยมัเศร้าใจลง เวลาที่น้ำหนักตับมากขึ้น ไม่พบความเปลี่ยนไปจากปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่เจออาการไม่ปรารถนาอะไรก็ตาม หนูแรทที่รับประทานสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1 กรัม/กิโลกรัม ทุกวันนาน 90 วัน พบว่าการกินอาหารของกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดแล้วก็กลุ่มควบคุมไม่มีความต่างกัน แม้กระนั้นน้ำหนักของหนูเพศผู้ที่ได้สารสกัดขนาด 1.0 กรัม/โล ต่ำกว่าพญายอกรุ๊ปควบคุม  เกร็ดเลือดของหนูแรททั้งคู่เพศสูงขึ้นมากยิ่งกว่า และก็ครีอาว่ากล่าวนินต่ำลงมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม  แต่ว่าไม่พบความไม่ดีเหมือนปกติด้านจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน แล้วก็พยาธิภาวะด้านนอกhttp://www.disthai.com/

5

สมุนไพรเหงือกปลาหมอ
ชื่อวงศ์ : ACANTHACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acanthus ebracteatus Vahl
ชื่อพ้อง : Acanthus ilicfolius L. ; Acanthus ilicfolius L. var intergrifolia T.Anderson
ชื่อสามัญ : Sea holly
ชื่อประจำถิ่นอื่น : แก้มหมอ, แก้มหมอเล (กระบี่) ; จะเกร็ง, นางเกร็ง, เหงือกปลาหมอ, เหงือกปลาหมอน้ำเงิน (ทั่วๆไป) ; อีเกร็ง (ภาคกลาง)
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มขนาดเล็ก (US) สูงโดยประมาณ 30-100 เซนติเมตร ลักษณะลำต้นเป็นข้อ แข็ง รวมทั้งมีหนามอ่อนๆตามข้อๆละ 4 หนาม
ใบ เป็นใบคนเดียว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆสีเขียวเข้ม ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ขอบใบเว้าหรือเรียบ แล้วก็มีหนามแหลม ปลายใบแหลม มีก้านใบสั่นๆ
ดอกเหงือกปลาหมอ ออกเป็นช่อตั้งชันที่ยอด ช่อดอกยาว กลีบรองกลีบดอกไม้ มี 4 กลีบ แยกจากกันสีเขียวอ่อน กลีบดอกไม้สีขาว สีขาวขริบฟ้า หรือสีฟ้าอมม่วง แยกเป็น 2 ทาง กลีบบนยาวพอๆกับกลีบรองกลีบ แม้กระนั้นกลีบข้างล่างแผ่กว้างแล้วก็โค้งลง ปลายกลีบหยักเว้าเป็น 3 หยักตื้นๆ
ผล เป็นฝักสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน มีเมล็ดด้านใน 4 เมล็ด
นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง มีอยู่ทั่วไปในป่าชายเลน จากที่ลุ่มริมน้ำคลอง โดยมากชอบขึ้นในที่น้ำกร่อย แต่บางทีก็เจอในน้ำจืดบ้างแบบเดียวกัน
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์
เจริญวัยได้ดิบได้ดีในดินดูเหมือนจะทุกจำพวก ความชุ่มชื้นปานกลาง แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด
ประโยชน์ทางยา
รสและก็สรรพคุณในตำราเรียนยา
ทั้งต้น รสเค็มกร่อย แก้อาการผื่นผื่นคัน
ใบ รสเค็มกร่อย รักษาโรคปวดบวมแล้วก็แผลอักเสบ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเฟ้อ หมอแผนไทยตามชนบทใช้อีกทั้ง 5 เป็นยาแก้ไข้หัว พิษฝี พิษรอยแดงได้ดี แก้น้ำเหลืองเสีย ใช้ปรุงกับฟ้าทลายมิจฉาชีพรมหัวริดสีดวงทวาร โขลกใบผสมกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาแก้อาการตาเจ็บหรือตาแดง
ผล รสเค็มกร่อย ใช้เป็นยาขับเลือดอย่างแรง แล้วก็แก้ฝีซาง ฝีตาน
ในประเทศอินเดีย ใช้ยอดและก็ใบอ่อนตำผสมน้ำบางส่วนปิดแผลที่ถูกงูกัด อีกทั้งต้นใช้รักษาแก้โรคที่เกี่ยวกับหลอดลมรวมทั้งแก้ไอ และก็เอามาต้มเอาน้ำเป็นยารักษาธาตุพิการ
ในประเทศประเทศสิงคโปร์ ใช้เม็ดเป็นยาแก้ไอ โดยต้มเมล็ดกับดอกมะเฟืองหรือดอกตะลิงปลิง แล้วเพิ่มเติมเปลือกอบเชย และก็น้ำตาลกรวด จิบแก้ไอ เม็ดบดเป็นผงใช้พอกแก้ฝี หรือนำไปคั่วแล้วป่นละลายน้ำดื่มแก้ฝี ฝักต้มกินเป็นยาขับโลหิต และแก้ฝี รากต้มเป็นยาดื่มแก้โรคงูสวัด
แนวทางแล้วก็จำนวนที่ใช้
รักษาโรคผิวหนัง แผลพุพอง น้ำเหลืองเสีย โดยใช้ทั้งยังต้นแล้วก็ใบสด 3-4 กำมือ ล้างให้สะอาด สับเป็นชิ้นนำไปต้มน้ำ แล้วใช้น้ำอาบ รุ่งเช้า-เย็น เป็นเวลา 1 สัปดาห์
ข้อควรจะทราบ
เหงือกปลาหมอมีอยู่ร่วมกัน 2 จำพวก เป็น
เหงือกปลาหมอ Acanthus ilifolius L. หรือ Acanthus ilifolius L. var intergrifolia T.Anderson ลักษณะจะมีดอกสีฟ้าอมม่วง มีประสีเหลืองกึ่งกลางกลีบ มีใบตกแต่งสีเขียวอีก 2 กลีบ รองรับดอกอยู่เป็นประจำไป
เหงือกปลาหมอ Acanthus ebracteatus Vahl ลักษณะจะมีดอกสีขาวค่อนข้างเล็ก มีใบเสริมแต่งรองรับช่อดอก แต่หล่นหลุดไปก่อน
สรรพคุณของเหงือกปลาแพทย์
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นเลือดไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน ว่ากันว่าถ้าเกิดกินต่อเนื่องกัน 1 เดือน จะก่อให้สติปัญญาดี ไม่มีโรค / 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง / 3 เดือน ทำให้ริดสีดวงหาย / 4 เดือน ช่วยแก้ลม 12 จำพวก หูไว / 5 เดือน หมดโรค / 6 เดือน ทำให้เดินไม่เคยรู้เหน็ดเหนื่อย / 7 เดือนผิวสวย / 8 เดือน เสียงไพเราะ / 9 เดือน หนังเหนียว (ทั้งยังต้น, ราก)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยทำนุบำรุงประสาท (ราก)
ช่วยรักษาอาการธาตุแตกต่างจากปกติ (อีกทั้งต้น)
ช่วยให้เลือดลมปกติ (ต้น)เหงือกปลาหมอขาว
ช่วยให้เจริญอาหาร (ทั้งยังต้น)
ช่วยแก้โรคกระษัย อาการซูบผอมเหลืองตลอดตัว ด้วยการใช้ทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงรับประทานทุกๆวัน (ต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนทั้งตัว เจ็บระบบตลอดตัว ตัวแห้ง เวียนหัว หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอรวมทั้งเปลือกมะรุมอย่างละเสมอกัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือบางส่วน หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วก็ใช้ฟืน 30 ท่อน ต้มกับน้ำเดือดกระทั่งงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้กลั้นหายใจกินขณะอุ่นๆจนหมด อาการก็จะดียิ่งขึ้น (ทั้งยังต้น)
ช่วยยั้งมะเร็ง ต้านทานมะเร็ง (ทั้งต้น)
ช่วยรักษาอาการปอดอักเสบ ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งยังต้นและก็อาหารมื้อเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ในสัดส่วนที่เท่ากัน เอามาต้มกับน้ำจนกระทั่งเดือดแล้วนำมาดื่มในขณะอุ่นๆทีละ 1 แก้ว รุ่งเช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น อาการจะดีขึ้น (ต้น)
รักษาปอดบวม ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ใบ)
ต้นมีรสเค็มกร่อย คุณประโยชน์ช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว (ต้น)
รากช่วยแก้รวมทั้งทุเลาอาการไอ หรือจะใช้เม็ดเอามาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เหมือนกัน (ราก, เม็ด)
ช่วยแก้โรคหืดหอบ (ราก)
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมเป็นน้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้ลักษณะของการเจ็บตา ตาแดง ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งยังต้นเอามาตำผสมกับขิง คั้นเอาแต่น้ำใช้หยอดตาแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
ใบช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยแก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอมาตำผสมกับขิง (ทั้งต้น)
ช่วยแก้พิษไข้หัว ด้วยการใช้ทั้งต้นรวมถึงรากเอามาต้มอาบแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ (เม็ด)
ช่วยขับเสมหะ (ราก)
หากเป็นลม ให้ใช้ต้นเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / พริกไทย 2 ส่วน ผสมรวมกัน ตำให้รอบคอบเป็นผงแล้วนำมาละลายน้ำร้อนดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นรวมทั้งพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน (ต้น)
ช่วยขับพยาธิ (เม็ด)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายโจร ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้ (ต้น, ใบ)
ช่วยขับเยี่ยว ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษามุตกิดตกขาว ตกขาวของสตรี ด้วยการกางใบรวมทั้งต้นเอามาตำเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานแก้อาการ (ต้น, ใบ, ราก)
ช่วยแก้ระดูมาไม่เป็นปกติของสตรี ด้วยการใช้ทั้งต้นเอามาตำผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันงา (ทั้งยังต้น)
ช่วยรักษานิ่วในไต ด้วยการกางใบนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้ไตทุพพลภาพ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ผลช่วยขับโลหิต หรือจะใช้เม็ดผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากิน หรือใช้ต้น 10 ส่วนและพริกไทย 5 ส่วน ผสมทำเป็นยาลูกกลอนกินก็ได้ (เม็ด, ผล, ทั้งต้น)
ช่วยฟอกเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้)
แก้พิษเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (เปลือกต้น)
ช่วยสมานแผล ด้วยการใช้ต้นนำมาตำผสมกับหัวสามสิบ ในอัตราส่วน 2:1 (อีกทั้งต้น)
ต้นเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลพุพอง (ต้น)
ใบมีรสเค็มกร่อย สรรพคุณช่วยรักษาแผลอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ต้น 3-4 ต้น เอามาหั่นเป็นชิ้น แล้วต้มน้ำอาบแก้อาการ (ต้น, ใบ, เม็ด)
สำหรับคนป่วยเอดส์ที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง แม้ใช้ต้นมาต้มอาบและก็ทำเป็นยารับประทานติดต่อกันราว 3 เดือนจะช่วยให้อาการของแผลพุพองบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด (ต้น)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังหรือประดง รักษากลากโรคเกลื้อน อีสุกอีใส (ใบ)
ช่วยรักษาโรคขี้เรื้อน โรคกุฏฐัง ด้วยการใช้ต้นเอามาตำมัวแต่น้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้ผื่นผื่นคันตามร่างกาย ใช้ล้างแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดรวมทั้งใบสดล้างสะอาดราว 3-4 กำมือ นำมาสับแล้วต้มกับน้ำอาบแก้ผื่นคันต่อเนื่องกัน 3-4 ครั้ง (ต้น, ใบ)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ลมพิษ (ต้น)
รากสดนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคงูสวัดได้ (ราก)
ช่วยรักษาฝี ฝีเรื้อรัง แผลฝีหนอง ฝีดาษ ตัดรากฝี แก้พิษฝีทุกประเภททั้งยังข้างในข้างนอก ด้วยการใช้ต้นและใบอีกทั้งสดรวมทั้งแห้งประมาณ 1 กำมือ นำมาบดให้รอบคอบ แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือวิธีที่สองจะนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มในน้ำเดือดทิ้งไว้ 10 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนที่จะกินอาหารทีละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง ประมาณ 2-3 อาทิตย์ หรือจะใช้เมล็ดนำมาคั่วให้ไหม้เกรียมแล้วป่นอย่างละเอียด ชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ฝีก็ได้ (ต้น, ใบ, เม็ด)
เม็ดใช้ปิดพอกฝี (เมล็ด)
ผลมีรสเผ็ดร้อน คุณประโยชน์ช่วยถอนพิษ (ผล, ต้น)
ใบสดนำมาตำอย่างละเอียด สามารถใช้พอกรอบๆแผลที่ถูกงูกัดได้ (ใบ)
ช่วยแก้ผิวแตกหมดทั้งตัว ด้วยการใช้ทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอ1 ส่วน / ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
ต้น ถ้านำมาใช้จะช่วยแก้โรคเหน็บชา อาการชาทั้งตัวได้ (ต้น)
รากมีสรรพคุณช่วยแก้อัมพาต (ราก)
แก้ลักษณะการเจ็บข้างหลังเจ็บเอว ด้วยการใช้ต้นกับชะเอมเทศเอามาบดเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนกิน (ต้น)
ใบใช้เป็นยาประคบปรับแก้ข้ออักเสบและแก้ลักษณะของการปวดต่างๆ(ใบ)
ช่วยทำนุบำรุงรากผม ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบเอามาทาให้ทั่วศีรษะ จะช่วยบำรุงรากผมได้ (ใบ) http://www.disthai.com/

6

รากสามสิบ
รากสามสิบ สรรพคุณ ว่านสามสิบ ตำรายาพื้นบ้าน ใช้ ต้นหรือราก ต้มน้ำ แก้ตกเลือด รวมทั้งโรคคอพอก ราก มีรสขื่นเย็น รับประทานเป็นยาแก้พิษร้อนในหิวน้ำ แก้ปวดเมื่อย ครั่นตัว ฝนทาแก้พิษแมลงป่องกัดต่อย แก้ปวดฝี ทำให้เย็น ถอนพิษฝี พิษปวดแสบปวดร้อน ช่วยทำนุบำรุงเด็กในครรภ์ บำรุงตับ ปอด ชูกำลัง ผสมกับเหง้าขิงป่า แล้วก็ต้นจันทน์แดงผสมสุราโรงใช้เป็นยาแก้วิงเวียน ทั้งต้นหรือราก ต้มน้ำดื่ม แก้ตกเลือด และโรคคอพอก ผล มีรสเย็น ปรุงเป็นยาแก้พิษไข้เซื่องซึม แก้พิษไข้กลับ ไข้ซ้ำ มักใช้ร่วมกับผลราชดัด เพื่อดับพิษไข้จากบิดเรื้อรัง
รากสามสิบ ช่วยเหลือความรัก และ กระชับความเกี่ยวข้องให้ชีวิตของการการมีคู่ครอง คลายกล้ามของมดลูก บำรุงหัวใจ ,แก้การอักเสบ ,บำรุงเลือด แก้ปวดเมนส์ รอบเดือนมาผิดปกติ ลดสภาวะมีลูกยาก เสริมฮอร์โมนเพศหญิง กระชับช่องคลอด ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว บำรุงผิวพรรณ ลดสิวฝ้า ชลอความแก่ แก้อาการวัยทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus racemosus Willd.
ตระกูล : Asparagaceae
ชื่ออื่น : สาวร้อยผัว รากศตวารี จ๋วงเครือ (เหนือ) ผักชีช้าง (หนองคาย) ผักหนาม (จังหวัดโคราช) สามร้อยราก (จังหวัดกาญจนบุรี) สามสิบ ชีช้าง จั่นดิน ม้าสามต๋อน
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ลำต้นสีเขียว มีหนามแหลม มักเลื้อยพันตันไม้อื่น เลื้อยยาว 1.5-4 เมตร เถากลมเรียบ เถาอ่อนเป็นเหลี่ยม ตามข้อเถามีหนามแหลม มีเหง้ารวมทั้งรากใต้ดินออกเป็นกระจุกเหมือนกระสวยออกเป็นพวงคล้ายรากกระชาย อวบน้ำ เป็นเส้นกลมยาว โตกว่าเถามาก ลำต้นมีหนาม เถาเล็กเรียว กลม สีเขียว ใบโดดเดี่ยว แข็ง ออกรอบข้อ เป็นฝอยเล็กๆเหมือนหางกระรอก สีเขียวดก หรือเป็นกลุ่ม 3-4 ใบ เรียงแบบสลับ ใบรูปเข็ม กว้าง 0.5-1 มม. ยาว 3-6 ซม. แผ่นใบมักโค้ง สันเป็นสามเหลี่ยม มี 3 สัน ปลายใบแหลม เป็นรูปเคียว โคนใบแหลม มีหนามที่ซอกกลุ่มใบ ก้านใบยาว 13-20 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ แบบช่อกระจะ ยาว 2-4 เซนติเมตร ดอกย่อย สีขาว ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมสดชื่น มี 12-17 ดอก ก้านดอกย่อย ยาวราว 2 มิลลิเมตร กลีบรวม มี 6 กลีบ เชื่อมกันเป็นหลอดรูปดอกเข็ม ปลายแยกเป็นแฉก ส่วนหลอดยาว 2-3 มม. ส่วนแฉกรูปช้อน ยาว 3-4 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้บางแล้วก็ย่นย่อ เกสรเพศผู้ เชื่อมแล้วก็อยู่ตรงกันข้ามกลีบรวม ขนาดเล็กมี 6 อัน ก้านยกอับเรณูสีขาว อับเรณูสีน้ำตาลเข้ม รังไข่รูปไข่กลับ ยาวราวๆ 1 มม. อยู่เหนือวงกลีบ มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เม็ด หรือมากกว่า ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นสามแฉกขนาดเล็ก ผลสด ค่อนข้างจะกลม หรือเป็น 3 พู ผิวเรียบเป็นมัน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 มม. ผลอ่อนสีเขียวเมื่อสุกสีแดงหรือม่วงแดง เมล็ดสีดำ มี 2-6 เม็ด มีดอกตอนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน พบตามป่าโปร่ง หรือเขาหินปูน
สาวร้อยสามีหรือรากสามสิบ เป็นสมุนไพรไทยมีรสหวานเย็น ที่แอบแฝงไปด้วยคุณประโยชน์ขนานเอก บำรุงเครื่องเพศในสตรี แล้วก็ยังเสริมความสามารถทางเพศให้แก่ผู้ชาย
นิยมนำส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อน ผลอ่อน ซึ่งมีกลิ่นหอมหวนเหมือนผักชีลาว มารับประทานเป็นผัก และนำส่วนของรากที่มีลักษณะเหมือนกระชาย แม้กระนั้นมีขนาดใหญ่รวมทั้งยาวกว่าอีกทั้งมีกลิ่นหอม มาใช้ดองยาสมุนไพร ชูกำลังในสตรีด้วยคุณประโยชน์ที่สอดคล้องกับชื่อที่เรียกชื่อกันว่า สาวร้อยสามี ที่สื่อความหมายได้ว่า ไม่ว่าสาวใด อายุมากแค่ไหน อยู่ในวัยมีประจำเดือนหรือหมดประจำเดือนก็ตาม ถ้าเกิดได้ทานหัวพืชประเภทนี้เป็นประจำ จะช่วยให้มองเป็นสาวกว่าวัย มีพลังทางเพศ และยังช่วยเพิ่มขนาดของอก ด้วยวิธีการนำรากสดมาต้มรับประทานหรือจะนำรากไปตากแห้ง แล้วเอามาบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนผสมกับน้ำผึ้งรับประทานก็ได้เหมือนกันตามตำราอายุรเวท มีการใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในผู้หญิง ช่วยทำให้หญิงกลับมาเป็นสาวได้อีกที
ในอินเดียก็เรียกสมุนไพรจำพวกนี้คล้ายกับประเทศไทย โดยในภาษาสันสกฤต เรียกว่า ศตาวรี (Shtavari) แปลว่า ต้นไม้ที่มีรากหนึ่งร้อยราก หรือบางตำราเรียนบอกว่าเป็น เพศหญิงที่มีร้อยสามี “Satavari” (this is an India word meaning’a woman who has a hundred husbands) รากสามสิบเป็นสมุนไพรที่ถูกพูดถึงในคู่มือ พระเวท ซึ่งเป็นคำภีร์ที่มีมาก่อนอายุยงรเวทด้วยซ้ำ จึงคงจะนับว่าเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานหลายพันปีแล้ว รวมทั้งในประเทศอินเดียใช้ รากสามสิบ ทำเป็นขนมหวานเช่นเดียวกับประเทศไทย
ในแบบเรียนอายุรเวทใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในเพศหญิง ในการทำให้หญิงกลับมาเป็นสาว (Female rejuvention) นอกจากนี้ยังช่วยขจัดปัญหาอื่นๆของเพศหญิงดังเช่น สภาวะเมนส์ไม่ปกติ ปวดรอบเดือน ภาวการณ์มีบุตรยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมโทรม สภาวะหมดปะจำเดือน(menopause) รวมทั้งใช้บำรุงนมบำรุงท้อง คุ้มครองการแท้ง (habitual abortion) และก็อาการที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆของสตรี
สมุนไพรชนิดนี้จะสะดุดตาต่อสตรีเพศแล้ว ในประเทศอินเดียยังคงใช้สำหรับการเพิ่มพลังทางเพศให้กับผู้ชายอีกด้วย ซึ่งก็คงจะคล้ายกับทางภาคเหนือของไทยที่ใช้สาวร้อยผัว หรือที่เรียกในภาคเหนือว่า “ม้าสามต๋อน” เป็นยาดองเพื่อเพิ่มพลังทางเพศชาย และก็ยังใช้เพื่อสรรพคุณทางยาอื่นๆอีกมาก ตัวอย่างเช่น ยาแก้ไอ ยารักษาโรคกระเพาะ ยาแก้บิด แก้ไข้ แก้อักเสบ ซึ่งจัดได้ว่าสมุนไพรจำพวกนี้เป็นสมุนไพร ที่ใช้มากที่สุดในอินเดียประเภทหนึ่ง เดี๋ยวนี้มีสารสกัดด้วยน้ำ ของรากสามสิบ จากประเทศอินเดียไปที่สหรัฐฯ ในลักษณะเป็น dietary supplement หรือพวกอาหารเสริมซึ่งสามารถขายได้ ทั่วๆไปไม่ต้องมีใบสั่งหมอ

สรรพคุณสมุนไพรรากสามสิบ (รากศตวารี)
ช่วยสร้างสมดุล แก่ระบบฮอร์โมนเพศหญิง
แก้ปวดระดู
แก้รอบเดือนมาแตกต่างจากปกติ
แก้อาการตกขาว
จัดการกับปัญหาช่องคลอดอักเสบ ช่วยขจัดกลิ่นในช่องคลอด
ช่วยให้ช่องคลอดกระชับ
แก้ปัญหาการมีบุตรยาก ป้องกันการแท้งบุตร
บำรุงน้ำนม
ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
ช่วยระบาย ขับฉี่
ลดกลิ่นเต่า กลิ่นปาก
ช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก รวมทั้งสะโพก
กระชับรูปร่าง
ช่วยลดไขมันส่วนเกิน
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
บำรุงเลือด รวมทั้งบำรุงหัวใจ
บำรุงฮอร์โมนเพศ
บำรุงผิวพรรณ
ลดสิว ลดฝ้า ช่วยผิวขาวใส
แก้อาการวัยทอง ชะลอความแก่
ใช้รักษาโรคตับ ปอดพิการ
บำรุงกำลัง แก้กษัย
ข้อควรพิจารณาในการใช้รากสามสิบ
รายงานการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์พบว่ารากสามสิบมีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ด้วยเหตุนั้นจึงห้ามประยุกต์ใช้ในสตรีที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคโรคมะเร็ง เป็นต้นว่า คนไข้โรค uterine fribrosis หรือ fibrocystic breast
ผลการวิจัยสมุนไพรรากสามสิบ
การเรียนรู้ในหนูแรทของสารสกัดรากด้วยเอทานอลต้น[url=http://www.disthai.com/16660416/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2]รากสามสิบ[/url] แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ตอนรุนแรง และก็ตอนยาวต่อเนื่อง
โดยการเล่าเรียนในระยะเฉียบพลันป้อนสารสกัดเอทานอลต้นรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กก. ให้กับหนูแรทที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน รวมทั้งหนูแรทที่เป็นโรคเบาหวานจำพวกที่ 1 แล้วก็ ประเภทที่ 2 พบว่าไม่มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ว่าช่วยทำให้ทนต่อการเพิ่มขึ้นของกลูโคส (glucose tolerance) ในนาทีที่ 30 ดีขึ้น และก็การเล่าเรียนตอนยาวต่อเนื่องโดยป้อนสารสกัดเอทานอลรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กิโลกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 28 วัน ให้กับหนูที่เป็นเบาหวานจำพวกที่ 2 ในเวลาที่หนูเบาหวานกลุ่มควบคุมได้รับน้ำในขนาดที่เท่ากัน พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แล้วก็เพิ่มระดับของอินซูลิน 30% เมื่อเทียบกับกรุ๊ปโรคเบาหวานควบคุม นอกเหนือจากนั้นยังเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มระดับอินซูลินในตับอ่อน แล้วก็เพิ่มกลัยโคเจนที่ตับเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปโรคเบาหวานควบคุม จากการเล่าเรียนในคราวนี้สรุปได้ว่าฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดรากสามสิบน่าจะเป็นผลมาจากการยับยั้งการย่อยรวมทั้งการดูดซึมสารคาร์โบไฮเดรต และการเพิ่มการหลั่งอินซูลิน ซึ่งต้นรากสามสิบคงจะมีคุณประโยชน์ในการเอามารักษาผู้ป่วยเบาหวานได้
ที่มา : หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร ที่ทำการข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/

7


ราชพฤกษ์

คูน ผลดีแล้วก็คุณประโยชน์ของคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
ประวัติความเป็นมาดอกราชพฤกษ์
           ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน เป็นต้นไม้พื้นบ้านของเอเชียใต้ ตั้งแต่ประเทศปากีสถาน ประเทศอินเดีย เมียนมาร์ และศรีลังกา โดยนิยมนำมาปลูกกันมากมายในเขตร้อน สามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าในที่โล่ง แล้วก็เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมาหลายสิบปี โดยมีการเสนอให้ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทยตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2506 แม้กระนั้นก็ยังไม่ได้บทสรุปแจ่มแจ้ง จวบจนกระทั่งมีการลงชื่อให้เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. พุทธศักราช 2544
ดอกไม้ประจำชาติไทย
           เพราะว่า ต้นราชพฤกษ์ มีดอกสีเหลืองยกช่อ ดูสง่างาม อีกทั้งยังมีสีตรงกับ สีประจำวันพระราชการเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงถูกตั้งชื่อว่าเป็น "ต้นไม้ของในหลวง" และมีการลงนามให้ต้นราชพฤกษ์ ยอดเยี่ยมใน 3 สัญลักษณ์ประจำชาติไทย โดยมี 1. ช้าง เป็นสัตว์ประจำชาติไทย 2. ศาลาไทย เป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติไทย และก็ 3. ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย
เหตุผลเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

  • เหตุเพราะฯลฯไม้พื้นเมืองที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และก็มีอยู่ทุกภาคของประเทศไทย
  • มีประวัติเกี่ยวกับจารีตประเพณีหลักๆในไทยรวมทั้งฯลฯพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมปลูก
  • ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อย่างเช่น ใช้เป็นยารักษาโรค ทั้งยังใช้ลำต้นเป็นเสาเรือนได้ ฯลฯ
  • มีสีเหลืองอร่าม พุ่มไม้สวยเต็มต้น เปรียบเป็นสัญลักษณ์ที่ศาสนาพุทธ
  • แก่ยืนนาน แล้วก็แข็งแรง


คูน หรือ ราชพฤกษ์ (Golden Shower, Indian Laburnum) เป็นพืชสมุนไพรพวกยืนต้นขนาดกึ่งกลางถึงกับขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเรียกตามแคว้นต่างๆดังเช่นว่า ภาคเหนือเรียก ราชพฤกษ์, คูน หรือชัยพฤกษ์ ส่วนปัตตานีเรียก ลักเคย หรือลักเกลือ และก็กะเหรี่ยง-กาญจนบุรีเรียก กุเพยะ ฯลฯ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นของทวีปเอเชียใต้ไปจนกระทั่งประเทศอินเดีย ศรีลังกา แล้วก็พม่า รวมทั้งคูนหรือราชพฤกษ์นี้ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของไทยอีกด้วย
————– advertisements ————–
การดูแลและรักษา
           แสง : อยากแสงแดดจัด หรือที่โล่งแจ้ง และก็เจริญวัยก้าวหน้าในที่โล่งแจ้งเป็นพิเศษ
           น้ำ : ชอบน้ำน้อย ควรรดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง สามารถทนกับสภาพอากาศร้อนได้ดิบได้ดี
           ดิน : สามารถเจริญวัยได้ดิบได้ดีในดินร่วนซุย ดินร่วนคละเคล้าทราย หรือดินเหนียว
           ปุ๋ย : นิยมให้ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยมูลสัตว์ ในอัตรา 2-3 กิโลต่อต้น และควรจะให้ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง
ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติไทย
การขยายพันธุ์
           วิธีแพร่พันธุ์ต้นราชพฤกษ์ที่นิยมหมายถึงการเพาะเมล็ด โดยใช้เมล็ดสดๆมาขลิบด้วยกรรไกรตัดเล็บ แต่ต้องเลือกขลิบบริเวณด้านป้าน เนื่องจากว่าด้านแหลมจะมีต้นอ่อนอยู่ จากนั้นนำไปแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ผ่านวัน จึงค่อยเทน้ำออกให้เหลือปริมาณเพียงพอหล่อเลี้ยงเมล็ดได้ หลังจากนั้นทิ้งไว้อีกคืนก็จะเจอรากผลิออก รวมทั้งสามารถนำลงปลูกได้เลย
ความเชื่อถือเกี่ยวกับต้นราชพฤกษ์
           เชื่อว่าฯลฯพืชที่มีความเป็นสิริมงคล ที่ควรปลูกเอาไว้ภายในทิศตะวันตกเฉียงใต้ รวมทั้งแม้ปลูกเอาไว้ในบ้านจะช่วยทำให้ทรงเกียรติยศ เกียรติยศ และก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางไสยศาสตร์ โดยใช้ใบทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ เหตุเพราะเป็นไม้มงคลนาม
ลักษณะทั่วไปของคูน
สำหรับต้นคูนนั้นจัดว่าเป็นต้นไม้ขนาดกึ่งกลาง โดยลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา มักขึ้นตามป่าผลัดใบ หรือในดินที่สามารถระบายน้ำเจริญ ส่วนใบจะมีสีเขียวเป็นเงา โคนมน เนื้อใบสะอาดรวมทั้งบาง ดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบรูปทรงไข่กลับอยู่ 5 กลีบ และมองเห็นเส้นกลีบชัดเจน ฝักอ่อนมีสีเขียวรวมทั้งจะเป็นสีดำเมื่อแก่จัด แล้วก็ในฝักจะมีฝาผนังเยื่อบางๆกันเป็นช่องๆอยู่ตามแนวขวางของฝัก แล้วก็ข้างในช่องกลุ่มนี้จะมีเม็ดสีน้ำตาลแบนๆอยู่
ต้นคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
คุณประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณของคูน
ใบ – ช่วยฆ่าพยาธิผิวหนัง ฆ่าเชื้อโรคต่างๆช่วยระบายท้อง สามารถใช้พอกแก้ลักษณะของการปวดข้อ หรือแก้ลมตามข้อ รวมทั้งช่วยแก้โรคอัมพาตของกล้ามเนื้อบนบริเวณใบหน้า หรือนำไปต้มกินแก้เส้นทุพพลภาพ แล้วก็โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง ให้รสเมา
ดอกราชพฤกษ์ – ช่วยระบายท้อง แก้ไข้ แก้พรรดึก (ท้องผูก) และโรคกระเพาะอาหาร รวมทั้งแผลเรื้อรัง ให้รสขมเปรี้ยว
ราก – ช่วยสำหรับเพื่อการฆ่าเชื้อโรคคุดทะราด ระบายพิษไข้ แก้กลากหรือโรคเกลื้อน แก้อาการเซื่องซึมหนักแถวๆหัว รวมถึงช่วยถ่ายสิ่งสกปรกเปรอะเปื้อนออกมาจากร่างกาย แก้อาการหายใจขัด ทำให้ชุ่มชื่นอก แก้ลักษณะของการมีไข้ ไปจนกระทั่งรักษาโรคหัวใจ ถุงน้ำดี มีฤทธิ์ถ่ายแรงกว่าเนื้อในฝัก สามารถใช้ได้กับเด็กหรือสตรีมีท้อง ไม่เป็นผลข้างๆใดๆก็ตามให้รสเมา
แก่น – ช่วยสำหรับการขับพยาธิไส้เดือน ให้รสเมา
กระพี้ – ช่วยแก้โรครำมะนาด ให้รสเมา
เนื้อในฝัก – ใช้พอกเพื่อช่วยแก้ลักษณะของการปวดข้อ แก้ต้นตานขโมย ปรับปรุงไข้มาลาเรีย แก้บิด ถ่ายพยาธิ หรือผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง รวมถึงถ่ายเสมะและแก้พรรดึก (ท้องผูก) ไปจนถึงระบายพิษไข้ สามารถใช้ได้ในเด็กและสตรีมีครรภ์ ไปจนกระทั่งเป็นยาระบายที่ไม่ทำให้ปวดมวนหรือไข้ท้อง ให้รสหวานเอียน
เปลือกฝัก – ทำให้แท้งลูก ทำให้อาเจียน รวมทั้งขับรกที่ค้างอยู่ออกมา ให้รสขื่นเมา
เมล็ด – ทำให้อ้วก ให้รสเฝื่อนฝาดเมา
เปลือกต้น – ช่วยแก้อาการท้องเดิน ใช้ฝนผสมกับหญ้าฝรั่น น้ำดอกไม้เทศ และก็น้ำตาล กินเพื่อให้กำเนิดลมเบ่ง ให้รสฝาดเมา
เปลือกราก – ช่วยแก้ไข้ไข้มาลาเรีย รวมทั้งระบายพิษไข้ ให้รสฝาด
ดอกคูน หรือ ดอกราชพฤกษ์
ต้นคูนมักนิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนและก็ครึ่งเขตร้อน สามารถเจริญวัยเจริญในที่โล่งแจ้ง รวมทั้งปลูกได้ง่ายในดินร่วนซุย ดินร่วนซุยปนทราย หรือดินร่วนเหนียว และก็ยังทนต่อสภาพภูมิอากาศแห้งแล้งรวมทั้งดินเค็มก้าวหน้า แต่ว่าถ้าเกิดอากาศหนาวจัดอาจจะเป็นผลให้ติดเชื้อโรคราหรือโรคใบจุดได้http://www.disthai.com/

8

บุก (Amorphophallus spp.) มีชื่อสามัญว่า Konjac (คอนจัค)12 ในไทยจะใช้บุกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson หรือที่พวกเราเรียกว่า “บุกคางคก” ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับบุกชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus konjac K.Koch แต่ต่างประเภทกัน ซึ่งมีคุณลักษณะแล้วก็คุณประโยชน์ทางยาที่ใกล้เคียงกัน แล้วก็สามารถประยุกต์ใช้แทนกันได้
บุก
บุก ชื่อสามัญ Devil’s tongue, Shade palm, Umbrella arum
บุก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amorphophallus konjac K.Koch (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amorphophallus rivieri Durand ex Carrière) จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE)
สมุนไพรบุก มีชื่อเรียกอื่นว่า หมอ ยวี จวี๋ ยั่ว (จีนแต้จิ๋ว), หมอยื่อ (จีนแมนดาริน) เป็นต้น
ต้นบุก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกที่แก่หลาย ลำต้นแทงขึ้นมาจากหัวใต้ดิน มีความสูงของต้นโดยประมาณ 50-150 ซม. หัวที่อยู่ใต้ดินนั้นมีขนาดใหญ่ รูปแบบของหัวเป็นรูปออกจะกลมแบนน้อย หรือกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 25 ซม. ผิวเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ลำต้นและกิ่งก้านมีลักษณะกลมใหญ่ เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวมีลายแต้มสีขาวปะปนอยู่
หัวบุก
ใบบุก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยเรียงสลับ รูปแบบของใบเป็นรูปไข่กลมรี ปลายใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีปริมาณยาวโดยประมาณ 15-20 ซม.
ใบบุก
ดอกบุก มีดอกเป็นดอกลำพัง ลักษณะของดอกเป็นทรงทรงกระบอกกลมแบน มีกลิ่นเหม็น สีม่วงแดงอมเขียว มีกาบใบยาวราวๆ 30 เซนติเมตร สีม่วงอมเหลือง โผล่ขึ้นพ้นจากกลีบเลี้ยงที่มีสีม่วง
ผลบุก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมแบน เมื่อสุกจะเป็นสีส้ม
ดอกแล้วก็ผลบุก
บุกคางคก
บุกคางคก ชื่อสามัญ Stanley’s water-tub, Elephant yam
บุกคางคก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amorphophallus campanulatus Decne.) จัดอยู่ในสกุลบอน (ARACEAE)
สมุนไพรบุกคางคก มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า บุกหลวง บุกหนาม เบีย เบือ (แม่ฮ่องสอน), บักกะเดื่อ (สกลนคร), กระบุก (บุรีรัมย์), บุกคางคก บุกลุกงคก (ชลบุรี), หัวบุก (จังหวัดปัตตานี), มันซูรัน (ภาคกึ่งกลาง), บุก (ทั่วไป), กระแท่ง บุกรอคอย หัววุ้น (ไทย), บุกอีรอกเขา ฯลฯ
ต้นบุกคางคก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกจำพวกกะแท่งหรือเท้าคุณยายม่อมหัว แก่ได้นานหลายปี มีความสูงของต้นราวๆ 5 ฟุต มีลักษณะของลำต้นอวบอ้วนและก็อวบน้ำไม่มีแก่น ผิวตะปุ่มตะป่ำ ลำต้นกลมและมีลายเขียวๆแดงๆลักษณะคล้ายกับคนเป็นโรคผิวหนัง ต้นบุกนั้นขยายพันธุ์ด้วยแนวทางแยกหน่อ พรรณไม้ประเภทนี้จะเติบโตในช่วงฤดูฝน รวมทั้งจะเหี่ยวเฉาไปในช่วงต้นหน้าหนาว ในประเทศไทยพบได้บ่อยขึ้นเองตามป่าราบหาดทรายและที่อำเภอศรีราชา ส่วนในเมืองนอกบุกคางคกนั้นเป็นพืชท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจอได้ตั้งแต่ศรีลังกาไปจนกระทั่งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
ต้นบุกคางคก
หัวบุกคางคก คือส่วนของหัวที่อยู่ใต้ดิน มีลักษณะค่อนข้างจะกลมรวมทั้งมีขนาดใหญ่สีน้ำตาล ผิวขรุขระ เส้นผ่านศูนย์กลางของหัวบุกนั้นจะมีขนาดตั้งแต่ 15 เซนติเมตรขึ้นไป เนื้อในหัวเป็นสีเหลืองอมชมพู สีชมพูสด สีขาวขุ่น สีครีม สีเหลืองอ่อน สีเหลืองอมขาวละเอียดรวมทั้งเป็นเมือกลื่น มียาง โดยยิ่งไปกว่านั้นหัวสด หากสัมผัสเข้าจะมีผลให้กำเนิดอาการคันได้ ก่อนนำมาปรุงเป็นของกินนั้นจึงจำเป็นต้องทำให้เป็นเมือกโดยการต้มในน้ำเดือดเสียก่อน โดยน้ำหนักของหัวนั้นมีตั้งแม้กระนั้น 1 กรัม ไปจนถึง 35 โล
บุกคางคก
ใบบุกคางคก ใบเป็นใบคนเดียว ออกที่ปลายยอดของต้น ใบแผ่ออกคล้ายกางร่มแล้วหยักเว้าเข้าหาเส้นกึ่งกลางใบ ส่วนขอบของใบจะเว้าลึก ก้านใบกลม อวบน้ำแล้วก็ยาวได้ราว 150-180 เซนติเมตร
ใบบุกคางคก
ดอกบุกคางคก มีดอกเป็นช่อ ดอกแทงขึ้นมาจากพื้นดินรอบๆของโคนต้น เป็นแท่งมีลายสีเขียวหรือสีแดงแกมสีน้ำตาล (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) ดอกออกเป็นช่อ แทงขึ้นมาจากหัวที่อยู่ใต้ดิน ก้านช่อดอกสั้น มีใบประดับประดาเป็นรูปห่อหุ้มช่อดอก ขอบหยักเป็นคลื่นรวมทั้งบานออก ปลายช่อดอกเป็นรูปกรวยคว่ำขนาดใหญ่ ยับเป็นร่องลึก สีแดงอมน้ำตาลหรือสีม่วงเข้ม ดอกเพศผู้อยู่ตอนบน ส่วนดอกเพศภรรยาอยู่ตอนล่าง ดอกมีกลิ่นเหม็นเหมือนซากสัตว์เน่า
ดอกบุกคางเรือนจำ
ผลบุกคางคก ผลได้ผลสด เนื้อนุ่ม รูปแบบของผลเป็นรูปทรงรียาว ปริมาณยาวราว 1.2 เซนติเมตร ผลมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวชิดกันเป็นช่อๆ(สิบถึงร้อยร้อยผลต่อหนึ่งช่อดอก)ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนสีเหลือง สีส้ม จนกระทั่งสีแดง ภายในผลมีเมล็ดราวๆ 1-3 เม็ด โดยมีสันขั้วเมล็ดของแต่เม็ดแยกออกมาจากกัน เมล็ดมีลักษณะกลมรีหรือเป็นรูปไข่
สรรพคุณของบุก
หัวบุกมีรสเผ็ด เป็นยาร้อน เป็นพิษ ออกฤทธิ์ต่อม้าม ตับ รวมทั้งระบบทางเดินอาหาร มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นโลหิต (หัว)
ใช้เป็นอาหารสำหรับผู้เจ็บป่วยเบาหวานรวมทั้งคนเจ็บโรคไขมันในเลือดสูง ด้วยการแยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วชงกับน้ำกิน โดยให้ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว เอามาชงกับน้ำก่อนที่จะกินอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ
หัวใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็ง (หัว)
ใช้เป็นยาแก้ไข้จับสั่น (หัว)
ช่วยแก้อาการไอ (หัว)
หัวใช้เป็นยากัดเสมหะ ละลายเสมหะ ช่วยกระจายเสลดที่ตันบริเวณหลอดลม (หัว)
หัวบุกมีรสเบื่อคัน ใช้เป็นยากัดเสมหะเถาดาน แล้วก็เลือดจับกันเป็นก้อน (หัว)
หัวนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคท้องมาน (หัว)
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ราก)
ช่วยแก้ประจำเดือนไม่มาของสตรี (หัว)6 ช่วยขับระดูของสตรี (ราก)
หัวเอามาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้โรคตับ (หัว)
ใช้แก้พิษงู (หัว)
ใช้เป็นยาแก้แผลไฟลุกน้ำร้อนลวก (หัว)
หัวใช้หุงเป็นน้ำมัน ใช้ใส่รอยแผล กัดฝ้าและก็กัดหนองได้ดิบได้ดี (หัว)1,2,3,4 บางข้อมูลกล่าวว่ารากใช้เป็นยาพอกฝีได้ (ราก)
ใช้แก้ฝีหนองบวมอักเสบ (หัว)6
หัวใช้เป็นยาพาราบวม แก้บวมช้ำ (หัว)
บุก เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณยิ่งกว่าไวอากร้า หรือเป็นยาเพิ่มสมรรถนะทางเพศ โดยคุณนิล วิหค (บ้านหนองพลวง ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายทอง จังหวัดบุรีรัมย์) แนะนำให้ลองพิสูจน์ ด้วยการเอาไม้พาดปากหม้อแล้วนำสมุนไพรบุกคางคก เอาพวงเม็ดเอามาปิ้งไฟให้หอมก่อน แล้วก็ใช้ผูกกับไม้แขวนจุ่มลงไปในหม้อต้มใส่น้ำพอเพียงท่วมเมล็ดบุก ต้มจนถึงเมล็ดบุกตกลงหม้อ ตัวยาก็จะไหลลงมาด้วย เมื่อเดือดและก็ให้เพิ่มน้ำตาลพอสมควรลงไปต้มให้เพียงพอหวาน ต่อไปทดลองลองมอง ถ้าเกิดยังมีลักษณะอาการคันคออยู่ก็ให้เพิ่มเติมน้ำตาลเพิ่มและก็หลังจากนั้นจึงค่อยชิมใหม่ หากไม่มีอาการคันคอก็เป็นพิษว่าใช้ได้ และก็ให้นำสมุนไพรโด่ไม่เคยรู้ล้มใส่เข้าไปด้วยโดยประมาณ 1 กำมือ แล้วต้มให้เดือด ปล่อยให้เย็นรวมทั้งเก็บไว้ในตู้แช่เย็น ใช้ดื่ม 1 เป็ก ราว 30 นาที จะปวดท้องฉี่โดยธรรมชาติ ภายหลังอาวุธนั้นจะพร้อมสู้โดยทันที (ผล)
หมายเหตุ : สำหรับวิธีการใช้ให้แยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วเอามาชงกับน้ำ ส่วนขนาดที่ใช้นั้นให้ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว ชงกับน้ำก่อนที่จะกินอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ2 ส่วนการใช้ตาม 6 ให้ใช้ทีละ 10-15 กรัม (รู้เรื่องว่าคือส่วนของหัว) เอามาต้มกับน้ำนาน 2 ชั่วโมง ก็เลยสามารถเอามากินได้ ถ้าเกิดเป็นยาสดให้ใช้ตำพอกหรือเอามาฝนกับน้ำส้มสายชู หรือต้มเอาน้ำใช้ชะล้างบริเวณที่เป็นแผล
ในเนื้อหัวบุกป่าจะมีผลึกของแคลเซียมออกซาเลท (Calcium oxalate) เยอะๆ ที่ทำให้มีการเกิดอาการคัน ส่วนเหง้าและก้านใบถ้าปรุงไม่ดีแล้วรับประทานเข้าไปจะมีผลให้ลิ้นพองแล้วก็คันปากได้8ก่อนนำมากินจะต้องกำจัดพิษออกก่อน และไม่กินกากยาหรือยาสด6
กระบวนการกำจัดพิษจากหัวบุก ให้นำหัวบุกมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตำเพียงพอแหลก คั้นเอาน้ำออกพักไว้ นำกากที่ได้ไปต้มน้ำ แล้วคั้นมัวแต่น้ำ นำไปผสมกับน้ำที่คั้นหนแรก แล้วก็ค่อยนำไปต้มกับน้ำปูนใสเพื่อพิษหมดไป เมื่อเดือดก็พักไว้ให้เย็น จะจับกันเป็นก้อน จึงสามารถใช้ก้อนดังที่ได้กล่าวมาแล้วสำหรับในการทำอาหารหรือนำไปตากแห้งเพื่อใช้เป็นยาได้6ถ้าเกิดอาการเป็นพิษจากการรับประทานบุก ให้กินน้ำส้มสายชูหรือชาแก่ แล้วและก็ตามด้วยไข่ขาวสด แล้วให้รีบไปพบแพทย์
เนื่องด้วยวุ้นบุกสามารถขยายตัวได้มาก (ไม่ต่ำยิ่งกว่า 20 เท่าของเนื้อวุ้นแห้ง) ก็เลยไม่สมควรบริโภควุ้นบกคราวหลังการกิน แต่ว่าให้กินก่อนกินอาหารไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนการบริโภคอาหารที่สร้างมาจากวุ้น เช่น วุ้นก้อนแล้วก็เส้นวุ้น สามารถบริโภคพร้อมของกินหรือหลังรับประทานอาหารได้ เพราะเหตุว่าวุ้นดังที่กล่าวมาแล้วได้ผ่านกรรมวิธีรวมทั้งได้ขยายตัวมาก่อนแล้ว และการการที่จะขยายตัวหรือขยายตัวได้อีกนั้นจึงเป็นได้ยาก ส่วนในเรื่องของคุณประโยชน์ทางโภชนาการนั้นพบว่าวุ้นบุกไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เพราะไม่มีการเสื่อมสภาพเป็นน้ำตาลภายในร่างกาย และไม่มีวิตามินและก็ธาตุ หรือสารอาหารอะไรก็แล้วแต่ที่มีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกายเลยกลูวัวแมนแนนมีผลทำให้การดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมันลดลง (ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี แล้วก็วิตามินเค) ซึ่งจะไม่เกิดโทษต่อสุขภาพโดยรวมได้ แต่ว่าจะไม่เป็นผลต่อการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในน้ำ (ตัวอย่างเช่น วิตามินบีรวม วิตามินซี)
การกินผงวุ้นบุกในจำนวนมาก อาจจะเป็นผลให้มีลักษณะอาการท้องเสียหรือท้องขึ้น มีลักษณะอยากกินน้ำมากยิ่งกว่าเดิม บางบุคคลอาจมีอาการอ่อนแรงเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลงได้

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของบุก
สารที่เจอ ได้แก่ สาร Glucomannan, Konjacmannan, D-mannose, Takadiastase, แป้ง, โปรตีนบุก, วิตามินบี, วิตามินซี แล้วก็ยังเจอสารที่เป็นพิษเป็นConiine, Cyanophoric glycoside ก้านบุกเจอสาร Uniine และก็วิตามินบีที่ก้านช่อดอก6 แล้วก็หัวบุกยังมีโปรตีนอยู่ปริมาณร้อยละ 5-6 แล้วก็มีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูงจำนวนร้อยละ 672หัวบุกมีสารสำคัญ คือ กลูวัวแมนแนน (Glucomannan) เป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งประกอบด้วยเดกซ์โทรส แมนโนส และฟรุคโตส สารกลูโคแมนแนนสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เหตุเพราะมีความเหนียว ช่วยยับยั้งการดูดซึมของเดกซ์โทรสจากทางเดินอาหาร ยิ่งหนืดมากก็ยิ่งส่งผลการดูดซึมเดกซ์โทรส ดังนั้น กลูวัวแมนแนน ซึ่งเหนียวกว่า gua gum จึงสามารถลดน้ำตาลได้ดียิ่งไปกว่า จึงใช้แป้งเป็นวุ้นเป็นอาหารสำหรับคนป่วยเบาหวานและสำหรับผู้ที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงสารกลูโคแมนแนน (Glucomannan) จะมีปริมาณต่างกันออกไปตามจำพวกของบุก5
แป้งจากหัวบุกนั้นประกอบไปด้วยกลูโคนแมนแนนประมาณ 90% รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมอื่นๆอย่างเช่น alkaloid, starch, สารประกอบไนโตเจนต่างๆsulfates, chloride, และพิษอื่น โมเลกุลของกลูวัวแมนแนนนั้นหลักๆแล้วจะประกอบไปด้วยน้ำตาลสองจำพวกหมายถึงเดกซ์โทรส 2 ส่วน รวมทั้งแมนโนส 3 ส่วน โดยประมาณ เชื่อมต่อกันระหว่างคาร์บอนตำแหน่งที่ 1 ของน้ำตาลชนิดที่สอง กับคาร์บอนตำแหน่งที่ 4 ของน้ำตาลประเภทแรกแบบ ?-1, 4-glucosidic linkage ซึ่งแตกต่างจากแป้งที่เจอในพืชทั่วๆไป ก็เลยผิดย่อยโดยกรดรวมทั้งน้ำย่อยในกระเพาะ เพื่อน้ำตาลที่ให้พลังงานได้8 นอกจากกลูวัวแมนแนนจะเจอได้ในบุกแล้ว ยังเจอได้ในว่านหางจระเข้อีกด้วย9
กลูวัวแมนแนน (Glucomannan) สามารถดูดน้ำแล้วก็ขยายตัวได้มากถึง 200 เท่า ของจำนวนเดิม เมื่อพวกเรารับประทานกลูวัวแมนแนนก่อนที่จะรับประทานอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงทีละ 1 กรัม กลูโคแมนแนนจะดูดน้ำที่มีมากมายในกระเพาะอาหารของเรา แล้วมีการขยายตัวกระทั่งทำให้เรารู้สึกอิ่มของกินได้เร็วรวมทั้งอิ่มได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้พวกเรากินได้ลดลงกว่าปกติด้วย ทั้งกลูโคแมนแนนจากบุกก็มีพลังงานต่ำมากมาย กลูวัวแมนแนนจึงช่วยสำหรับในการควบคุมน้ำหนักและเป็นอาหารของผู้ที่อยากลดหุ่นได้เป็นอย่างดี8
เมื่อนำสารที่สกัดได้จากบุกที่มีการกำจัดพิษแล้ว ให้หนูใหญ่รับประทานทีละ 15 กรัม ต่อ 1 กิโลกรัม ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ พบว่าระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูลดน้อยลงคิดเป็น 44% และก็ Triglyceride น้อยลงคิดเป็น 9.5%6
สาร Glucomannan มีฤทธิ์ดูดซับน้ำในกระเพาะแล้วก็ไส้เจริญมาก แล้วก็ยังสามารถไปกระตุ้นน้ำย่อยในไส้ให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการขับของที่คั่งค้างในไส้ได้เร็วขึ้น6สารสกัดแอลกอฮอล์จากหัวบุก สามารถยั้งการเจริญของเชื้อวัณโรคในหลอดแก้วได้5
เมื่อนำสารที่สกัดได้จากบุกที่มีการกำจัดพิษแล้ว ให้หนูใหญ่ที่มีอาการบวมที่ขากินครั้งละ 15 กรัม ต่อ 1 โล พบว่าอาการบวมที่ขาของหนูต่ำลง6
คุณประโยช์จากบุกคนไทยเรานิ http://www.disthai.com/

9

งาขาว
ชื่อสมุนไพร งาขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น นีโซไอยู่มั้ว (จีน) ซะแปะ ซะเจี่ย (เมื่อน)
ชื่อสามัญ Sesame seeds (white)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Sesamum  orientale Linn.
สกุล PEDALIACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน
งาขาวมีถิ่นเกิดเช่นเดียวกันกับ งาดำหมายถึงงาขาวเป็นไม้ล้มลุกที่มีมาแต่โบราณ มีบ่อเกิดในแถบประเทศเอธิโอเปีย ถัดมาก็ถูกนำเข้าไปยังอินเดีย จีน รวมถึงแถบแอฟริกาเหนือรวมทั้งทวีปเอเชียใต้ ในราวราวๆ 2000 ปี ก่อนคริศตกาลรวมทั้งในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาส่วนในประเทศไทย งา ก็เป็นที่รู้จักกันมานาน ซึ่งนำมาใช้ผลดีได้อีกทั้งทางยา อาหาร รวมทั้งเครื่องแต่งหน้า
ลักษณะทั่วไป
งาขาว เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรงถึงยอด สูงราว 50-150 เซนติเมตร ลำต้นไม่แตกกิ่งกิ่งก้านสาขา แต่ว่าบางประเภทอาจมีการแตกกิ่งกิ้งก้าน ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ เป็นสี่เหลี่ยม มีขนสั้นๆปกคลุมหนา ลำต้นมีร่องยาวตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นบาง สีเขียวเข้มหรือมีสีอมม่วง สามารถดึงลอกเป็นเส้นได้
ใบงาขาว ออกเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามกันตามความสูงของลำต้น ประกอบด้วยก้านใบทรงกลมสีเขียวหรือสีม่วงแดง ยาวราวๆ 5 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหอกยาว กว้างประมาณ 3-5 ซม. ยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร โคนใบมน เป็นฐานกว้าง และค่อยเรียวลงจนถึงปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด มีร่องตามเส้นแขนงใบ ขอบใบเรียบหรือเป็นหยัก
ดอกงาขาวเป็นดอกโดดเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มบริเวณซอกใบ 1-3 ดอก ประกอบด้วยก้านดอกสั้น โดยประมาณ 3-5 มม. ต่อมาเป็นกลีบรองดอกสีเขียว จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันหุ้มฐานดอก ต่อมาเป็นกลีบที่มีลักษณะเป็นกรวยยาว กลีบดอกอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่หรือบานจะมีสีขาว ยาวเป็นทรงกรวย ราวๆ 4-5 ซม. ปลายกลีบห้อยลงดิน แล้วก็แยกออกเป็น 2 กลีบ คือ กลีบล่างที่ยาวกว่า รวมทั้งกลีบบนที่มีปลายหยักเป็น 3 แฉก ต่อมาด้านในดอกจะมีสีกลีบดอกไม้ข้างในเป็นสีเหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน แบ่งเป็น 2 คู่ แต่งละคู่ยาวไม่เท่ากันส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ยาว 1.5-2 ซม. ปลายก้านเกสรแยกออกเป็น 2-4 แฉก ทั้งนี้ ดอกงาขาวจะเริ่มบานในช่วงเช้า แล้วก็กลีบดอกจะตกลงดินในเวลาเย็น
ผลของงาขาวเรียกว่า ฝัก ฝักอ่อนมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างกลม ปลายฝักเป็นจะงอยแหลม เมื่อฝักใหญ่จะแบ่งเป็นร่องๆตามความยาวของฝัก ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักดก มีสีเขียว และมีขนปกคลุม เมื่อฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา และก็ปริแตก ทำให้เม็ดตกลงดิน  ด้านในฝักมีเมล็ดขนาดเล็กสีขาวมากไม่น้อยเลยทีเดียว เรียงซ้อนแยกกันในแต่ละร่องพู เมล็ดมีรูปไข่ เปลือกเมล็ดบางมีสีขาว มีกลิ่นหอม ใน 1 ฝัก จะมีเมล็ดราว 70-100 เม็ด
การขยายพันธุ์
                งาขาว ที่ปลูกกันทั่วไปมี 6 ประเภท ยกตัวอย่างเช่น

  • จำพวกเมืองเลย ปลูกมากที่จังหวัดเลยแล้วก็บริเวณชายแดนไทย-ลาว และตอนจังหวัดเลยถึงอุตรดิตถ์
  • ประเภทจังหวัดเชียงใหม่ ปลูกมากมายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงใหม่
  • จำพวกชัยบาดาลหรือสมอทอด ปลูกมากมายที่จังหวัดเพชรบูรณ์และก็จังหวัดลพบุรี แต่ว่าตอนนี้มีปริมาณน้อยมาก
  • ชนิดร้อยเอ็ด.1
  • จำพวกมข.1
  • ประเภทมหาสารคาม 60 มีเขตผลักดันการปลูก อย่างเช่น จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และก็จังหวัดกาญจนบุรี


งาเป็นพืชเขตร้อนถูกใจอาการร้อนและก็แดดจัด อุณหภูมิที่สมควรต่อการเจริญเติบโต ประมาณ 27-30 องศาเซลเซียส รังเกียจอากาศหนาวเย็น หากอุณหภูมิน้อยกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ บางทีอาจจะหยุดชะงักการเติบโต แม้กระนั้นถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นมากยิ่งกว่า 40 องศาเซลเซียสจะทำให้การผสมเกสรติดยาเสพย์ติดกการสร้างฝักเป็นได้ช้า
   ฤดูปลูก

  • ต้นหน้าฝน เริ่มปลูกตั้งแต่กุมภาพันธ์-ม.ย. และเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือน ม.ย.-เดือนมิถุนายน ส่วนมากจะปลูกภายในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว มีพื้นที่ปลูกโดยประมาณจำนวนร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาต้นฤดูฝนอาทิเช่น จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย ลำพูน น่าน และก็สุราษฏร์ธานี
  • ปลายฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่ก.ค.-ส.ค. และเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือน เดือนพฤศจิกายน-ธ.ค. โดยมากจะปลูกในภาวะพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกข้างหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ดังเช่นว่า จังหวัด จังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก จังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ แล้วก็เลย
ส่วนการปลูกงาขาวนั้นสามารถทำเป็นดังต่อไปนี้

  • การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นเหตุที่สำคัญสำหรับการปลูกงาเนื่องจากว่าเม็ดงามีขนาดเล็ก ควรมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยทำให้งาแตกออกได้ดีรวมทั้งมีความสม่ำเสมอ การไถลูกพรวนจะมากมายหรือน้อยครั้งขึ้นกับส่วนประกอบรวมทั้งจำพวกของเนื้อดิน ถ้าเกิดเป็นดินร่วนซุยทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวจะต้องไถมากครั้งกว่าดินร่วนซุยโดยไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ถี่ถ้วนจะได้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าไถเพียงแค่ครั้งเดียว
  • แนวทางปลูก การปลูกงาขาวมีอยู่ 2 วิธีคือ
  • การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรจำนวนมากนิยมปลูกงาด้วยแนวทางนี้ โดยภายหลังจากเตรียมดินก็ดีแล้ว จะใช้เมล็ดงาหว่านให้กระจายสม่ำเสมอ อัตราเมล็ดพันธุ์ 1-2 กก./ไร่
  • การปลูกแบบโรยเป็นแนว สำหรับการทำร่องสำหรับโรยเม็ด ส่วนใหญ่ใช้คราดกาแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 กก./ไร่ การปลูกเป็นแนวจะให้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าการปลูกแบบหว่าน
  • การใส่ปุ๋ย ดินทรายหรือดินร่วนซุยทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20-30 กิโลกรัม/ไร่ ดินร่วมผสมดินเหนียว ใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ในอัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่
  • การดูแลและรักษา การปลูกงาขาวไม่อยากดูแลมากนัก ข้างหลังการโปรยเม็ดแล้วเกษตรกรจะปล่อยให้งาเติบโตตามธรรมชาติ แต่ว่ามั่นตรวจดูแปลงเป็นระยะ หากพบโรคหรือแมลงระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนการปลูกเอาไว้ในฤดูแล้งหรือพื้นที่ค่อนข้างจะแห้งอาจมีการให้น้ำเป็นระยะ
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาขาวมีอายุเก็บเกี่ยวราวๆ 70-120 วัน ข้างหลังปลูก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และก็เริ่มเก็บฝักได้ในระยะฝักแก่สีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ใบมีสีเหลือง แล้วก็หลุดล่วงใกล้หมด รวมทั้งเก็บในระยะที่เปลือกฝักยังไม่ปริแตก การเก็บเกี่ยวงาขาวจะใช้วิธีถอนอีกทั้งต้น ก่อนเด็ดฝักแยกออกจากลำต้น แล้วตีให้ฝักแตกสามัคคีเม็ดงาออก ซึ่งบางทีอาจใช้ไม้ตีหรือใช้เครื่องตีแยกฝัก


องค์ประกอบทางเคมี เมล็ดงาขาวประกอบด้วยน้ำมัน 44-58% โปรตีน 18-25% ที่มีกรดอะมิโนที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกันกับถั่วเหลืองคาร์โบไฮเดรตโดยประมาณ 13.5% รวมทั้งขี้เถ้า 5% (Borchani et al.,2010) น้ำมันงาโดยประมาณ 50% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงผู้เดียว 35% และก็อีก 44% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว เวลาที่ 45% ของกากงาประกอบด้วยโปรตีน 20% (Ghandi, 2009) ส่วนส่วนประกอบทางเคมีที่มีในเม็ดงาขาวนั้นก็มีเหมือนกับงาดำ ยกตัวอย่างเช่น กรดไขมันดังเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, สารกลุ่ม lignan, ชื่อ sesamol, d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆเป็นต้นว่า sitosterol  ส่วนค่าทางโภชนาการของงาขาวมีดังนี้

ค่าทางโภชนาการงาขาว (งาขาวดิบ 100 กรัม)
                งาขาวดิบ             
น้ำ                           3.9          กรัม
พลังงาน                 658         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.9        กรัม
ไขมัน                       57.1        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        15.0        กรัม
ใยอาหาร                                4.6          กรัม
เถ้า                           3.1          กรัม
แคลเซียม                               86           มก.
เหล็ก                       7.4          มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                              650         มก.
เบต้า แคโรทีน                        0              มก.
ไทอะมีน                 1.08        มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน                           0.11        มก.
ไนอะซีน                  3.3          มิลลิกรัม
 
ประโยชน์/สรรพคุณ
งาขาวใช้เป็นส่วนประกอบของของหวาน อาทิเช่น กระยาสาดข้าวเหนียวแดง หรือใช้ตกแต่งขนมปังหรือของหวานต่างๆรวมไปถึงใช้สกัดน้ำมันงาสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆเช่น ใช้สำหรับเข้าครัว โดยยิ่งไปกว่านั้นอาหารจำพวกทอดต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเสริม  ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง อย่างเช่น ครีมที่เอาไว้สำหรับดูแลผิว น้ำหอม สบู่ เป็นต้น ใช้ในอุตสาหกรรมยา และก็อาหาร ตัวอย่างเช่น ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับเพื่อการผลิตช็อกโกแลต การผลิตเนยเทียม ฯลฯ  ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์  ใช้ทารักษาแผล  ใช้ชโลมผม ช่วยทำให้ผมมันเงา ใช้ทารักษาโรผิวหนัง ผื่นผื่นคัน มีการทำการศึกษาในงาขาวพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองแล้วก็ใช่แล้วพบว่า มีไขมันสูงยิ่งกว่าถั่วเหลืองราว 3 เท่า และก็สูงขึ้นมากยิ่งกว่าไข่ โดยประมาณ 4-6 เท่า มีโปรตีนสูงยิ่งกว่าไข่ราวๆ 5% แต่ว่าต่ำยิ่งกว่าถั่วเหลืองราว 2 เท่า นอกนั้นโปรตีนในงาขาวยังต่างจากพืชเครือญาติถั่วและพืชให้น้ำมันอื่นๆเพราะเหตุว่ามีกรดอะมิโนที่จำเป็นซึ่งพืชดังกล่าวขาดแคลน ดังเช่น เมธไธโอนินและซีสตำหนิน แต่งาขาวมีไลซีนต่ำ เพราะฉะนั้นบางทีอาจใช้งาเป็นอาหารเสริมพวกอาหารถั่วต่างๆเมื่อใช้เป็นอาหาร หรือใช้เสริมโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีราคาแพง นอกจากนั้นยังใช้เสริมอาหารพวกธัญพืช กล้วย และก็ของกินแป้งอื่นๆได้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้นเม็ดงาขาวยังประกอบไปด้วย เกลือแร่ 4.1 – 6.5 % ที่สำคัญคือ เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี เซเลเนียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส โดยจะมีแคลเซียมมากกว่าพืชทั่วไปราว 20 เท่า ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาขาวนั้น ตำรายาไทยบอกว่า งาขาวมีรสฝาด หวาน ขม ทำให้น้ำดี กำเริบ น้ำมันใช้หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผลได้ดิบได้ดี การหุงน้ำมันจะต้องใช้งาสดตำคั้นเอาน้ำ โดยใช้น้ำคั้นใบแล้วก็เถาตำลึง บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย  ไพล เอาน้ำมาอย่างละ 1 ถ้วย แล้วใส่น้ำมันงาลงไป 1 ถ้วย ตั้งไฟต้มไปกระทั่งเหลือ 1 ถ้วย เอาน้ำมันที่ได้ปรุงด้วยสีเสียดเทศรวมทั้งไทยสิ่งละเล็กน้อย หลอมตะกั่วนมให้ละลายเทลงในน้ำมัน แล้วเอาขึ้นหลอมอีกจนได้ 3 ครั้ง ทิ้งตะกั่วไว้ภายในนั้น ใช้น้ำมันใส่แผลจะช่วยรักษาแผลเจริญมากมาย
 ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น ตำราเรียนยาไทยกล่าวว่า สารเซซามินในเมล็ดงาขาวสามารถลดระดับ LDL-cholesterol ในกระแสโลหิตของคน (ซึ่ง LDL-cholesterol เป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งโรค Athersclerosis (ไขมันตันในเส้นโลหิต)  ทุเลาลักษณะโรคคิดสีดวงทวาร (Hemmorhoids) ได้ โดยกรดไขมันในน้ำมันงา ได้แก่ Linoleic acid , oleic acid , palmatic acid , stearic acid , สามารถบรรเทาลักษณะโรคริดสีดวงทวารได้
ทั้งนี้มีการวิจัยน้ำมันงาพบว่าน้ำมันงาเป็นแหล่งของสารอาหาร ดังเช่นว่า กรดไขมันโอเมก้า 6 ฟลาโวนอยด์ ฟลีนอลิค สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินรวมทั้งเส้นใย ซึ่งมีความจำเป็นในการต่อต้านโรคมะเร็ง รวมทั้งส่งเสริมสุขภาพ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้ เหมือนกันกับงาดำ เป็นสำหรับเพื่อการนำงาขาวมาใช้ประโยชน์โดยมากจะเอาไปใช้ประโยชน์ด้านอาหารแล้วก็สินค้าเสริมความสวยสดงดงามมากยิ่งกว่าด้านการดูแลรักษาโรคแต่ว่าก็มีการเอาไปใช้ตามตำรายาไทยอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น

  • แก้เยี่ยวหรืออุจจาระขัด นำเม็ดงา 20 – 30 กรัม หรือ 1 – 2 ช้อน ต้มแล้วนำน้ำมาดื่มในขณะท้องว่าง
  • ความดันโลหิตสูง เมล็ดงาขาว น้ำส้ม  ซีอิ้ว รวมทั้งน้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนจนเข้ากันดี ต้มด้วยไฟอ่อนๆกระทั่งสุก กินวันละ 3 ครั้งบ่อยๆ
  • ทุเลาอาการไอแห้ง ไม่มีเสมหะ ให้นำเมล็ดงา 3 – 5 ช้อน ตำบดอย่างถี่ถ้วน ก่อนผสมกับน้ำตาล 2 ช้อน รับประทาน หรือ นำผงเมล็ดงาชงน้ำร้อน และเดิมน้ำตาลดื่ม
  • บำรุงสมอง แบบเรียนอายุรเวทให้ใช้งาผง 1 ส่วน ผงมะขามป้อม 1 ส่วน และก็น้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนชา เคล้าให้เหมาะ ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน
  • ยาอายุวัฒนะ (ญี่ปุ่น) ใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง ชงด้วยน้ำร้อน เพิ่มน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และก็น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขับพยาธิเข็มหมุด เมล็ดงาขาว 50 กรัม เพิ่มเติมน้ำต้นจนได้น้ำข้นๆกรองเอาส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาลทรายแดง ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
  • เจ็บคอ คัดจมูก แพ้อากาศ ปวดเมนส์ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ รับประทานงาบด 1 ข้อนชาก่อนนอน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การศึกษาทางเภสัชวิทยาของงาขาวนั้นส่วนมากเป็นการเล่าเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการเรียนรู้รวมกันทั้งงาขาว งาดำ) เพราะฉะนั้นผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยทางเภสัชวิทยาของงาขาวก็เลยเช่นเดียวกับงาดำ (ดูการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชของงาดำ) แม้กระนั้นผู้เขียนสามารถเก็บข้อมูลการเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของงามาเพิ่มเติมอีกได้อีก 2 ฉบับ คือ
                การเรียนรู้ฤทธิ์ลดความเป็นพิษจากนิโคตินของสารลิกแนนจากงาในหนูแรทผิวเผือกเพศผู้ที่ได้รับพิษจากนิโคติน โดยการฉีดนิโคตินครั้งละ 3.5 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว เข้าใต้ผิวหนัง ต่อเนื่องกัน 15 วัน ร่วมกับการป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของสารลิกแนนจากงา ขนาด 0.1 หรือ 0.2 ก.ต่อของกิน 100 ก. ผลการศึกษาวิจัยพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ Low Density Lipoprotein cholesterol และก็ Very Low Density Lipoprotein cholesterol ช่วยเพิ่มปริมาณ High Density Lipoprotein cholesterol รวมทั้งเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งลดความเข้มข้นของผลผลิตจากการเกิดการเพอคอยกซิเดชั่นของไขมันที่มากขึ้นเนื่องด้วยพิษของนิโคติน นอกนั้นยังพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยเพิ่มปริมาณ DNA รวมทั้งปกป้องไม่ให้ DNA ในเนื้อเยื่อตับถูกทำลายด้วยนิโคตินได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เห็นว่าสารลิกแนนจากงาสามารถทุเลาความเป็นพิษของนิโคตินต่อการเกิดออกซิเดชั่นแล้วก็ความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมภายในร่างกายได้ และการเรียนรู้ทางสถานพยาบาลเรื่องฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดระดับความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยชายและหญิงที่เป็นโรคความดันเลือดสูงระดับน้อยถึงปานกลาง เป็นมีค่าความดันเลือดตัวบน ≥ 140 มม.ปรอท รวมทั้งค่าความดันเลือดตัวล่าง ≥ 90 มม.ปรอท อายุ 35 – 60 ปี จำนวน 50 คน ได้รับยาเพื่อการรักษาเป็นยาขับเยี่ยว hydrochlorothiazide หรือ β-blocker atenolol มานาน 1 ปีกลายเข้าร่วมการเรียน และก็ยังคงได้รับยานี้ตามธรรมดาตลอดการเรียนนี้ ผู้เจ็บป่วยจะได้รับน้ำมันงาเพื่อใช้เพื่อการเข้าครัวในครอบครัว 4 – 5 กิโลกรัม ต่อสมาชิกในครอบครัว 4 คน ต่อเดือน (ราวๆ 35 ก./วัน/คน) และจำเป็นต้องใช้เฉพาะน้ำมันงาเพียงประเภทเดียวตลอด 45 วัน แล้วต่อจากนั้นหยุดเปลืองน้ำมันงา ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่เคยใช้อยู่เดิมอีก 45 วัน กระทำตรวจร่างกาย ความดันเลือด น้ำหนักตัว, Body mass index (BMI), ระดับไขมัน อิเลคโตรไลท์ และโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเลือด ก่อนการศึกษา ภายหลังจากกินน้ำมันงา 45 วัน และภายหลังจากหยุดเปลืองน้ำมันงา 45 วัน พบว่า การใช้น้ำมันงาแทนที่น้ำมันจำพวกอื่นในการทำครัวในคนเจ็บความดันโลหิตสูง ทำให้ค่าความดันเลือดตัวบนรวมทั้งตัวข้างล่างกลับลงสู่ระดับธรรมดา น้ำหนักร่างกาย และ BMI ต่ำลง แม้กระนั้นภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงานค่าดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นกลับสูงขึ้น ระดับคอเลสเตอรอล, high density lipoprotein cholesterol แล้วก็ low density lipoprotein cholesterol ในเลือดไม่ได้มีความแตกต่างกันเมื่อวัดผลทั้งยัง 3 ช่วงเวลาที่เรียนรู้ ยกเว้นระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดต่ำลงเมื่อใช้น้ำมันงา รวมทั้งกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา ระดับโซเดียมในเลือดน้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงาและกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา   ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาและก็น้อยลงสู่ค่าปกติเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา การเกิด lipid peroxidation ลดลงเมื่อใช้น้ำมันงาและก็ค่ายังคงเดิมภายหลังที่หยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับเอนไซม์ catalase และก็ superoxide dismutase ในเลือดสูงมากขึ้น และ glutathione peroxidase ในเลือดน้อยลง เมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งค่ายังคงเดิมภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-ค้างโรทีน รวมทั้ง reduced glutathione สูงขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็น้อยลงภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงา จากการเล่าเรียนแปลว่าน้ำมันงาสามารถช่วยลดระดับความดันเลือด ลดการเกิด lipid peroxidation รวมทั้งเพิ่มฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ในคนป่วยความดันเลือดสูงร่วมกับยาขับปัสสาวะได้
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา การศึกษาทางพิษวิทยาของงาขาวเป็นการศึกษาควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษารวมกันอีกทั้งงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุนี้ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยทางพิษวิทยาของงาขาวจึงเหมือนกับงาดำ (มองการเรียนทางพิษวิทยาของ งาดำ)
 
อเสนอแนะ/ข้อควรพิจารณา

  • ในการกินงาขาวในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ เพราะว่ามีสาร Sesamol ซึ่งจะก่อให้กำเนิดอาการต่างๆดังเช่น ลมพิษ คันจมูก หายใจติดขัด เปลือกตาและก็ริมฝีปากบวมแดง
  • การกินงาขาวอาจก่อให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำเหลือเกินได้ในผุ้ทีมีความดันโลหิตต่ำ
  • ถ้าเกิดกินงาขาวมากจนเหลือเกินอาจส่งผลให้มีการระบายท้องมากจนเกินความจำเป็นจนกระทั่งทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
  • ตำราจีน ห้ามใช้งานในคนที่ท้องเสียเรื้อรัง เสื่อมสมรรถนะทางเพศ มีตกขาว หรือ ถ้าเกิดจะใช้ควรจะใช้ในขนาดน้อย การใช้เกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจจะส่งผลให้ท้องร่วงได้
  • แบบเรียนอายุรเวท บอกว่า งา เป็นยาขับระดู การใช้ในสตรีตั้งครรภ์ระยะแรก (1-3 เดือน) ในขนาดที่มากเกินไป อาจจะทำให้แท้งได้
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์  พิเชียรสุนทร , แม้นมาส  ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์ 2542. คำอธิบาย ตำราพระโอสถ พรนารายณ์ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ กุมภาพันธ์ 2548
  • มนตรา ศรีษะแย้ม , นาถธิดา วีระปรียากูร , พนมพร ศรีบัวรินทร์.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นในหลอดทดลองของเมล็ด งา ขาว ดำ และ แดง .วารสารสารเภสัชศาสตร์อีสาน.ปีที่ 10 .ฉบับที่ 2.พฤษภาคม – สิงหาคม 2557.หน้า 136-146
  • ปราณี รัตนสุวรรณ . งา ...ธัญพืชเมล็ดจิ๋วดินทรงคุณค่า.ภาควิชาเภสัชงาขาวและเภสัชพฤกษศาสตร์.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรมวิชาการเกษตร.2549.รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร รอบ 12 เดือน.วันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2549.
  • งาขาว สรรพคุณ และการปลูกงาขาว.พืชเกษตรดอทคอม.เว็บเพื่อเกษตรกรไทยนันทวัน บุณยะประภัศร (บรรณาธิการ) 2539.สมุนไพรพื้นบ้าน(1) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย.2544
  • Bowden, Jonny. The 150 Healthiest foods on earth: The surprising, unbiased truth about what you should eat and why (PAP/COM). Fair Winds Pr,2007:309-310
  • สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน กันยายน 2545 บริษัท สำนักพิมพ์ยูทิไลซ์ จำกัด
  • สารลิกแนน จากงาช่วยลดพิษของนิโคติน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • งา,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.


10

โรคโปลิโอ (Poliomyelitis)
โรคโปลิโอคืออะไร โรคโปลิโอศึกษาและทำการค้นพบหนแรกเมื่อ ค.ศ. 1840 โดย Jakob Heine ส่วนเชื้อไวรัสโปลิโอซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคถูกพ้นพบเมื่อ คริสต์ศักราช 1908 โดย Karl Landsteiner โรคโปลิโอ หรือ ไข้ไขสันหลังอักเสบ  เป็นโรคที่สร้างความทุกข์แก่เด็กทั่วโลก ซึ่งมีผู้ป่วยในอดีตกาลมากกว่า 350,000 รายต่อปี ด้วยเหตุว่านำมาซึ่งความพิกลพิการ ขา หรือ แขนลีบ และเสียชีวิต ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสโปลิโอ โดยผู้เจ็บป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการแสดงของโรค ส่วนในกรุ๊ปคนไข้ที่มีลักษณะนั้นโดยมากจะมีลักษณะอาการเพียงเล็กน้อยอย่างไม่เจาะจงแล้วก็หายได้เองภายในช่วงระยะเวลาไม่กี่วัน แต่จะมีคนเจ็บเพียงแค่ส่วนน้อยที่จะมีอาการของกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเมื่อผ่านไปหลายๆปีหลังการรักษา คนเจ็บที่เคยมีลักษณะกล้ามเนื้ออ่อนกำลังนี้อาจจะมีการเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนล้าซ้ำขึ้นมาอีก แล้วก็บางทีอาจกำเนิดกล้ามฝ่อลีบแล้วก็กำเนิดความพิการของข้อตามมาได้ ในขณะนี้โรคนี้ยังไม่มียารักษา แม้กระนั้นมีวัคซีนที่ใช้คุ้มครองโรคได้
โรคโปลิโอ นับเป็นโรคที่มีความหมายมากมายโรคหนึ่ง แบบนี้ก็เพราะเชื้อ เชื้อไวรัสโปลิโอ จะก่อให้มีการอักเสบของไขสันหลังทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อแขนขา ซึ่งในรายที่อาการร้ายแรงจะทำให้มีความพิกลพิการตลอดชีวิต แล้วก็บางรายอาจถึงเสียชีวิตได้ ในปี พ.ศ. 2531 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ทุกประเทศร่วมมือกวาดล้างโรคโปลิ โอ ทำให้อัตราการป่วยทั้งโลกน้อยลงไปๆมาๆกถึง 99% โดยลดน้อยลงจาก 350,000 ราย (จาก 125 ประเทศทั้งโลก) ในปี พุทธศักราช 2531 เหลือเพียง 820 รายใน 11 ประเทศในปี พศ. 2550 ซึ่งประ เทศที่ยังเจอโรคมากอยู่เป็น อินเดีย (400 กว่าราย) ปากีสถาน ไนจีเรีย รวมทั้งอัฟกานิสถาน
ส่วนในประเทศไทยไม่เจอคนเจ็บโรคโปลิโอมาตรงเวลายาวนานหลายปีแล้ว โดยเจอรายท้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2540 ที่ จังหวัด เลย แต่ว่าเด็กทุกคนยังคงต้องได้เรื่องฉีดรับวัคซีนตามมาตรกาเกลื่อนกลาดวาดล้างโรคโปลิโอร่วมกับนานาประเทศทั่วทั้งโลก เนื่องจากว่าโปลิโอเป็นโรครุนแรงที่สร้างความสูญเสียทั้งยังทางด้านร่างกายแล้วก็เศรษฐกิจ และก็ปัจจุบันถึง องค์การอนามัยโลก CWHO ได้ประกาศรับรองให้เป็นประเทศที่ปลอดโรคโปลิโอแล้วเมื่อวันที่ 27 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2557 แม้กระนั้นประเทศไทยยังที่เสี่ยงต่อโรคโปลิโออยู่ ด้วยเหตุว่ามีอาณาเขตใกล้กับประเทศที่มีการระบาดของโรคโปลิโออย่างเมียนมาร์แล้วก็ลาวที่เพิ่งจะพบเชื้อโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธ์ไปเมื่อปี พุทธศักราช 2558
ต้นเหตุของโรคโปลิโอ โรคโปลิโอมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโปลิโอ single-stranded RNA virus ไม่มีเปลือกหุ้มจัดอยู่ใน Family Picornaviridae, Genus Enterovirus มี 3 ทัยป์เป็นทัยป์ 1, 2 และ 3 โดยแต่ละประเภทอาจจะทำให้เกิดอัมพาตได้ พบว่า type 1 ส่งผลให้เกิดอัมพาตและก็เกิดการระบาดได้บ่อยครั้งกว่าทัยป์อื่นๆและก็เมื่อติดโรคประเภทหนึ่งแล้วจะมีภูมิคุ้มกันถาวรเกิดขึ้นเฉพาะต่อทัยป์นั้น ไม่มีภูมิต้านทานต่อทัยป์อื่น ด้วยเหตุนี้ ตามแนวความคิดนี้แล้ว คน 1 คน อาจติดเชื้อได้ถึง 3 ครั้ง และแต่ละทัยป์ของไวรัสโปลิโอ จะแบ่งย่อยได้อีก 2 สายพันธุ์ คือ

  • สายพันธุ์ร้ายแรงก่อโรค (Wild strain) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังแล้วก็กำจัด โดยตอนนี้ยังเจอสายพันธุ์รุนแรงนี้ใน 2 ประเทศเป็นอัฟกานิสถานรวมทั้งปากีสถาน
  • สายพันธุ์วัคซีน (Vaccine strain หรือ Sabin strain) เป็นการทำให้เชื้อไวรัสโปลิโออีกทั้ง 3 ประเภทย่อยอ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคได้ แล้วประยุกต์ใช้เป็นวัคซีนชนิดหยด หรือที่เรียกกันว่า OPV (Oral polio vaccine) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ เชื้อไวรัสโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนอาจมีการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุลจนสามารถทำให้มีการเกิดสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธุ์ รวมทั้งทำให้เกิดโรคโปลิโอได้ ซึ่งการเกิดนี้ชอบเกิดในชุมชนที่หรูหราความครอบคลุมของวัคซีนโปลิโอค่อนข้างต่ำเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน


โดยเชื้อโปลิโอนี้จะอยู่ในไส้ของคนเพียงแค่นั้น ไม่มีแหล่งรังโรคอื่นๆเชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มได้ในลำไส้ของผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันและอยู่ด้านในไส้ 1-2 เดือน เมื่อถูกขับถ่ายออกมาข้างนอก จะไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ แล้วก็เชื้อจะอยู่ข้างนอกร่างกายในสิ่งแวดล้อมไม่ได้นาน โดยเฉพาะในเขตร้อน อายุครึ่งชีวิตของเชื้อไวรัสโปลิโอ (half life) ประมาณ 48 ชั่วโมง
อาการของโรคโปลิโอ  เมื่อเชื้อโปลิโอไปสู่ร่างกายของผู้ที่ไม่มีภูมิต้านทาน ไวรัสจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในรอบๆ pharynx แล้วก็ลำไส้ สองสามวันถัดมาก็จะกระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอที่ต่อมทอนซิล และก็ที่ไส้และก็ไปสู่กระแสโลหิตทำให้มีลักษณะไข้เกิดขึ้น ส่วนน้อยของไวรัสจะผ่านจากกระแสโลหิตไปยังไขสันหลังและก็สมองโดยตรง หรือนิดหน่อยอาจผ่านไปไขสันหลังโดยทางเส้นประสาท เมื่อไวรัสเข้าไปยังไขสันหลังแล้วมักจะไปที่ส่วนของไขสันหลังหรือสมองที่ควบคุมรูปแบบการทำงานของกล้าม เมื่อเซลล์สมองในส่วนที่    ติดโรคมีอาการอักเสบมากมายจนถูกทำลายไป กล้ามที่ควบคุมโดยเซลล์ประสาทนั้นก็จะมีอัมพาตและฝ่อไปในที่สุด
         ทั้งนี้สามารถแบ่งคนเจ็บโปลิโอตามกรุ๊ปอาการได้เป็น 4 กรุ๊ปหมายถึง

  • กรุ๊ปคนเจ็บที่ไม่มีอาการ คนเจ็บกลุ่มนี้มีราว 90 – 95% ของผู้ติดโรคโปลิโอทั้งหมด มีความสำคัญทางด้านระบาดวิทยา เนื่องจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่เข้าไปจะไปเพิ่มจำนวนในไส้ แล้วก็ถ่ายออกมาตรงเวลา 1-2 เดือน นับเป็นแหล่งแพร่โรคที่สำคัญในชุมชน
  • กรุ๊ปคนไข้ที่มีอาการน้อยมาก (Abortive poliomyelitis) หรือที่เรียกว่า abortive case หรือ minor illness ซึ่งจะเจอได้โดยประมาณ 5-10% ของผู้ติดโรคโปลิโอทั้งปวง มักจะมีลักษณะอาการไข้ต่ำๆเจ็บคอ คลื่นไส้ ปวดท้อง ไม่อยากอาหาร และก็อ่อนเพลีย อาการจะเป็นอยู่ 3-4 วัน ก็จะหายเป็นระเบียบโดยไม่มีอาการอัมพาต ซึ่งจะวินิจฉัยโรคแยกจากโรคติดเชื้อไวรัสอื่นมิได้
  • กรุ๊ปผู้ป่วยที่มีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสโปลิโอ (Nonparalytic poliomyelitis) กลุ่มนี้จะพบได้เพียงแค่ 1% ของผู้ติดโรคโปลิโอทั้งปวง จะมีลักษณะเช่นเดียวกับที่เกิดจากเชื้อไวรัสอื่นๆคนไข้จะมีอาการเหมือน abortive case แต่ว่าจะตรวจพบคอแข็งกระจ่าง มีลักษณะอาการปวดศีรษะ ปวดตามกล้าม เมื่อตรวจน้ำไขสันหลังก็จะพบไม่ปกติแบบการติดเชื้อไวรัส มีเซลล์ขึ้นไม่มากจำนวนมากเป็นลิมโฟซัยท์ ระดับน้ำตาลและโปรตีนปกติ หรือเปลี่ยนแปลงเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ
  • กรุ๊ปผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการกล้ามอ่อนเพลีย (Paralytic poliomyelitis) เป็นอัมพาต กลุ่มนี้เจอได้น้อยมากจะมีอาการแบ่งได้ 2 ระยะ ระยะแรกคล้ายกับใน abortive case หรือเป็น minor illness เป็นอยู่ 3-4 วัน หายไป 3-4 วัน เริ่มเป็นไข้กลับมาใหม่ พร้อมกับมีอาการปวดกล้ามเนื้ออาจมีการเกร็งตัวของกล้ามก่อนที่จะมีอัมพาตเกิดขึ้น กล้ามจะเริ่มมีอัมพาตรวมทั้งเพิ่มจำนวนกล้ามเนื้อที่มีอัมพาตอย่างรวดเร็ว โดยมากจะกำเนิดสุดกำลังภายใน 48 ชั่วโมง แล้วก็จะไม่ขยายเพิ่มขึ้นตอนหลัง 4 วัน เมื่อตรวจทานรีเฟลกซ์ครั้งคราวจะพบว่าหายไปก่อนที่กล้ามจะมีอัมพาตสุดกำลัง


          ลักษณะของอัมพาตในโรคโปลิโอชอบพบที่ขามากยิ่งกว่าแขนแล้วก็จะเป็นข้างเดียวมากกว่า 2 ข้าง (asymmetry) มักจะเป็นกล้ามเนื้อต้นขา หรือต้นแขนมากกว่าส่วนปลาย เป็นแบบปวกเปียก (flaccid) โดยไม่มีความเคลื่อนไหวในระบบความรู้สึก (sensory) ที่พบได้ทั่วไปคือเป็นแบบ spinal form ที่มีอัมพาตของแขน ขา หรือกล้ามเนื้อลำตัว ในรายที่เป็นมากอาจมีอัมพาตของกล้ามเนื้อส่วนลำตัวที่อกและก็พุง ซึ่งมีความหมายสำหรับการหายใจ ทำให้หายใจเองไม่ได้ บางทีอาจถึงตายได้ถ้าเกิดช่วยไม่ทัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคโปลิโอ โรคโปลิโอพบได้บ่อยได้ในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยทั้งยังผู้ชายและก็เพศหญิงมีโอกาสติดเชื้อโรคนี้ได้เท่ากัน รวมทั้งมีโอกาสติดเชื้อโปลิโอได้ง่าย แม้กระนั้นมีคนไข้น้อยมากที่จะมีอาการกล้ามเหน็ดเหนื่อย เชื้อไวรัสจำพวกนี้จะเจริญวัยอยู่ในลำไส้ เชื้อก็เลยถูกขับออกจากร่างกายมาพร้อมกับอุจจาระและก็แพร่ไปสู่คนอื่นๆผ่านการกินอาหารหรือกินน้ำที่แปดเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ป่วย ซึ่งมีเหตุมาจากการขับถ่ายที่ไม่ถูกสุขลักษณะและไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร โรคนี้ก็เลยพบมากมากมายในประเทศที่ล้าหลังและกำลังปรับปรุงที่ขาดการดูแลเรื่องสุขอนามัยที่ดี
อีกทั้งคนที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโปลิโอนั้น จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อเพิ่มขึ้นถ้าหากอยู่ในข้างในกรุ๊ปเสี่ยงดังต่อไปนี้
           หญิงตั้งครรภ์แล้วก็คนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ดังเช่นว่า ผู้ติดเชื้อโรคเอชไอวี และก็เด็กตัวเล็กๆซึ่งจะมีความไวต่อการได้รับเชื้อโปลิโอ
           เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโปลิโอหรือเพิ่งจะเกิดการระบาดของโรคเมื่อเร็วๆนี้
           เป็นผู้ดูแลหรืออาศัยอยู่กับผู้ติดเชื้อโปลิโอ
           ดำเนินงานในห้องทดลองที่สัมผัสใกล้ชิดกับเชื้อไวรัส
           คนที่ผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกไป
กรรมวิธีรักษาโรคโปลิโอ หมอจะวินิจฉัยโรคโปลิโอด้วยการซักถามอาการจากคนป่วยว่ารู้สึกเจ็บปวดรอบๆหลังแล้วก็คอ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนหรือหายใจหรือเปล่า ตรวจตราปฏิกิริยาสะท้อนกลับของร่างกาย รวมถึงการตรวจทางทะเลเหลือง โดยเก็บตัวอย่างในตอนระยะรุนแรงรวมทั้งระยะแฝงของโรค ตรวจสารภูมิต้านทาน IgM หรือ IgG นอกเหนือจากนั้นเพื่อยืนยันให้มั่นใจอาจมีการตรวจหาเชื้อไวรัสโปลิโอด้วยการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากลำคอ อุจจาระ หรือน้ำหล่อเลี้ยงสมองและก็ไขสันหลังส่งไปทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในกรณีคนเจ็บที่มีลักษณะอาการกล้ามเนื้ออัมพาตแบบปวกเปียก (acute flaccid paralysis : AFP) หมอจะปฏิบัติการสืบสวนโรค กับเก็บอุจจาระส่งไปตรวจเพื่อ    แยกเชื้อโปลิโอ การวินิจฉัยที่แน่นอนเป็น แยกเชื้อโปลิโอได้จากอุจจาระ และก็กระทำตรวจว่าเป็นทัยป์ใดเป็นสายพันธุ์ wild strain หรือ vaccine strain (Sabin strain)
          การเก็บอุจจาระส่งตรวจจะเก็บ 2 ครั้ง ห่างกันอย่างต่ำ 1 วัน จะต้องเก็บให้เร็วข้างใน 1-2 อาทิตย์ภายหลังที่เจอมีอาการ AFP ซึ่งเป็นตอนๆที่มีจำนวนเชื้อไวรัสในอุจจาระมากยิ่งกว่าระยะอื่นๆการจัดส่งอุจจาระเพื่อส่งไปตรวจต้องให้อยู่ในอุณหภูมิ 4-8๐ ซ ตลอดเวลา มิฉะนั้นเชื้อโปลิโออาจตายได้ ตอนนี้โรคโปลิโอยังไม่มีแนวทางรักษาให้หายสนิท แพทย์สามารถให้การดูแลคนป่วยตามอาการ  และก็ในช่วงเวลานี้ก็ยังไม่มียารักษาโรคโปลิโอโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดูแลรักษาจะเป็นแบบเกื้อหนุน อย่างเช่น ให้ยาลดไข้ แล้วก็ลดลักษณะของการปวดของกล้ามเนื้อ ในรายที่มีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อแขน ขา กระบวนการทำกายภาพ บรรเทาจะช่วยฟื้นฟูความสามารถของกล้ามเนื้อให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับการรักษาผู้เจ็บป่วยกลุ่มอาการหลังกำเนิดโรคโปลิโอ (Post-polio syndrome – PPS) การดูแลรักษาหลักจะย้ำไปที่วิธีการทำกายภาพบำบัดมากกว่า ตัวอย่างเช่น การใส่เครื่องไม้เครื่องมือช่วยยึดลำตัว เครื่องมือช่วยสำหรับการเดิน อุปกรณ์ที่ช่วยปกป้องข้อบิดผิดรูปผิดรอยหรืออาจใช้การผ่าตัดช่วย การฝึกหัดกล่าวแล้วก็ฝึกฝนกลืนในผู้เจ็บป่วยที่มีปัญหา การออกกำลังกายที่เน้นย้ำการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อภายใต้ข้อแนะนำที่ถูกจากหมอหรือนักกายภาพบำบัด การใช้งานเครื่องช่วยหายใจในขณะหลับถ้าหากคนป่วยมีปัญหาหัวข้อการหยุดหายใจในขณะหลับ และก็การดูแลทางด้านอารมณ์แล้วก็จิตใจของผู้เจ็บป่วยร่วมด้วย

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคโปลิโอ

  • ถ้าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโปลิโอไม่ว่ามีลักษณะอาการอยู่ในกลุ่มใด ถ้าเกิดหมอให้กลับไปอยู่ที่บ้านเครือญาติต้องระมัดระวังการแพร่ระบาดสู่บุคคลในบ้าน เพราะคนป่วยจะสามารถขับเชื้อออกมาทางอุจจาระได้นานถึงโดยประมาณ 3 เดือนหลังติดเชื้อ และก็ถ้าเกิดผู้ป่วยมีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันต้าน ทานโรคบกพร่องด้วยแล้วจะสามารถกระจายเชื้อได้นานถึงราวๆ 1 ปี โดยให้พี่น้องดูแลหัวข้อการขับ ถ่ายของผู้เจ็บป่วยให้ถูกสุขลักษณะ การล้างมือทุกหนหลังเข้าห้องน้ำและก็ก่อนถือจับอาหารเข้าปาก การกินอาหารปรุงสุกใหม่เสมอ การล้างผักผลไม้ให้สะอาดรวมทั้งปอกเปลือกผลไม้ก่อนรับประทาน แล้วก็แม้บุคคลในบ้านคนใดกันยังไม่เคยรับวัคซีนโปลิโอ ก็ให้ขอความเห็นแพทย์เพื่อรับวัคซีนให้ครบ
  • ให้ผู้ป่วยทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 กลุ่ม
  • ถ้าหากผู้ป่วยมีลักษณะกล้ามเนื้ออ่อนแรงให้พี่น้องช่วยทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยเหลือทักษะการเคลื่อนไหว แล้วก็เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามข้อแนะนำของนักกายภาพบำบัด
  • ญาติควรจะดูแลและใส่ใจผู้ป่วย รวมทั้งดูแลทางด้านสภาวะจิตใจ สถานการณ์ทางอารมณ์ของผู้เจ็บป่วยรวมทั้งให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยด้วย
  • เครือญาติควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างเคร่งครัด หรือ ถ้ามีลักษณะผิดปกติที่ก่อให้เกิดอันตราย ก็ควรจะพาไปพบแพทย์โดยเร่งด่วน
การปกป้องคุ้มครองโรคโปลิโอ

  • โรคโปลิโอสามารถคุ้มครองปกป้องได้ด้วยวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่มีใช้ ทั้งโลกมี 2 จำพวกหมายถึง
  • วัคซีนโปลิโอประเภทรับประทาน (Oral Poliomyelitis Vaccine: OPV, Sabin) การกวาดล้าง ในประเทศไทย โรคโปลิโอ H T กลุ่มโรคติดต่อที่คุ้มครองได้ด้วยวัคซีน สำนักโรคติดต่อทั่วไป Albert Bruce Sabin M.D. Jonas Edward Salk M.D. เป็นวัคซีนประเภทเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (attenuated live oral poliomyelitis vaccine) สายพันธุ์ Sabin คิดค้นโดย Albert Bruce Sabin ชาวอเมริกัน เมื่อปี พุทธศักราช 2504 วัคซีนมีเชื้อ เชื้อไวรัสโปลิโอ 3 ทัยป์เป็นทัยป์ 1, 2 และ 3 ให้วัคซีนโดยการรับประทานเป็นการเอาอย่างการตำหนิดเชื้อ ตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เยื่อบุลำคอรวมทั้งไส้ของผู้รับวัคซีน แล้วก็สามารถแพร่เชื้อ วัคซีนไปกระตุ้นภูมิต้านทานให้กับผู้สัมผัสสนิทสนมได้อีกด้วย ปัจจุบันนี้วัคซีนโปลิโอชนิดกินนี้ถือได้ว่าเป็น เครื่องมือสำคัญในการกำจัดโรคโปลิโอเป็นอย่างมาก เพราะเหตุว่าสามารถป้องกันแล้วก็กำจัดเชื้อโปลิโอสายพันธุ์ ก่อโรคได้เป็นอย่างดี แพงถูกรวมทั้งมีวิธีการให้วัคซีนง่าย แต่มีข้อเสีย เป็นอาจจะเป็นผลให้กำเนิดอาการข้างเคียง เหมือนโรคโปลิโอ (Vaccine Associated Paralytic Polio: VAPP) ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมาก โดยประมาณ 1 ใน 2.7 ล้านโด้ส หรืออาจมีการกลายพันธุ์ (Vaccine Derive Polio Virus: VDPV) จนก่อ โรคได้ในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนต่ำ
  • วัคซีนโปลิโอจำพวกฉีด (Inactivated Poliomyelitis Vaccine: IPV, Salk) เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่ตายแล้ว (kill vaccine) สร้างสรรค์โดย Jonas Edward Salk ชาว อเมริกัน เมื่อปี พุทธศักราช 2498 วัคซีนจำพวกนี้มีเชื้อโปลิโอ 3 ทัยป์ ให้วัคซีนโดยการฉีด


ในตอนนี้ประเทศไทยมีการใช้วัคซีนโปลิโอในแผนงานเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค โดยให้วัคซีน OPV 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน 1 ปีครึ่ง รวมทั้ง 4 ปี และให้วัคซีน IPV 1 ครั้ง เมื่ออายุ 4 เดือน

  • ปกป้องการต่อว่าดเชื้อรวมทั้งการแพร่ของเชื้อโปลิโอ ด้วยการทานอาหารรวมทั้งดื่มน้ำสะอาดถูกสุขลักษณะ และการอึลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะทุกคราว
  • ภายหลังเข้าไปคลุกคลีใกล้ชิดคนไข้โรคโปลิโอ หรอเข้าไปดูแลเปลี่ยนผ้าให้แก่คนไข้ควรจะล้ามือด้วยสบู่ทุกหน
  • เมื่ออยู่ในเขตพื้นที่มีการระบาดของโรคโปลิโอ ควรจะดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงประพฤติตามหลักสุขข้อกำหนดให้เคร่ง


สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาโรคโปลิโอ เนื่องจากโรคโปลิโอเป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไวรัสที่มีการติดต่อได้ง่าย และก็ในผู้เจ็บป่วยที่มีความร้ายแรงของโรคนั้นอาจส่งผลให้เสียชีวิตหรือพิการได้ ซึ่งในตอนนี้นั้นยังไม่มียาที่ใช้รักษาโรคโปลิโอให้หายได้ รวมถึงยังไม่มีข้อมูลว่ามีสมุนไพรชนิดไหนที่ใช้รักษาหรือบรรเทาอาการของโรคโปลิโอได้เช่นกัน
เอกสารอ้างอิง

  • การกวาดล้างโรคโปลิโอในประเทศไทย.กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนสำนักโรคติดต่อทั่วไป.วารสาร ดร.สัมพันธ์.ปีที่ 3.ฉบับที่ 4.เมษายน-พฤษภาคม 2559.หน้า 2-3
  • โปลิโอ.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โปลิโอ (Poliomyelitis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 571-572.
  • Paul JR (1971). A History of Poliomyelitis. Yale studies in the history of science and medicine. New Haven, Conn: Yale University Press. pp. 16– ISBN 0-300-01324-8. http://www.disthai.com/
  • Cohen JI (2004). "Chapter 175: Enteroviruses and Reoviruses". In Kasper DL, Braunwald E, Fauci AS, et al. (eds.). Harrison's Principles of Internal Medicine (16th ed.). McGraw-Hill Professional. p. ISBN 0-07-140235-7.
  • โรคโปลิโอ(Poliomyelitis).ความรู้เรื่องโรคติดต่อ.สำนักโรคติดต่อทั่วไป.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข
  • Ryan KJ, Ray CG (eds.) (2004). "Enteroviruses". Sherris Medical Microbiology (4th ed.). McGraw Hill. pp. 535– ISBN 0-8385-8529-9.
  • Jeffrey I. Cohen, enteroviruses and reoviruses, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • โรคโปลิโอ(Polio).สำนักโรคติดต่อทั่วไป.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข.


    Tags : โรคโปลิโอ

11

สมุนไพรไคร้น้ำ
ไคร้น้ำ Homonoia riparia Lour.
บางถิ่นเรียก ไคร้น้ำ แร่ (จังหวัดตรัง) กะแลแร (มลายู-จังหวัดยะลา)  (มลายู-นราธิวาส) ไคร้ (กึ่งกลาง เหนือ) ไคร้หิน (ชุมพร) สี่ทีโค่ เหี่ยที้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน).
ไม้พุ่ม สูงราว 4 มัธยม เปลือกสีเทา หมดจด กิ่งเป็นเหลี่ยม มีขนสั้นๆ. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปยาวแคบ หรือ ยาวแคบแกมรูปหอก กว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 7-18 เซนติเมตร ปลายใบและก็โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ หยักแบบซี่ฟันเล็กๆก้านใบยาว 4-11 มิลลิเมตร  สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ช่อดอกตั้ง ยาว 3-11 ซม. ดอกแยกเพศ. ดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบดอกกลม แยกเป็น 3 แฉก ไม่มีกลีบ เกสรผู้หลายชิ้น โคนก้านเกสรเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็นแขนงเยอะแยะ มีอับเรณูติดอยู่เป็นกระจุกกลม. ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อ ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกติดห่างๆกลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ยาว 1.5-2 ซม. ข้างนอกมีขน ไม่มีกลีบดอกไม้ รังไข่กลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 2 มม. ท่อรังไข่ 3 อัน ไม่แยกกัน ยาวโดยประมาณ 5 มิลลิเมตร ด้านในมี 3 ช่อง. ผล กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 มม. มีขน. เมล็ด ค่อนข้างเป็นรูปไข่ กว้างราวๆ 1.5 มม. ยาวโดยประมาณ 2 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในที่ลุ่ม ริมน้ำ.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรากรับประทานเป็นยาขับฉี่ แก้น้ำเหลืองเสีย ขับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ระบาย แม้กระนั้นถ้าใช้มากจนเกินความจำเป็นจะมีผลให้อ้วก ต้น น้ำสุกต้นรับประทานเป็นยาขับเหงื่อ ยางต้นรับประทานแก้ไข้มาเลเรีย ใบ แล้วก็ ผล ตำพอกแก้โรคผิวหนังผื่นคันบางประเภท รวมทั้งให้กินน้ำต้มใบ และก็ผลไปด้วย

Tags : สมุนไพร

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: 15-12-2017 , 16:32:03 »

วงศ์เต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดกึ่งกลาง มีเดือยแหลมที่โคนขาข้างหลังข้างละ ๑ อัน กระดองข้างหลังสีเหลืองผสมสีน้ำตาล มีลายดำ พบตามภูเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือรวมทั้ง ภาคอีสาน
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ ซม.
เต่าขนาดกึ่งกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยราวกับเต่าบกชนิดอื่น อยู่ในที่แห้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้งทั่วประเทศ
สมุนไพร เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ ซม.
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตสุดกำลังกระดองยาวได้ถึง ๖๐ ซม. โคนขาข้างหลัง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  เจอในป่าดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก แล้วก็ภาคใต้มี ๒ จำพวกย่อยเป็นเต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) รวมทั้งเต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

ผลดีทางยา
เต่าที่หมอแผนไทยประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดและเต่าบก แต่ที่ใช้กันมากคือเต่าท้องนา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายดายยิ่งกว่าเต่าชนิดอื่นๆแล้วก็มีชื่อเสียงกันดีทั่วไป

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกระจอก
« เมื่อ: 09-12-2017 , 12:17:58 »

นกกระจอก
นกกระจอก หรือนกกระจอกบ้าน ภาคใต้เรียก นกจอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanas (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า tree sparrow หรือ European sparrow ที่เจอในประเทศไทยเป็นชนิดย่อย Passer montanus malaccensis A. Dubois
ชีววิทยาของนกกระจอก
นกประเภทนี้เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๓ เซนติเมตร ปากอ้วนสั้นเป็นปากกรวย หัวค่อนข้างใหญ่ คอสั้น ปีกสั้น ท้ายปีกมน หางออกจะสั้น ปลายหางหยักเว้าไปทางโคนหางนิดหน่อย ขาออกจะสั้น กระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม หัวด้านข้างและคอสีขาว ขนบริเวณหูมีแถบสีดำ คอหอยสีดำ ลำตัวด้านบนและปีกสีน้ำตาลเข้ม ขนท้ายปีกรวมทั้งขนโคนปีกมีแถบสีขาว ๒ แถบ ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลอ่อน ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมากมาย แต่ว่าเพศผู้มีสีสดใสกว่าเล็กน้อย มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใกล้ถิ่นอาศัยของคนเรา อาจพบได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนกระทั่งที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๑,๘๐๐เมตร
นกกระจอกรับประทานเมล็ดพืชและแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร ทำรังตามใต้หลังคาบ้านหรือตามหลืบตามซอก สิ่งของที่ใช้ในการทำรังมีหญ้าแห้งเป็นส่วนมาก ขยายพันธุ์ได้ทั้งปี  ออกไข่คราวละ ๓ – ๕ ฟอง ใช้เวลาฟักราว ๑๓ วัน ข้างหลังออกมาจากไข่ราว ๑๔ วัน ก็บินได้

สรรพคุณทางยา
สมุนไพร หมอตามต่างจังหวัดใช้นกกระจอกหมดทั้งตัว ถอนขน ผ่าเอาเครื่องในออก ทำความสะอาด เอาพริกไทยและก็กระชายยัดในตัว แล้วหลังจากนั้นจึงย่างไฟ แล้วเอาออกมาตำเป็นผง บางทีอาจผสมกับยาอื่นอีกหรือผสมน้ำผึ้ง รับประทานเป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ประชาชนตามชนบทลางถิ่นใช้เลือดนกกระจอกทาปานแดงเด็กแรกเกิด

14

เขาสัตว์อื่นที่ใช้แทนเขากุยได้
เขาชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับเขากุย แบบเรียนว่าใช้แทนกันได้ เช่น
๑.กาเซลคอพอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gazella gutturosa Pallas
มีชื่อสามัญว่า goitred  gazelle
พบในเอเชียกึ่งกลาง จากทิศใต้ของทะเลสาบแคสเปียนถึงภาคตะวันตกของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ที่สม่ำเสมอไปจนถึงเขตปกครองตนเองมองดูโกเลียใน สัตว์ประเภทนี้เพศผู้มีต่อมใหญ่ขึ้นที่คอหอยคล้ายกับเป็นโรคคอพอก ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงฤดูผสมพันธุ์เพศผู้มีเขายาว ทางช้อนไปด้านหลัง ปลายงอนขึ้น ยาวราว  ๒๕  ซม.
๒.ชิ รูหรือ แอนติโลปประเทศทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pantholops  hodgsoni  Abel
มีชื่อสามัญว่า  chiru   หรือ  Tibetan   antelope
พบในท้องทุ่งเนินสูงของเขตปกครองตนเองทิเบต สูงที่ไหล่ยาว ๑  เมตร  หนัก  ๒๕-๓๕ กิโลกรัม มีเขายาวมากมาย ชอบย้ายที่อยู่ ในฤดูผสมพันธุ์มีฝูงตัวเมียถึง ๒0  ตัว โดยที่ตัวผู้คุมฝูงอยู่เพียงตัวเดียว สัตว์ชนิดนี้ชอบใช้กลีบขุดหลุม   นอนลึกๆเพื่อหลบลมหนาว
๓.กาเซลทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Procapra  picticaudata Hodgson
มีชื่อสามัญว่า Tibetan   gazelle
สัตว์ชนิดนี้มีลักษณะของกาเซลหลายประการ เป็น มีขนหางสั้น ไม่มีต่อมหัวตา ไม่มีพู่ขนบนเขา มีเขาเฉพาะตัวผู้ ตัวเมียไม่มีลายที่หน้า ปลายเขาไม่โค้งเป็นตะขอ   และตรงปลายก้นมีแถบขาว   สัตว์ชนิดนี้สูงที่ไหล่ราว   ๖0-๖๕ เซนติเมตร หนักราว ๒0 กิโล ข้างตัวสีน้ำตาลจาง รวมทั้งจางเป็นสีเทาในฤดูร้อน  เจอตามภูเขาสูงในที่ราบสูงทิเบต
๔.กวางเขาหิน

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Nemorhaedus  goral  Hardwicke
มีชื่อสามัญว่า common  goral  หรือ Himalayan  goral
เจอในประเทศไทย ตามเทือกเขาที่สูงชันทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง เคยเจอที่ภูเขาม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่ และก็ภาคตะวันตกของประเทศพม่าต่อกับบังกลาเทศ ตลอดกาลตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ถึงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไซบีเรีย กวางเขาหินมีขนาดเล็กกว่าแกงเลียงผา สีตามตัวเป็นสีเทาปนน้ำตาลอ่อนๆปนสีฟ้าจางที่ใต้คอมีสีขาว ที่สันคอไม่มีขนแผง แต่ว่ามีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากสันคอไปบนสันหลังจนกระทั่งหาง กวางหน้าผาต่างจากแกงเลียงหน้าผาตรงที่กวางผาไม่มีรูต่อมที่อยู่ระหว่างตากับจมูก เขาแหลมโค้งไปข้างหลังคล้ายเลียงผา แม้กระนั้นเล็กมากยิ่งกว่า มีคอดที่โคนเขาราวครึ่งเดียวของความยาวเขา กวางหน้าผาเป็นสัตว์ที่ถูกใจอยู่เป็นฝูงราว  ๕-๖  ตัว เดินหาเลี้ยงชีพตามท้องทุ่งในตอนเช้า สมุนไพร รวมทั้งตอนเวลาเย็น บางโอกาสก็นอนเล่นบนหิน พระตำราธาตุวิภังค์ให้ยาที่เข้า  “เขากุย”  ไว้  ๒ ขนาน ขนานหนึ่งเป็น “ยาจิตรมหาวงษ์” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังต่อไปนี้ ยาชื่อจิตรมหาวงษ์  แก้คอเปื่อยยุ่ยลิ้นเปื่อยยุ่ยแลปากเปื่อยยุ่ยแลแก้ไอ ท่านให้เอา รากมะกล่ำ  ต้น ๑  รากมะกล่ำเครือ ๑  รากมะขามป้อม ๑ เนระภูเขาสี ๑  เขากวาง ๑  เขากุย  ๑  นอแรด  ๑  งาช้าง  ๑ จันทร์ทั้งสองนี้ บอแร็กสะเหม็นตุ  ๑ ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน ตำผงบดทำแท่งไว้ ลานตาน้ำผึ้งทา หายแล
พระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “เขากุย” ขนานหนึ่งเป็นยาแก้ซางแห้ง ซึ่งมีบันทึกไว้  ดังต่อไปนี้ ยาแก้ทรางแห้ง คือทรางโจรทรางไฟ ถ้าขึ้นตาเป็นเกล็ดกระดี่  แล้วให้เป็นเลิศขึ้นพรึงไปทั้งตัวดังผด  เอาหอมแดง  ๑  รากนมแมว  ๑  รากเข็มเหลือง  ๑  ประพรมไม่  ๑  กระทือ  ๑  ไพล  ๑  กระเทียม  ๑  หว้านเปราะ  ๑  รากถั่วภู  ๑  เขากวาง  ๑   นอแรด  ๑  เขากุย ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวจระเข้  ๑   เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวหมู  ๑  เขี้ยวแรด  ๑   โกศอีกทั้ง  ๕   เทียนอีกทั้ง  ๕   การะบูร  ๑  น้ำประสานทอง  ๑  รวมยา  ๒๘  สิ่งนี้   เอาเสมอภาค  ทำเปณจุณ เอาน้ำดอกไม้เป็นกระสาย  บดทำแท่ง ลานตาน้ำแตงร้านกิน แก้ในตาต้อทั้งยัง  ๔  แลต้อสำหรับทรางกุมารทั้งปวง

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ ชะมดเช็ค
« เมื่อ: 29-11-2017 , 10:15:05 »

ชะมดเช็ด
ชะมดเช็ด (civet  cat) เป็นสัตว์ที่มีลักษณะเหมือนมูสัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า viverricula malaccensis  (Gmelin)
จัดอยู่ในตระกูล  viverridae
มีชื่อสามัญว่า small indian civet
ชีววิทยาของชะมดเช็ด
ชะมดเช็ดเป็นชะมดที่มีขนาดเล็ก ความยาวลำตัว ๕๔-๖๓ เซนติเมตร หางยาวราว ๓๐-๔๓ ซม. น้ำหนักตัว ๑-๔  กิโล ขนสีน้ำตาลจาง  มีลายสีดำบนหลัง  ๕  ลาย เริ่มจากคอถึงโคนหาง ข้างลำตัวมีลายเป็นจุดสีดำเรียงเป็นแนวไปตามควายยาวของลำตัว หางเป็นปล้องดำสลับขาว  ๕-๙  บ้อง ปลายหางเป็นสีขาว หน้าผากแคบ ขาออกจะสั้น มักอาศัยอยู่ตามป่าเกลื่อนกลาดทั่วๆไป หาเลี้ยงชีพบนพื้นดิน  วิ่งเร็วมากหากินในค่ำคืน  ส่วนในช่วงเวลากลางวันนอนตามพุ่มไม้เตี้ยๆ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/url]
รอบๆตูดมีต่อมกลิ่น ขับของเหลวที่มีกลิ่นแรง โดยธรรมชาติจะขัดถูของเหลวนี้ตามตอไม้หรือกิ่งไม้ จึงเรียกชื่อสัตว์จำพวกนี้ว่า “ชะมดเช็ด”  ต่อมกลิ่นนี้มีอยู่ในตัวผู้รวมทั้งตัวเมีย แต่ว่าในตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า

ชะมดเช็ดสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๒ ปี ไม่มีฤดูผสมพันธุ์ ตั้งครรภ์นาน ๒ เดือน คลอดทีละ  ๒-๔  ตัว คลอดลูกในโพรงดินตามใกล้ต้นไม้หรือตอไม้ ตัวเมียจะเลี้ยงลูกส่วนตัวผู้จะอยู่กับเมียเฉพาะตอนสืบพันธุ์ อายุยืนได้ถึง ๑๐ ปี  กินสัตว์เล็กๆเป็นต้นว่า  ไก่  นก หนู  งู  หรือผลไม้ลางจำพวกเป็นของกิน   พบบ่อยในทวีปเอเชียตอนใต้   ตั้งแต่  อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน เวียดนาม ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซียและ อินโดนีเซีย

หน้า: [1] 2 3