แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

ว่านชักมดลูก ปลูกไม่ยาก
            ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาอย่างยาวนานในอดีตแล้ว ซึ่งในอดีตนั้น คนไทยจะปลูกว่านชักมดลูกกันแค่ในรั้วบ้าน และขยายพันธุ์แค่พอที่จะใช้เป็นยาสมุนไพรในครัวเรือนเท่านั้นไม่ได้มีการนำไปจำหน่ายหรือนำไปส่งออกไปยังต่างประเทศเหมือนในปัจจุบันนี้แต่อย่างใด จึงทำให้แต่ก่อนนี้ยังไม่มีผู้ชอบนำว่านชักมดลูกไปเพาะปลูกเพื่อการพาณิชย์แต่อย่างใด แต่ในปัจจุบันเมื่อเริ่มมีการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูกกันมากขึ้น จึงทำให้เกิดกระแสการปลูกว่านชักมดลูกเพื่อนำมาจำหน่ายทั้งจำหน่วยแก่ลูกค้ารายย่อยและส่งเข้าโรงงาน จนถึงขั้นที่ว่าเกษตรกรที่ทำการเกษตรในพืชจำพวกอื่นต้องหันมาเพาะปลูกว่านชักมดลูกเป็นพืชหลักเลยทีเดียว โดยในเมืองไทยนอกจากเกษตรกรจะหันมาปลูกว่านชักมดลูกแล้ว ยังมีการเพาะสมุนไพรประเภทอื่นเป็นอาชีพหลักอีกหลายอย่าง เช่น กระชายดำ ขมิ้นชัน ไพลฯลฯ ซึ่งในการขยายพันธุ์สมุนไพรเหล่านี้ก็อาจทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี (ซึ่งอาจจะดีกว่าพืชหลักที่ปลูกในอดีตด้วยซ้ำ) ในตอนนี้เราจึงจะมาดูว่าวิธีการเพาะปลูกว่านชักมดลูกให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น ต้องทำอย่างไรบ้าง โดยว่านชักมดลูกนั้นอาจเพาะปลูกได้โดยใช้เหง้าแขนงและส่วนหัว (ที่กลมๆใหญ่ๆ) อีกทั้งยังสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย และทนแล้งได้ดี ส่วนช่วงเวลาที่ควรขยายพันธุ์นั้น ควรเป็นช่วงก่อนฤดูฝน เพราะเมื่อถึงฤดูฝนแล้วต้นของว่านชักมดลูกจะได้เติบโตตามฤดูกาลและสามารถสะสมสารอาหาร รวมถึงทำให้มีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มาถึงในขั้นตอนการเตรียมแปลงเพาะ โดยก่อนเพาะต้องกำจัดวัชพืชต่างๆเสร็จแล้ว ไถพรวนดินและตากดินทิ้งไว้ 5 – 7 วัน หลังจากนั้น 2 – 3 วันให้ใส่ปุ๋ยคอกผสมกับขี้เถ้าแกลบอีก 1 ตันต่อไร่แล้วไถกลบอีกรอบ ขั้นตอนการเพาะนั้นก่อนเพาะปลูกต้องกำจัดวัชพืชอีกครั้งก่อนขยายพันธุ์ 1 – 2 วัน สำหรับการเพาะใช้เหง้าหรือแขนงว่านชักมดลูกที่มีตาสำหรับแทงยอด(จะเป็นต้นต่อไป) หักเป็นส่วนๆใส่หลุม แล้วกลบทับ ระยะการเพาะปลูกระหว่างหลุมและระหว่างแถว ประมาณ 15 – 20 ซม. เมื่อเพาะปลูกแล้วหากเป็นช่วงฝนตกอย่างสม่ำเสมอในฤดูฝนก็ไม่ต้องให้น้ำ ส่วนการให้ปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในระยะเริ่มปลูก และใช้ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยสูตร 12-12-24 ในระยะที่ต้นโตเต็มทีในเดือน กันยายน – ตุลาคม ในการเก็บผลผลิตนั้น ต้องเก็บในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูแล้งโดยสังเกตได้จากหากว่านชักมดลูกมีใบเหี่ยวแห้งหมดแล้วก็อาจเก็บเกี่ยวได้ เพราะช่วงนี้ว่านชักมดลูกสะสมสารอาหารไว้ในหัวและเหง้าได้เต็มที่แล้วจึงเหมาะสมกับการเก็บเกี่ยว อีกทั้งหากเก็บเกี่ยวไปแล้วในเหง้าและหัวของว่านชักมดลูกจะมีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่อีกด้วย
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ของว่านชักมดลูก

2

ลักษณะและจุดสังเกตของว่านชักมดลูกตัวผู้/ตัวเมีย
            เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ว่านชักมดลูกนั้นเป็นพืชประจำถิ่นของไทยอีกลักษณะหนึ่ง ที่มีผู้นิยมนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรไม่น้อยไปกว่าสมุนไพรจำพวกอื่นๆ เช่น กระชายดำ เถาวัลย์เปรียง หรือ มะรุม ฯลฯ และส่วนมากผู้ที่นิยมใช้ว่านชักมดลูกก็จะเป็นผู้หญิง เพราะมีสารออกฤทธิ์ที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกันฮอร์โมนสตรีตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น ในบทความนี้จะขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับว่านชักมดลูกของไทยทั้งว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) และว่านชักมดลูกตัวเมีย  (Curcuma comosa) (แต่จะไม่กล่าวถึงชนิด (Curcuma  Xanthorrhiza) ว่าจะมีลักษณะเป็นเช่นไร)  และมีจุดสังเกตว่าตัวไหนเป็นตัวเมีย ตัวไหนเป็นตัวผู้ อย่างไรโดยคุณสมบัติทั่วไปของว่านชักมดลูกนั้น จัดเป็นพืชล้มลุก เนื้ออ่อนสูงประมาณ 1 – 1.5 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบของว่านชักมดลูกมีประเภทเป็นใบเดี่ยวทรงรียาวกว้าง 15 – 20 ซม. ยาว 40 – 80 ซม. สามารถมองเห็นเส้นใบเป็นแถบยาวอย่างชัดเจน และยังมีเส้นกลางใบอีกด้วย ดอกของว่านชักมดลูกเป็นลักษณะเป็นช่อแทงจากพื้นดิน โดยแยกกันออกไปหลายทิศทางไม่รวมเป็นกระจุก ดอกมีใบประดับสีชมพูอ่อนกลีบรองออกสีแดงสดโดยว่านชักมดลูกของไทยเรานี้ พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณทั่วประเทศแต่ในปัจจุบันมีการนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์กันมากขึ้น โดยแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญและมีชื่อเสียงได้แก่ ในจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์แต่ดังที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่าว่านชักมดลูกในไทยนั้น อาจแบ่งออกได้ตามสารออกฤทธิ์และคุณสมบัติสัณฐานโดยทั่วไปเป็นว่านชักมดลูกตัวผู้และว่านชักมดลูกตัวเมีย ซึ่งมีจุดสังเกตว่าตัวไหนเป็นตัวผู้ตัวไหนเป็นตัวเมียดังนี้ จุดสังเกตที่ 1 หัวว่านชักมดลูกตัวเมีย มีประเภทหัวกลมรีตามแนวตั้งและมีแขวงสั้น ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้นั้นหัวจะกลมกว่าและแขนงข้างจะยาวกว่าว่านชักมดลูกตัวเมีย หากผ่าหัวว่านออกมาเปรียบเทียบกันแล้วเนื้อของว่านตัวเมียจะมีสีขาวนวล วงข้างในเป็นสีชมพูเรื่อๆ หากทิ้งไว้สักพักสีชมพูจะเริ่มเข้มขึ้น ส่วนเนื้อของว่านตัวผู้ก็มีสีคล้ายกัน แต่ลงข้างในจะเป็นสีเขียวแกมเทา และเมื่อทิ้งไว้ก็จะเป็นสีชมพูเรื่อๆเช่นกัน จุดสังเกตที่ 2 คือ ใบ ว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีเส้นกลางใบสีเขียวตลอดเส้น ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้จะมีเส้นกลางใบสีน้ำตาลแดงตลอดเส้นเช่นกัน จุดสังเกตที่ 3 คือ ดอก โดยก้านช่อดอกของว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีก้านข่อดอกที่สั้นกว่า ก้านช่อดอกของว่านชักมดลูกตัวผู้ ซึ่งข้อมูลจุดสังเกตของว่านชักมดลูกนี้ ผู้เขียนคิดว่ามีสรรพคุณกับผู้ที่สมใจในสมุนไพรชนิดนี้ เพราะในการนำมาใช้ในทางสมุนไพรนั้นจะใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียในการทำยาสมุนไพรเพราะมีสารออกฤทธิ์ที่มีมากกว่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สรรพคุณของว่านชักมดลูก

3

ฤทธิ์ทางเภสัชของว่านชักมดลูกกับการวิจัยในสัตว์ทดลอง
            เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสมุนไพรที่ต้องมีการทดลองในสมุนไพรแต่ละคุณสมบัติ เพราะนั่นคือการยืนยันและพิสูจน์ว่าสมุนไพรตัวนั้น มีฤทธิ์ทางเภสัชในด้านใดและมีสารออกฤทธิ์ตัวไหนบ้างที่อาจนำมาใช้บำบัดเยียวยาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้ใช้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวิจัยและทดลองในสมุนไพรของไทย เพื่อที่จะนำผลการค้นคว้าที่ได้มาใช้ในวงการสมุนไพรเพื่อจะเป็นการยกระดับคุณภาพสมุนไพรของไทยให้ไปสู่สากลและมีคุณภาพทัดเทียมกับสมุนไพรจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งจะเป็นการแข่งขันในตลาดสมุนไพรโลกต่อไป โดยในการค้นคว้าและทดลองในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของว่านชักมดลูกนั้น มีผลงานการค้นพบของนักวิจัยชาวไทยอยู่หลายชิ้นเลยทีเดียว เช่น ที่ว่ากันว่าว่านชักมดลูกเยียวยาอาการของสตรี และมีไฟโตรเอสโตรเจนนั้น มีการค้นคว้าเพื่อพิสูจน์คือ มีการทดสอบโดยนำหนูทดลองมาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.หนูปกติ 2.หนูถูกตัดรังไข่ 3.หนูถูกตัดรังไข่และป้อนว่านชักมดลูกตัวเมีย 4. หนูถูกตัดรังไข่และป้อนว่านชักมดลูกตัวผู้ ผลการค้นหาพบว่าหนูกลุ่ม 3 ที่ได้รับว่านชักมดลูกตัวเมีย มีขนาดมดลูกโตใกล้เคียงกับหนูปกติ ส่วนหนูกลุ่ม 2 และ 4 (หนูที่ได้รับว่านชักมดลูกตัวผู้) มีขนาดมดลูกเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ในด้านฤทธิ์ป้องกันและเยียวยาโรคกระดูกพรุนโดยทดลองกับหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่แล้วป้อนสารสกัดว่านชักมดลูกตัวเมียติดต่อกัน 5 สัปดาห์ พบว่าป้องกันการสูญเสียแคลเซียมและรักษาความหนาแน่นของมวลกระดูกได้และฤทธิ์ในการเพิ่มอัตราการไหลของน้ำดี พบว่ามีสารไกลไคไซด์กลุ่ม Phloracetophnone มีฤทธิ์เพิ่มอัตราการไหลของน้ำดีในหนูทดลอง ซึ่งเมื่อให้สารสกัดว่านชักมดลูกในขนาด 50 mg/kg สามารถกระตุ้นการไหลของน้ำดีได้ 142.3 ± 3.0% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งการเพิ่มนี้มีผลต่อการย่อยอาหารอย่างไขมันได้ดีขึ้นและสามารถลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ และว่านชักมดลูกยังมีสาร 4,6-dihydroxy-2-0(beta-D-glucopyranosy/acetopnenone) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีค่า IC₅₀=4.44±0.85 ug/m/ รวมถึงยังมีการทดสอบความจำและการเรียนรู้ของหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ โดยนำหนูทดลองมาตัดรังไข่ แล้วแบ่งเป็นกลุ่ม คือ 1หนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ 2 หนูทดลองถูกตัดรังไข่และได้รับสารสกัดของว่านชักมดลูกตัวเมีย 3.หนูทดลองถูกตัดรังไข่และได้รับการฉีดเอสโตรเจน โดยจะมีการทดสอบความจำและการเรียนรู้ทุกระยะเวลา 30 วัน และเมื่อถึงวันที่ 67 หนูที่ถูกตัดรังไข่ความจำเสื่อมลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนูที่กินสารสกัดว่านชักมดลูกและกลุ่มที่ได้รับการฉีดเอสโตรเจนมีความจำดีใกล้เคียงกัน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่นักวิจัยคนไทยนำว่านชักมดลูกมาค้นหาในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเท่านั้น แต่ยังมีการศึกษาวิจัยและทดลองว่านชักมดลูกในเรื่องอื่นๆโดยนักวิจัยจากต่างประเทศอีกหลายๆกลุ่มหลายๆคน ซึ่งในความเห็นส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า ว่านชักมดลูกตัวเมียของไทยนี้เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงที่จะสามารถพัฒนาและผลิตเป็นยาสำหรับสตรี เพราะว่าสามารถรักษารวมถึงป้องกันในอาการที่สำคัญๆของสัตว์ได้ และยังเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาเป็นสมุนไพรระดับโลกได้ดังเช่น เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า แปะก๊วย กระชายดำ ฯลฯ

4

 
ข้อควรรู้และควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูก
            ตามภูมิปัญญาของไทยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรที่มีมาตั้งแต่ในอดีตนั้น หมอยาพื้นบ้านหรือหมอยาสมุนไพรพื้นเมืองในแต่ละถิ่นแต่ละชุมชนนั้น ล้วนแล้วแต่จะมีข้อจำกัดหรือข้อกำหนดในการใช้สมุนไพรประเภทต่างๆเสมอ เนื่องมาจากว่าในการใช้ตัวยาสมุนไพรลักษณะต่างๆนั้น ล้วนจะมีผลกระทบกับสุขภาพของผู้ใช้แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ เมื่อมีการใช้ยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคแล้วใช้ว่าจะมีอาการที่พึงประสงค์ในทุกๆรายไป นั่นก็เพราะว่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยหลายๆด้าน เช่นว่า สุขภาพของผู้ใช้สมุนไพรในตอนนั้นเป็นปกติหรือไม่ หรือเมื่อใช้สมุนไพรไปแล้วได้ใช้ตามขนาดหรือเวลาที่ได้แนะนำหรือไม่ รวมถึงได้รับประทานของแสดงที่มีฤทธิ์ไปกดตัวยาสมุนไพรที่ใช้หรือเปล่า เหล่านี้คือข้อจำกัดในการใช้สมุนไพรซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ ในบทความนี้จึงจะขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วว่านชักมดลูกนี้ก็นับว่าเป็นสมุนไพรไทยที่คนไทยใช้กันมาเนิ่นนานแล้ว เป็นภูมิปัญญาของไทยที่สืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการแปรรูปว่านชักมดลูกไปทำสมุนไพรในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น และยังสะดวกในการกินรวมถึงทำให้เป็นสากลเหมือนกับยาแผนปัจจุบันอีกด้วย ส่วนข้อควรรู้และข้อควรระวังในว่านชักมดลูกมีดังนี้ ในตำรายาพื้นบ้านได้ระบุว่า 1.ในการต้มยาว่านชักมดลูกนั้นต้องต้มให้ฟองยุบลงจึงจะสามารถนำมาใช้ได้โดยหากฟองยังไม่ยุบไม่ควรนำมาใช้อาจทำให้เกิดอาการเบื่อเมา  2.การใช้ว่านชักมดลูกเข้าอู่นั้นสตรีหลังคลอดควรรอให้มีน้ำนมก่อนจึงจะอาจใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล 3.ในการที่จะนำว่านชักมดลูกมาใช้นั้น ควรเก็บว่านชักมดลูกในฤดูแล้ง(ประมาณ พฤศจิกายน – มีนาคม) โดยหากเก็บหลังจากฝนตกแล้วคุณสมบัติของว่านชักมดลูกจะน้อยลง เพราะตัวยาในหัวและแขนงของว่านชักมดลูกจะสะสมได้สูงสุดในช่วงหน้าแล้งหากเลยไปถึงหน้าฝนตาของแขนงจะงอกออกมาเป็นต้นใหม่ทำให้ตัวยาในหัวและแขนงว่านชักมดลูกน้อยลง  4.เมื่อสตรีที่มีร่ายกายไม่ค่อยแข็งแรงใช้ว่านชักมดลูกนั้น อาจมีอาการปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ จึงควรหยุดกินสักพักหากหายไข้แล้วอาจกินต่อได้โดยลดตัวยาลงด้วย  5.ในสตรีวัยหมดประจำเดือนหลังจากใช้ว่านชักมดลูกแล้วอาจมีประจำเดือนเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ต้องตกใจเพราะมันจะค่อยๆหายไปเอง โดยสามารถใช้ว่านชักมดลูกได้ตามปกติ  6.หากใช้ว่านชักมดลูกแล้วควรงดของที่คาวและมัน เพราะอาจทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลงได้ ส่วนในการค้นหาในปัจจุบันระบุไว้ว่า  1.ไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกในผู้ป่วยที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน เพราะว่านชักมดลูกนี้มีฤทธิ์ไปกระตุ้นทางเดินน้ำดี อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้  2.มีงานค้นคว้าในกระต่ายว่าว่านชักมดลูกมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เช่นเดียวกับกระเทียม แปะก๊วย  โกจิเบอร์รี่  จึงไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกร่วมกับยาต้านเกร็ดเลือดจำพวก แอสไพริน  วาร์ปาริน  และยาสลายลิ่มเลือดทุกประเภท ทั้งหมดนี้คือข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูกซึ่งผู้เขียนคิดว่าก่อนจะนำมาใช้ควรต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัย

5

แอล-คาร์นิทิน

คือ  แอลคานิทีน  (L-carnitine)  หรือ                                                                         คาร์นิทีน (carnitine) ได้มาจากภาษาละติน แปลว่า เนื้อสด                                                                    เนื่องจากครั้งแรกสกัดได้  และจากกล้ามเนื้อของหมูคาร์นิทีน                                                                                มีโครงสร้างเป็น quaternary amine เป็นสารที่สร้างในตับ                                                                    และไตของคนเรา  คาร์นิทิน เป็นสารประกอบจตุรภูมิของ                             (L-carnitine)                       แอมโมเนียมที่สังเคราะห์ได้จากกรดอะมิโนสองชนิด คือ ไลซีนและเมธไทโอนีน  ในการสังเคราะห์คาร์นิ-ทีน ภายในร่างการอาศัย cofactor ได้แก่ วิตามินซี,  ไนอะซิน, วิตามินบี และเหล็ก โดยอาจใช้พลังงานจาก fatty acid oxidation ได้ทั้งนี้    คาร์นิทีน   และจะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ   และน้ำดี คาร์นิทีนมีอยู่  2 stereoisomers : Active firm คือ  L-carnitine ขณะที่ inactive form คือ D-carnitine เดิมคาร์นิทีน  ยังพบว่าเป็นปัจจัยในการเจริญเติบโตของหนอนนก  และมีอยู่บนฉลากวิตามินบีB
แอลคานิทิน  ประกอบด้วย คาร์นิทิน เป็นกรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acids) ที่ร่างกายสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์  กรดอะมีโน 2 ตัว คือ ไลซีน (Lysine) และเมทไธโอนีน (Methionone) โดยกรดอะมิโนทั้ง 2 ชนิดนี้ มีสาระสำคัญดังนี้

  • ไลซีน (Lysine) คือ  กรดอะมิโน ชนิดหนึ่ง ซึ่งจัดเป็น กรดอะมิโนจำเป็น ซึ่งร่างกายไม่อาจสร้างเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากสารอาหารอื่นๆ ไลซีน และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้างโปรตีนที่สำคัญต่อร่างกาย โดยร่างกายต้องการไลซีนเพื่อการเจริญเติบโต การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การสร้างภูมิต้านทาน ฮอร์โมน รวมถึงเอนไซม์ต่างๆ

    ประโยชน์ของกรดอะมิโนไลซีน ที่มีต่อร่างกาย

  • ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายและยังมีมีส่วนในการช่อยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย
  • เสริมสร้างภูมิต้านทาน มีฮอร์โมน และเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย
  • กำจัดโรคต่างๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น โรคเริม (Herpes) , โรคติดเชื้อไวรัสเอ็มสไตบาร์ โรคติดเชื้ออีบีวี (Epstein-Barr virus infection) ,โรคงูสวัด (Shingles)
  • ช่วยเสริมสร้างสมาธิให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
  • ช่วยให้ร่างกายนำกรดไขมันมาใช้เผาผลาญให้เป็นพลังงาน
  • ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และยังมีป้องกันและรักษาโรคกระเพาะ
  • ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน
  • ช่วยบรรเทาปัญหาด้านการสืบพันธุ์บางประการ
  • ช่วยรักษาเด็กส่าไข้
  • ช่วยปรับสมดุลของระดับไนโตรเจนยังช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง
  • ช่วยรักษาอาการที่มีจากหัวใจขาดเลือด
อาการที่บ่งบอกถึงภาวการณ์ขาดกรดอะมิโนไลซีน หากคุณรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีสมาธิ ตาแดงเพราะเส้นเลือดฝอยแตก คลื่นไส้ วิงเวียน ผมร่วงยังมีภาวะโลหิตจางและสำหรับผู้เป็นมังสวิรัติอาจมีความเสี่ยงที่ร่างกายจะขาดไลซีนได้หาร่างกายได้รับไลซีนไม่เพียงพอเราอาจรับรู้ถึงสัญญาณบางอย่างของการขาดไลซีน อย่างเช่น การเป็นโรคโลหิตจาง และยังอาการเมื่อยล้า ยังเบื่ออาหารคลื่นไส้  ยังอาจทำให้เกิดโรคนิ่วในไต  คนสูงอายุโดยเฉพาะในเพศชาย  จะต้องการ ไลซีน มากกว่าคนอายุน้อย แต่อายุต่ำกว่า 10 ขวบ ไม่ควรทานไลซีนเสริม หากคุณเป็นโรคเริ่ม แนะนำให้กินไลซีนเสริมในขนาด 3 – 6 กรัมต่อวัน ร่วมกับอาหารที่มีไลซีนสูง ใช้สำหรับตุ่มน้ำใสหรือแผลพุพอที่ปาก  แนะนำให้กินไลซีนเสริม 500 – 1000 มิลลิกรัมต่อวัน จะป้องกันอาการกำเริบได้ดีมาก
แหล่งที่มีพบกรดอะมิโนไลซีน ในธรรมชาติ ไข่ นม ชีส ยีสต์ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และอาหาร ที่มีโปรตีนสูงทุกชนิด

  • เมทไธโอนีน (Methionone) จัดอยู่ในกลุ่ม กรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acids) เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร
  • เมไธโอนีน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยในการย่อยสลายไขมัน ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในตับและช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า และยังจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง เช่นเดียวกับซีสทีนยังช่วยป้องกันร่างกายจากสารพิษและช่วยเยียวยาอาการของผู้ป่วยโรคจิตเภทบางราย โดยจะช่วยลดระดับของสารฮีสตามีนในเลือดซึ่งอีสตามีนเป็นตัวการที่ทำให้สมองส่งผ่านสื่อประสาทที่ผิดไปจากความเป็นจริง
  • เมไธโอนีน ยังมีประโยชน์ต่อผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด เนื่องจาก  และช่วยเพิ่มการขับเอสโทรเจนส่วนเกินออกจากร่างกายได้ เมทไธโอนี ยังเป็นผู้ให้ เมธิน ที่เรียกว่ากลุ่มเมธิล ที่ให้ความหลากหลายทางเคมีและปฏิกิริยาการเผาผลาญภายในร่างกาย
  • หน้าที่สำคัญของเมไธโอนีน คือ เป็นแหล่งที่ให้ซัลเฟอร์ (Sulfur) หรือที่เราเรียกว่ากำมะถัน และสารประกอบอื่นๆ ที่จำเป็นแกร่างกาย โดยร่างกายจะใช้กำมะถันสำหรับการเผาผลาญและการเจริญเติบโตตามปกติ และหากร่างกายขาดหรือมีปริมาณของกำมะถันที่ไม่เพียงพอ และร่างกายจะไม่สามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระยังไม่สามารถนำสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับมาจากแหล่งต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีกด้วย
  • เมทไธโอนีน จะถูกนำไปใช้สร้างเป็นกรดอะมิโน ซีสตีน (cysteine) ซึ่งหากร่างกายได้รับกรดอะมิโนเมทไธโอนีนไม่เพียงพอจะมีผลให้เกิดอาการซึมเศร้า ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และผิวหนังที่เป็นแผลจะหายช้ากว่าปกติ
  • นอกจากนี้ เมไธโอนีน ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกิด โฮโมซีสเทอีน ซึ่งเป็น กรดอะมิโนที่ประกอบไปด้วยซัลเฟอร์ (Sulfur) เป็นการเผาผลาญของกรดอะมิโนเมไธโอนีน ในช่วงระหว่างการเผาผลาญปกติภายในร่างกาย และมันจะถูกย่อยให้อยู่ในรูปของ โฮโมซีสเทอีน โดยจะถูกย่อย และถูกเปลี่ยนเป็น ซีสเทอีน อีกครั้งหนึ่ง (ไม่ก่อให้เกิดอันตราย) และมันจะถูกเปลี่ยนกลับเป็น เมไธโอนีน ในขั้นตอนนี้เอนไซม์ต้องการวิตามินบี 12 และกรดโฟลิก เป็นผู้ช่วยในการเปลี่ยนสสสารชนิดนี้กลับไปเป็น เมไธโอนีน อีกครั้งหนึ่ง
  • ระดับของโฮโมซีสเทอีน ที่เพิ่มสูงขึ้น ยังจะส่งผลต่อความเป็นพิษโดยตรง และเกิดผลแห่งการอักเสบบริเวณเยื่อบุผิดของหลอดเลือด  จึงเป็นผลให้กลุ่มคนที่มีโฮโมซีสเทอีน สูงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงถึง 3 เท่า ยิ่งระดับของ โฮโมซีสเทอีนยิ่งมาก ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหบอดเลือกสมองตีบ จากผลการหาพบว่า ผู้ที่มีระดับโฮโมซีสเทอีนสูง มีการขาดแคลน วิตามินบี6, วิตามินบี12 และกรดโฟลิก
  • เมทไธโอนีน สามารถเปลี่ยนไปเป็น SAMe (S-Adenosyl Methionine) ซึ่งเป็นสารเคมีธรรมชาติที่มีอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย และยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากโรคข้ออังเสบด้วยการเพิ่มระดับสารโปรทีโอไกลแคน (proteglycan) ในเลือด โปรทีโอไกลแคน ยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องกระดูกอ่อน โดยสามารถรักษาสภาพกระดูกอ่อน และเพิ่มปริมาณออกซิเจนในข้อ มีงานวิจัยพบว่า SAM-e มีประสิทธิภาพบรรเทาอาการเจ็บจากข้ออักเสบได้เท่ากับยาไอบูโพรเฟน
  • เมทไธโอนีน เป็นสารต้านอีสตามีน (anti-histamine) เนื่องจากฮิสตามีนเป็นสารเคมีตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการแพ้ต่างๆ เมทไธโอนีน จึงช่วยลดอาการแพ้ต่างๆ ยังยับยั้งการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้ฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้อื่นๆจากการบริโภคอาหารที่มีระดับของฮีสตามีน (Histamine) สูง สารก่อภูมิแพ้ (allergen) ได้แก่ สารต่างๆทั้งที่มีอยู่เองตามธรรมชาติ หรือสารที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น โดยทั่วไปคนที่เป็นโรคภูมิแพ้สารต่อไปนี้ คือ ละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์ พิษแมลง อาหาร (เช่นไข่ นม ปลา อาหารทะเล)
  • เมทไธโอนีน เสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับอ่อน จึงช่วยแก้ปัญหาระบบการย่อยอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น


แหล่งที่พบ / แหล่งที่มาของแอลคานิทีน[/url]  ของแอลคาเนทินในธรรมชาติ[/b]
อาหาร   แหล่งของคาร์นิทีนที่มีมากพบในเนื้อแดง และผลิตภัณฑ์จากนม คาร์นิทีนจากแหล่งธรรมชาติอื่นๆ ประกอบด้วยถั่วและเมล็ดพืช (เช่น ฟักทอง ทานตะวัน งา) พืชตระกูลถั่วหรือเมล็ดถั่ว (ถั่วเหลือง, ถั่วเขียว, ถั่วแขก, ถั่วลิสง) ผัก (อาร์ติโชค, หน่อไม้ฝรั่ง, หัวผักกาดเขียว, บร็อคโคลี่, กะหล่ำดาว, ผักคอลลาร์ด, กระเทียม, ผักกาดเขียวปลี, กระเจี๊ยบมอญ, พาสลี่ย์, คะน้า) ผลไม้ (แอปปริคอท, กล้วย) ธัญพืช ( บัควีท(buckwheat), ข้าวโพด, ลูกเดือย, ข้าวโอ๊ต, รำข้าว, ข้าวไรย์, ข้าวสาลี, รำข้าวสาลี, จมูกข้าวสาลี) และอื่นๆที่เป็นอาหารน้ำส้มสุขภาพ (ละอองเกสรดอกไม้, ยีสต์ที่ใช้หมักสุรา, carob)
 
โดยทั่วไป 20 ถึง 200 มิลลิกรัมคือปริมาณของคาร์นิทีนที่ควรได้รับต่อวัน ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เคร่งครัดในการกินมังสวิรัติจะกินเพียง 1 มก.ต่อวัน ไม่มีประโยชน์เกิดขึ้นถ้ากินคาร์นิทีนมากกว่า 2 กรัมภายในครั้งเดียว เพราะว่าร่างกายสามารถดูดซึมได้สูงสุดได้เพียง 2 กรัม
แหล่งที่มาอื่นๆ โดยทั่วไปร่างกายได้รับคาร์นิทีนจากอาหารและจำนวนร้อยละ 75 ที่เหลือจึงได้จากการสังเคราะห์ภายในร่างกาย แหล่งคาร์นิทีนอื่น ที่พบได้อยู่ในวิตามิน, เครื่องดื่มชูกำลังและผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลากหลาย
 

6

การศึกษาทางคลินิกของเถาวัลย์
            ลดอาการปวดหลังส่วนล่าง  การเปรียบเทียบ ประโยชน์ของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงกับยาไดโคลฟีแนค ในการเป็นยา บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง พบว่าเมื่อให้ผู้ป่วย กินสารสกัดเถาวัลย์เปรียงบรรจุแคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน เปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่ กินยาไดโคลฟีแนคขนาด 25 มิลลิกรัม  วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน ผลพบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงอาจลดอาการปวดหลังส่วนล่างได้ไม่แตกต่างจากการใช้ยาไดโคลฟีแนค
           กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย   การวิจัยประสิทธิผลของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี เมื่อได้รับประทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียงทีสกัดด้วย 50% เอทานอล ขนาดวันละ 400 มก. นาน 2 เดือน ไม่พบความผิดปกติของระบบต่างๆของร่างกาย และพบว่าสารสกัดเพิ่มการหลั่งของ IL-2 และ gamma–IFN แสดงว่าสารสกัดมีฤทธิ์เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
             การศึกษาประสิทธิผล และความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการเยียวยาอาการอักเสบจากข้อเข่าเสื่อมนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมการทดสอบทางคลินิกกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเข้าร่วมโครงการจำนวน 125 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแผนปัจจุบันนาโพรเซน (Naproxen) ขนาด 250 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียงขนาด 400 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ผลการค้นหาพบว่า ยาแผนปัจจุบันนาโพรเซนและสารสกัดเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลและความปลอดภัยไม่แตกต่างกัน และผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้ง 2 กลุ่มมีความพึงพอใจต่อการเยียวยาร้อยละ80การค้นคว้าความปลอดภัยของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสถาบันทดลองสมุนไกรมวิทยาศาสการแพทย์ได้วิจัยความปลอดภัยของสสารสกัดเอทานอล 50 % ของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 12 ราย โดยให้บริโภคแคปซูลสารสกัดขนาด 200 มก./แคปซูล ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และเจาะเลือดทุก 2 สัปดาห์ พบว่าไม่มีอาการไม่ปกติใดๆ ระหว่างทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียง และเมื่อเทียบกับก่อนได้รับสารสกัด  ค่าทางโลหิตวิทยาบางค่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น ค่าร้อยละของเม็ดเลือดขาวลักษณะ basophil เพิ่มขึ้น ค่า hemoglobin และค่าร้อยละของ hematocrit ลดลงในบางสัปดาห์
การศึกษาทางพิษวิทยาของเถาวัลย์ 
             สำหรับด้านความเป็นพิษของสารสสกัดเถาวัลย์เปรียงนั้นจากการศึกษาสารสกัดเอธานอล 50% โดยป้องให้หนูขาวในขนาดสูงถึงวันละ 600 มก.น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งเท่ากับ 75 – 100 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน ไม่พบอาการแสดงความเป็นพิษต่ออวัยวะและการทำงานผิดปกติของระบบต่างๆ ของหนูขาวเลย
             การทดลองพิษเฉียบพลัน  ของสารสกัดลำต้นด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 6,250 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
             มีรายงานการวิจัยพิษเรื้อรัง ( 6 เดือน ) ของสารสกัด 50 % เอทานอลของเถาวัลย์เปรียงในหนูขาว 4 กลุ่มๆ ละ 20 ตัว/เพศ  กลุ่มควบคุมได้รับน้ำ 10 มิลลิตร / กิโลกรัม / วัน กลุ่มทดลองได้รับสารสกัดขนาด 6 , 60 และ 600 มก./ กก. / วัน หรือ เทียบเท่าผงเถาวัลย์เปรียง 0.03 , 0.3 และ 3 กรัม / กก. / วัน หรือ 1 , 10 และ 100 เท่าของขนาดใช้ในคนต่อวัน  พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยา  ชีวเคมีของเซรั่ม หรือจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน ที่มีความสัมพันธ์กับขนาดของสารสกัด และไม่พบความผิดปกติใดๆ
 

7

 
รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้โกฐน้ำเต้า
การแพทย์แผนจีน ใช้ขนาด 3-30 กรัม ต้มเอาน้ำ กิน เนื่องจากโกฐน้ำเต้ามีฤทธิ์ถ่ายรุนแรง ดังนั้นเวลาต้มให้ใส่ทีหลัง และหากนำไปนึ่งกับเหล้าจะทำให้ฤทธิ์ถ่ายน้อยลง แต่ช่วยปรับการหมุนเวียนของเลือดให้ดีขึ้น
หากเป็นเหง้าแห้ง ให้ใช้ครั้งละประมาณ 3-12 กรัม (บ้างว่าใช้ในขนาด 3-30 กรัม) นำมาต้มกับน้ำเป็นยากิน แต่ถ้าเป็นเหง้าแบบที่บดเป็นผงมาแล้วให้ใช้ครั้งละประมาณ 1-1.5 กรัม

ฤทธิ์ทางเภสัชโกฐน้ำเต้า 
            จากข้อมูลการค้นคว้า พรีคลินิกพบว่า สาระสำคัญในโกฐน้ำเต้า  โดยเฉพาะ sannosides A – F และ rheinosides A – D ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวชองลำไส้ใหญ่  ทำให้มีปริมาณ น้ำในลำไส้ใหญ่มากขึ้น  จึงแสดงฤทธิ์เป็นยาถ่าย  โดยมีฤทธิ์ฝาดสมานร่วมด้วยอันเนื่องมาจากฤทธิ์ของ tannins ซึ่งสอดคล้องกับตำราสรรพคุณยาไทยว่าโกฐน้ำเต้ามีสรรพคุณขับลมสู่คูถทวาร ทำให้อุจจาระปัสสาวะเดินสะดวก  เป็นยาระบายจำพวก “รู้เปิดรู้ปิด”
โกฐน้ำเต้ามีฤทธิ์ในการกระตุ้นการขับน้ำดี ลดความดันโลหิต ทำให้เกล็ดเลือดจับกันเป็นลิ่ม ช่วยลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมโลหิตของเส้นเลือดฝอย กระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดโลหิตแดง และยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ได้อีกหลายประเภท
ฤทธิ์ปกป้องตับและไตจากการถูกทำลายด้วยยาพาราเซตามอลของสารสำคัญจากโกฐน้ำเต้า
การศึกษาฤทธิ์ปกป้องตับและไตของสาร rhein (4,5-dihydroxyanthraquinone-2-carboxylic acid) ซึ่งเป็นสารสำคัญจากโกฐน้ำเต้า (Rheum officinale) ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดพิษด้วยการกรอกยาพาราเซตามอล (acetaminophen) ขนาด 2.5 ก./กิโลกรัม ร่วมกับการได้รับสาร rhein ขนาด 10, 20 หรือ 40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่าการกรอกยาพาราเซตามอลในขนาดดังกล่าวทำให้ระดับ glutamate-pyruvate transaminase, glutamate-oxaloacetic transaminase, total bilirubin, creatinine และ urea nitrogen ในเลือดเพิ่มขึ้น เซลล์และเนื้อเยื่อของตับและไตถูกทำลาย ระดับของ reactive oxygen species, nitric oxide และ malondiadehyde ในตับและไตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ glutathione ลดลง ซึ่งการที่หนูได้รับสาร rhein อาจทำให้ความเป็นพิษต่อตับและไตข้างต้นลดลง โดยประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับขนาดที่ใช้ จากผลการทดลองดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสาร rhein มีฤทธิ์ในการปกป้องตับและไตจากการถูกทำลายด้วยยาพาราเซตามอล
การศึกษาทางพิษวิทยาโกฐน้ำเต้า
เมื่อป้อนสารสกัดโกฐน้ำเต้าด้วย 70% เมทานอลให้หนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งมีค่ามากกว่า 2.0 กรัม/กิโลกรัม12 เมื่อคนรับประทานสารสกัดด้วยน้ำในขนาด 5 มิลลิตร ไม่พบพิษต่อตับ13 เมื่อป้อนสารสกัดให้หนูถีบจักรหรือหนูขาวในขนาด 200 มิลลิกรัม/กก.ไม่พบพิษ
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังโกฐน้ำเต้า

  • ห้ามใช้โกฐน้ำเต้าในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเกร็งหรือมีอาการปวดเฉียบพลันในช่องท้อง ไตอักเสบ หรือมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • การใช้โกฐน้ำเต้าในจำนวนเกินขนาดอาจทำให้มีอาการเจ็บเฉียบพลัน มีอาการมวนเกร็งในลำไส้ และอุจจาระเหลวเหมือนน้ำ ดังนั้นคุณควรเลือกใช้โกฐน้ำเต้าเฉพาะในเมื่อไม่อาจแก้อาการท้องผูกได้ด้วยวิธีอื่นแล้วเท่านั้น เช่น การปรับเปลี่ยนโภชนาการหรือการใช้ยาระบายอย่างที่ช่วยเพิ่มเส้นใยอาหาร หากใช้วิธีอื่น ๆ แล้วอาการท้องผูกยังไม่ดีขึ้น ก็ขอให้ใช้เป็นโกฐน้ำเต้าเพื่อเป็นยาแก้ท้องผูกเป็นตัวเลือกสุดท้าย
  • ในกรณีที่ใช้โกฐน้ำเต้าแล้วมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก หรือเมื่อใช้ในขนาดสูงแล้ว ลำไส้ยังไม่เกิดการเคลื่อนไหว อาจบ่งถึงภาวะรุนแรงที่อาจเกิดอันตรายได้
  • การใช้โกฐน้ำเต้าติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินกว่าที่กำหนดอาจทำให้ลำไส้เกิดความเคยชินได้


 

8

กลไกการทำงานในร่างกายมนุษย์  เมื่อรับประทานคาร์นิทีนแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อรับประทานคาร์นิทีน ซึ่งปกติในปริมาณ 24-81 มิลลิกรัมต่อวันก็เพียงพอต่อการทำงานของผู้ใหญ่ คาร์นิทีนจะดูดซึมจากลำไส้เล็กเข้าสู่ร่างกาย และการดูดกลับที่ไต เกิดขึ้นโดยอาศัย Organic cation transporters (OCTNs) ซึ่ง transporter หลักที่เกี่ยวข้องคือ OCTN2 เมื่อเข้าสู่ร่างกายคาร์นิทีน จะกระจาย (distribution) ไปอยู่ในเนื้อเยื่อมากกว่าในเลือด โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลาย และกล้ามเนื้อหัวใจ
นอกจากนี้ปริมาณคาร์นิทีนในร่างกาย แตกต่างกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศ โดยเพศชายจะมีปริมาณคาร์นิทีนมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายมีผลต่อระดับคาร์นิทีนในเลือด อีกทั้งยังพบว่ามีฮอร์โมนอีกหลายชนิดที่มีผลเพิ่มปริมาณคาร์นิทีนในเนื้อเยื่อ เช่น thyroxin, pituitary hormones, Insulin และ glucagon
คาร์นิทีนทำงานอะไรในร่างกาย
เมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต (CHO) และไขมัน ซึ่งมีการใช้คาร์นิทีนในการขนส่งกรดไขมัน (Long-chain fatty acid, LCFA) เข้าสู่ไมโตคอนเดรีย (คัดลอกรูปจาก J Physiol 589.7(2011)pp.1510.)
หน้าที่หลักของคาร์นิทีน คือ ขนส่งกรดไขมัน ผ่าน mitochondrial membrane จากการทำงานของเอนไซม์ คือ carnithine palmitoyltransferase I (CPT-I) และ CPT-II เมื่อกรดไขมันเข้าสู่ภายใน ไมโตคอนเดรียแล้วจะเกิดการเผาผลาญไขมัน ได้พลังงานจากการที่ได้ acetyl CoA จาก TCA cycle
ในขณะที่ร่างกายออกกำลังกายมากๆ และร่างกายจะมีการผลิต acetyl CoA ในปริมาณสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน acetyl CoA จะยับยั้งการทำงานของ pyruvate dehydrogenase complex (PDC) ลดการผ่านของ PDC เข้าไมโตคอนเดรีย แล้วทำให้การสลาย pyruvate เป็น lactate เพิ่มขึ้น ซึ่ง lactate เป็นสารที่ทำให้กล้ามเนื้อมีอาการเมื่อยล้า อีกด้านหนึ่งเมื่อ acetyl CoA มีปริมาณสูงขึ้น คาร์นิทีนจะจับกับ acetyl CoA ทำให้เกิดสมดุลของ Acetyl-CoA (CoASH) / Coenzyme A (CoA) ratio ในไมโตคอนเดรีย ไม่ให้เกิดการยับยั้ง PDC มากเกินไป และจะช่วยทำให้การเปลี่ยนแปลง pyruvate เป็น lactate เกิดขึ้นได้น้อยลง
ประโยชน์ / สรรพคุณ ของแอลคานีทีน
แอล-คาร์นาทีนเป็นกรดอะมิโนที่ช่วยเปลี่ยนไขมันที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกายให้กลายเป็นพลังงาน แอล-คาร์นิทีนจึงมีฤทธิ์เป็นตัวเผาผลาญไขมัน (Fat Burner) โดยจะไปลดระดับของโคเลสเตอรอล(Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ซึ่งเป็นไขมันอันตราย      ที่จะไปอุดตันทางเดินของเลือดในเส้นเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเลือดในสมอง และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ อันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองแตก และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอุดตันดังนั้นแอล-คาร์นิทีน จึงอาจ เพิ่มประสิทธิ ภาพในการทำงานของหัวใจ(Cardiac Performance) ได้เป็นอย่างดี และอาจเพิ่มผลสําเร็จของการแข็งขันกีฬา(Athletic Performance) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
การขาดแอล-คาร์นิทีนสามารถทําให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน โรคโลหิตเป็นพิษ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ    โรคขาดสารอาหารโรคตับแข็งและโรคระบบต่อมไร้ท่อต่างๆ การเสริมอาหารทางโภชนา ด้วยแอล-คาร์นิทีน จะช่วยบรรเทาอาการในผู้ป่วย และสามารถนํามาบรรเทาอาการเจ็บของระบบประสาท นอกจากนี้ ยังเป็นภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ขาดแอล์-คาร์นิทีน ส่วนทางด้านคลินิกได้นำ                แอล-คาร์นิทีนมาใช้ ในผู้ป่วยที่มี ความผิดปกติของระบบประสาท เช่น โรคความจําเสื่อม โรคสมองจากตับ      ( ภาวะที่ผู้ป่วยเกิดมีอาการทางสมอง  ได้แก่   สับสนซึมและโคมาซึ่งเป็นผลจากภาวะตับวาย )    และ      แอล-คาร์นิทีนได้รับการยอมรับ ว่าเป็นอาหารเสริมในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ  และมีหลักฐานเพิ่มว่าการเสริมด้วย    แอล-คาร์นิทีนอาจเป็นประโยชน์
ในการเยียวโรคอ้วนอีกด้วย อีกทั้ง Joaquin A, Juan C,Rubio MA, Martin, Yolanda Campos.6ได้ทําการวิจัยกับผู้สูงอายุพบว่าแอล-คาร์นิทีนมีความอาจป้องกันอันตราย ที่เกิดจากอนุมูลอิสระภายในเซลล์ทั้งนี้ เนื่องจากแอล-คาร์นิทีนมีบทบาทสำคัญในการปกป้องร่างกายและไมโทคอนเดรียจาก อนุมูลอิสระนอกจากนี้ยังช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของผู้สูงอายุมากขึ้นความสามารถในการสร้างแอล-คาร์นิทีนของร่างกายจะลดลง ประกอบกับผู้สูงอายุมักจะรับประทานเนื้อสัตว์น้อย ทําให้ได้รับแอล-คาร์นิทีนไม่เพียงพอ นอกจากนั้นผู้สูงอายุยังมีอัตราการเผาผลาญไขมันในร่างกายช้า และสูญเสียโปรตีนในกล้ามเนื้อเป็น จำนวนมากทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลงในขณะที่ปริมาณไขมันสะสมมีมากขึ้น แอล-คาร์นิทีนจะ {และ|ยัง|และยัง|ทําหน้าที่ช่วยเผาผลาญไขมันดังกล่าว ให้กลายเป็นพลังงานแอล-คาร์นิทีน จึงเป็นสารอาหารที่สําคัญ สําหรับสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับ Bai YY,Sun L,Liu JH, Sun RT7ที่ระบุประโยชน์ ของแอล-คาร์นิทีนกับโรคที่เกิดจากหัวใจ เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่มีความสําคัญของร่างกาย พลังงานที่หัวใจได้รับนั้น ได้มาจากกรดไขมันร้อยละ 70 หัวใจจึงเป็นอวัยวะที่มีปริมาณแอล-คาร์นิทีนสูงที่สุด เนื่องจากหัวใจไม่สามารถสร้าง แอล-คาร์นิทีนได้ เองต้องรับจากกระแสเลือด แอล-คาร์นิทีนจึงเป็นสารอาหารสําคัญ ที่ช่วยสร้างพลังงานให้กับหัวใจ      นอกจากนี้แอล-คาร์นิทีนไม่ได้จํากัดเฉพาะการช่วยให้หัวใจมีสุขภาพดีทํางานเป็นปกติ และจะช่วยเยียวยาระดับไขมันโคเลสเตอรอลในร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี นั่นหมายความว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันลดลงอีกทั้งสามารถให้ผลเช่นเดียวกันสําหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดอุดตันลดลงอีกทั้งสามารถให้ผลเช่นเดียวกันสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจ ไขมันในหัวใจและหัวใจเต้นไม่ปกติแต่อย่างไรก็ตามการทานแอล-คาร์นิทีนเสริมนั้นไม่สามารถทดแทนการรับประทานยาได้
จาการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมาพบว่า แอล-คาร์นิทีนในร่างกายของมนุษย์ได้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจาการบริโภคอาหาร ซึ่งในการแข่งขันของนักกีฬาต้องใช้ความอดทนในการเล่นที่รุนแรง และถ้าร่างกายขาดแอล-คาร์นิทีนกล้ามเนื้อของนักกีฬา จะได้รับการบาดเจ็บจึงจำเป็นต้องมีการเสริมเพื่อเพิ่มแอล-คาร์นิทีนให้กับร่างกาย สอดคล้องกับ Natali A พบว่าแอล-คาร์นิทีนมีคุณสมบัติในการบำรุงร่างกายนอกจากนี้ Orer GE ได้ทำการศึกษาผลของแอล-คาร์นิทีนในนักกีฬาฟุตบอลมืออาชีพ พบว่านักกีฬาที่เสริมด้วยแอล-คาร์นิทีนในปริมาณ 3 กรัม และ 4 กรัม มีความเร็วในการวิ่งดีกว่ากลุ่มทดลองที่ใช้ยาหลอก และทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลงอีกทั้ง Trappe SW, Costill DL, Goopaster B, Vukovich MD, Fink WJ; Huang A, Owen K.ทำการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแอล-คาร์นิทีน หาพบว่าช่วยเสริมสร้างความสามารถของนักกีฬา
ผลการต้านอนุมูลอิสระ  คาร์นิทีนก่อให้เกิดสารต่อต้านสารอนุมูลอิสระที่สำคัญ โดยป้องกันต่อต้าน lipid peroxidation ของเยื่อหุ้มเซลล์ phospholipid และต่อต้านภาวะเครียดออกซิเดชันที่จะเกิดขึ้นที่กล้ามเนื้อหัวใจและระดับเซลล์เยื่อบุ  คาร์นิทีนจะใช้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ การทดลองทางการแพทย์หลายตัวแสดงให้เห็นว่า L-carnitine และ propionyl-L-carnitine อาจใช้เยียวยาทั่วไปในอาการปวดหัวใจ เพื่อลดความต้องการยาและบำบัดให้ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบออกกำลังกายแล้วไม่มีอาการเจ็บหน้าอก
ผลกระทบของภาวะไม่เจริญพันธุ์ของเพศชาย  การใช้คาร์นิทีนจะแสดงบางอาการในการทดลองควบคุมในกรณีค้นหาภาวะไม่เจริญพันธุ์ในเพศชาย โดยการปรับปรุงคุณภาพของอสุจิ การเสริม L-Carnitine แสดงให้เห็นถึงผลที่มีประโยชน์ในการรักษาโรค varicocele (หลอดเลือดอัณฑะขอด)
เพื่อบรรเทาความเมื่อยล้าจากการทำเคมีบำบัดโรคมะเร็งโดยใช้ ifosfamide  การใช้ยา ifosfamide ที่สูงในการทำเคมีบำบัด จะเป็นสาเหตุให้เกิดการสูญเสียคาร์นิทีนทางปัสสาวะ งานวิจัยชิ้นหนึ่งกล่าวว่า มันมีความจำเป็นในการสร้างพลังงานโดยไมโทคอนเดรีย L-carnitine มีบทบาทในการลดความเมื่อยล้าจากการใช้ยา ifosfamide ด้วย
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : เเอลคานีทีน

9

กลไกการทำงานของกระบองเพชร
สาร Sterol glycoside  นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่า เป็นสาร Sterol glycoside  หรือไม่ที่มีผลลดความอยากอาหาร จึงตั้งสมมุติฐานไว้ว่า สาร Sterol glycoside  นี้อาจส่งสัญญาณไปหลอกสมองส่วน Hypothalamus ว่าน้ำตาลในเลือดสูงพอแล้ว ไม่ต้องทานอะไรเพิ่มอีกแล้ว เพื่อสนับสนุนสมมุติฐานนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยโดยน้ำสารสกัดจากกระบองเพชร Hoodia gordonii (ซึ่งสารสกัดนี้ผลิตโดยบริษัท Phytopharm PLC ได้ตั้งชื่อรหัสสารสกัดว่า P57AS3) ฉีดใส่ในสมองของหนูทดลอง แล้วตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในสมอง ที่สุดก็พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของระดับพลังงาน (ATP) ในสมองของส่วน Hypothalamus ถึง 150% นี่อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกความเพียงพอในระดับพลังงานที่สมองต้องการ แล้วขณะเดียวกันก็พบว่าหนูมีความต้องการอาหารลดลงถึง 60% จึงสรุปในเบื้องต้นว่า Sterol glycoside  นี่แหละที่น่าจะเป็นสาระสำคัญที่ควบคุมความหิวได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา  ของกระบองเพชร
ผลการลองประสิทธิภาพของสารสกัดของ Hoodia gordonii ต่อความอยากอาหารและการลดน้ำหนักในมนุษย์ยังมีความขัดแย้งกัน โดยพบการลองที่มีการใช้สารสกัดจาก Hoodia gordonii ในมนุษย์จำนวน 2 การศึกษา

  • เป็นการศึกษาของบริษัท Phytopharm ในปี 2001 ซึ่งไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ แต่มีการรายงานว่า บริษัทได้ทำการศึกษาผลของสารสกัดจาก Hoodia gordonii ในอาสาสมัครที่มีภาวะอ้วน ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม (ไม่ระบุจำนวนในแต่ละกลุ่ม) โดยผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งได้รับยาหลอก แล้วส่วนอีกกลุ่มได้รับสารสกัดจาก Hoodia gordonii หลังจากติดตามผู้เข้าร่วมการลองเป็นระยะเวลา 15 วัน พบว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดลดปริมาณความต้องการพลังงานต่อวันลง 1000 แคลอรี่ มีค่าเฉลี่ยพลังงานต่อวันเป็น สองพัน แคลอรี่ และไม่มีการรายงานถึงอาการข้างเรียง
  • ต่อมาในปี 2011 มีการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ Blom และคณะได้ทำการลองทำประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดจากกระบองเพชรสายพันธ์ Hoodia gordonii ในผู้หญิงสุขภาพดีแต่มีภาวะน้ำหนักเกินโดยเป็นงานลองเชิงทดลอง แบบสุ่ม และมีกลุ่มควบคุม หรือ Randomized controlled trial แบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 25 ราย ได้รับสารสกัดจาก Hoodia gordonii 1110 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง และอีกกลุ่มจำนวน 24 ราย ได้รับยาหลอก ติตามเป็นระยะเวลา 15 วัน หลังสิ้นสุดการลองพบว่าความอยากอาหารและน้ำหนักระหว่าง 2 กลุ่มไม่ได้แตกต่างกัน แต่กลุ่มที่ได้รับสารสกัด Hoodia gordonii พบอาการข้างเคียงมากกว่ากลุ่มยาหลอก โดยอาการข้างเคียงที่พบได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน มีความรู้สึกที่ไม่ปกติบริเวณผิวหนัง ความดัน และอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น เอนไซม้ตับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจากผลการทดลองดังกล่าว สรุปว่าสารสกัดกระบองเพชรสายพันธ์ Hoodia gordonii ไม่ได้มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ต่อความต้องการพลังงานหรือน้ำหนักตัวเมื่อเทียบกับยาหลอก แต่ยังเพิ่มอาการข้างเคียงอย่างมีนัยสำคัญ
การศึกษาทางพิษวิทยา กระบองเพชร
เมื่อเดือนตุลาคม 2011 ยังมีประกาศเตือนจาก US FDA องค์การอาหารและยาจากประเทศอเมริกาให้หยุดใช้ “P57 Hoodia” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สกัดจากกระบองเพชร  {สรรพคุณ|ประโยชน์|คุณสมบิติลดความอ้วนและผลิตโดยบริษัท Hulkng Pharmaceutical  โดยตรวจพบสาร sibutramine ซึ่งเป็นสารที่มีอันตรายเนื่องจากมีผลเพิ่มความดันโลหิต และเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และมีความเสี่ยงต่อผู้ป่วยที่มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน ซึ่งจากการลองทำในด้านประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักของสารสกัดกระบองเพชรยังมีความขัดแย้งกันอยู่
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง
อาจมีข้อมูลไม่มากพอที่จะสรุปผลของสารสกัดกระบองเพชร Hoodia gordonii ส่วนอาการข้างเคียงที่พึ่งระวังได้แก่  อาการคลื่นไส้อาเจียน ความรู้สึกผิดปกติบริเวณผิวหนัง อัตราการเต้นของหัวใจ  ความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้น และเอนไซม์ตับเพิ่มขึ้น
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ของกระบองเพชร

10

สรรพคุณของคนทีสอ[/url] [/b]
คนทีสอมี สรรพคุณทางยาหลายอย่าง ทุกส่วนของลำต้น อาจนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้หมด ไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก ผล เมล็ด ราก ลำต้น กระพี้ รวมไปถึงเปลือกไม้ด้วย และคนทีสอยังเป็นสมุนไพรสำหรับ ผู้หญิงอีกด้วย เพราะมีประโยชน์ช่วยทำให้เลือดลมเป็นปกติ แก้ปัญหาประจำเดือน สภาวะก่อนและหลังมีประจำเดือน แม้กระทั่งหลังคลอดบุตร สมุนไพรคนทีสอก็เป็นตัวช่วยขับเลือดเสีย ทำให้สดชื่นมีกำลัง และยังช่วยขับน้ำนมและบำรุงน้ำนมได้อีกด้วย
ตำรายาไทย ใบ รสร้อนสุขุมหอม บำรุงน้ำดี ขับเสมหะ บำรุงธาตุ เยียวยาโรคตับ ขับลม แก้ไอ แก้หืด ฆ่าพยาธิ แก้ริดสีดวงจมูก แก้ลำไส้พิการ ขับเหงื่อ แช่น้ำอาบแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน รักษาอาการสาบคายในกาย แก้พิษฝีใหญ่ แก้พิษสำแลง และพิษต่างๆ ผสมกับเทียน ขมิ้น พริกไทย ทานแก้วัณโรค รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ แช่น้ำอาบแก้ผื่นคันโรคผิวหนัง โรคปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นยาไล่แมลง ดอก รสหอมฝาด แก้ไข้ แก้หืดไอ ฆ่าพยาธิ บำรุงครรภ์มารดา บำรุงน้ำนม ผล รสร้อนสุขุม แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ลม ฆ่าพยาธิ แก้หืดไอ แก้ไข้ แก้ริดสีดวงจมูก คลายปวดตามเนื้อตามข้อ แก้ท้องมาน ขับเหงื่อ เมล็ด รสร้อนสุขุม ระงับปวด เจริญอาหาร ราก รสร้อนสุขุม แก้ไข้ แก้โรคตับ โรคตา ถ่ายน้ำเหลือง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ รากและใบ ต้มกินแก้ไข้ ให้ สตรีหลังคลอดบุตรใหม่ๆ บริโภคเป็นยาขับปัสสาวะและขับเหงื่อ ต้น ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดท้องอืด กระพี้ เยียวยาอาการคลื่นเหียนอาเจียน  เยียวยาระดูสตรี เปลือก ใช้ เยียวยาอาการไข้ซึ่งมีอาการกระทำให้เย็น เยียวยาอาการคลื่นเหียน รักษา ผู้หญิงระดูพิการ
ในต่างประเทศมีการนำคนทีสอมาใช้เป็นยาขับเหงื่อและปัสสาวะ ลดไข้ ส่วนของใบใช้เป็นยาลดความเจ็บปวด ใช้เป็นยาขับระดู ให้กินหลังการคลอดบุตรเพื่อป้องกันการจับไข้ ในบางประเทศใช้ใบบดกับกระเทียม พริกไทย ขมิ้นและข้าวสุกทำเป็นเม็ดกินแก้วัณโรค น้ำคั้นจากใบสดกินแก้ปวดหัว ใบนำไปหมักเอาน้ำ ดื่มแก้เหน็บชา ใบนำไปตำพอกแก้เคล็ดขัดยอก รอยฟกช้ำ ไขข้ออักเสบและอัณฑะบวม ในส่วนของผลใช้บำรุงสมองและขับระดู โดยทำให้เป็นผง ใช้ผสมน้ำตาลป้ายลิ้น ผลแห้งนำมาต้ม ดื่มแก้หวัดธรรมดา ปวดหัว ตาแฉะและการอักเสบของหัวนมและเต้านม ส่วนของเปลือกด้านในเคี้ยวกินแก้ท้องเดิน ในประเทศอินโดนีเซียใช้ ใบ เป็นยาขับลม และผสมในตำรับยาไล่แมลงด้วย บางทีใช้ใบแห้งทำเป็นยาไล่แมลง หรือสกัดเอานำมันมาผลิตเป็นยากันยุง  ประเทศอินโดนีเซียใช้ ใบ เป็นยาขับลม และผสมในตำรับไล่แมลง  ในมาเลเซีย ใช้รากหรือใบต้มแก้ไข้ ใบแก้ปวดศีรษะ จีน ใช้เมล็ดระงับปวด ทำให้สงบ ไทย ใช้รากฝนทาแก้พิษแมงกะพรุน และเป็นยาขับเสมหะ บำรุงธาตุ ใบต้มน้ำอาบ รักษาโรคผิวหนัง ผลแก้หืดไอ และมองคร่อ  ด้วย
 

11

การศึกษาทางพิษวิทยาทับทิม

  • การทดสอบความเป็นพิษสารสกัดจากทับทิม และน้ำทับทิม ไม่พบว่าเป็นพิษเมื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดตีบทานติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี   ในลองความเป็นพิษเฉียบพลันพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 จากส่วนเหนือดิน สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดด้วยอัลกอฮอล์จากราก และสารสกัดด้วยอัลกอฮอล์จากผล มีความเป็นพิษปานกลางถึงมาก เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูเม้าส์ ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 จากดอก ไม่เป็นพิษต่อหนูเม้าส์เมื่อให้โดยการฉีดเข้าช่องท้องขนาด 1 กรัม/กก. ในขณะที่สารสกัดผลทับทิมที่มี punicalagin ซึ่งเป็น ellagitannin ร้อยละ 30 มีความเป็นพิษเล็กน้อยเมื่อให้หนูแรททางปาก แต่มีความเป็นพิษมากเมื่อฉีดเข้าช่องท้อง

                     จากการทดสอบความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของสารสกัดดังกล่าว ไม่พบความเป็นพิษต่อหนูแรทเมื่อป้อนสารสกัดขนาด 600 มก./กิโลกรัม/วัน เป็นเวลา 90 วัน และไม่พบความเป็นพิษเมื่อให้หนูแรททานอาหารที่มีสาร punicalagin ผสมอยู่ร้อยละ 6 เป็นเวลา 37 วัน เพียงแต่ทำให้ความอยากอาหารลดลง  กรดแทนนิกและสาร pelletierine มีความเป็นพิษเมื่อให้กระต่ายทางปากในขนาด 1 กรัม/กก. เป็นเวลา 40 วัน  สารสกัดเปลือกทับทิมด้วยน้ำอาจทำให้นกกระจอกตัวผู้ตายเมื่อให้ในขนาด 0.4มล./วัน   

  • ความเป็นพิษต่อตับ สารสกัดจากเปลือกผลส่วนที่มี gallotannin ความเข้มข้นร้อยละ5 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์วันละ 20 มล./มิลลิกรัมเป็นเวลา 2 วัน พบว่าตับถูกทำลายอย่างรุนแรง
  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ เปลือกผลทับทิมมีฤทธิ์คุมกำเนิดเมื่อให้หนูทั้ง 2 เพศกินในขนาด 18 กรัม/กิโลกรัม โดยผสมในอาหาร  สารสกัดด้วยน้ำร้อนไม่ระบุส่วนและขนาดที่ให้มีฤทธิ์คุมกำเนิดเมื่อวิจัยในหนูแรทเพศเมีย  สารสกัดด้วยน้ำและเอทานอลขนาด82 กรัม/กิโลกรัมเมื่อให้ทางกระเพาะอาหารแก่หนูแรท พบว่ามีผลยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม สารสกัดด้วยเอทานอลจากผล และราก เมื่อให้หนูแรทกินในขนาด 200 มก./กก. พบว่าไม่ทำให้แท้ง สารสกัดด้วยเอทานอลจากผล สารสกัดด้วยอะซีโตน สารสกัดด้วยเมทานอล สารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 จากทั้งต้น ให้ในขนาด 200 มก./กก. และสารสกัดด้วยอะซีโตน สารสกัดด้วยน้ำร้อน สารสกัดด้วยเมทานอลจากราก ในขนาด 150 มก./กก.ไม่พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อนของหนูแรท  ในขณะที่เมื่อฉีดสารสกัดจากผลไม่ระบุขนาดเข้าช่องท้องหนูแรทเพศเมีย และให้หนูกินสารสกัดด้วยเอทานอล ขนาด 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัมหรือให้สารสกัดด้วยบิวทานอล สารสกัดน้ำจากผล ขนาด 1.82 กรัม/กก. ทางกระเพาะอาหารแก่หนูแรทพบว่าไม่มีผล
  • ทำให้แพ้ มีรายงานการแพ้ในคนที่รับประทานผลสดของทับทิม โดยจะเกิดผื่นลมพิษ การบวมที่ลิ้น ริมฝีปาก มือ แขน ใบหน้า คันตา ตาแดง ระคายเคืองจมูก หายใจลำบาก และเกิดภาวะแพ้รุนแรง(anaphylactic) เป็นต้น และยังมีรายงานว่าเด็กที่รับประทานเมล็ดทับทิมแล้วเกิดอาการหอบหืดประเภทที่เกี่ยวข้องกับ IgE ขึ้น นอกจากนี้การทดลองการแพ้ทางผิวหนังของผลสด พบว่ามีอาการแพ้   

    ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • อาจมีอาการข้างเคียง คือ วิงเวียน ตาพร้า อ่อนเพลีย  ควรหยุดใช้
  • สารขับพยาธิ ในเปลือกต้น เปลือกราก คือ สารเพลเลททิเทอรีน สลายตัวได้ง่าย จึงควรใช้เปลือกสดและเตรียมไม่นาน
  • การใช้ในขนาดสูงมากทำให้ม่านตาขยาย ปวดศีรษะ  คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย  ง่วงซึม
  • สำหรับผู้หญิงมีครรภ์และให้นมลูก น้ำทับทิมนั้นอาจจะไม่มีผลกระทบใดๆ แต่การกินสารสกัดจากทับทิมนั้นควรปรึกษาแพทย์ที่ท่านฝากครรภ์ก่อน
  • ผู้ที่มีความดันต่ำ การดื่มน้ำทับทิมอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงได้ เพราะน้ำทับทิมจะทำให้ความดันของท่านต่ำลงกว่าเดิม
  • คนที่แพ้พืช สำหรับคนแพ้พืชก็อาจจะมีแนวโน้มในการแพ้น้ำทับทิม และสารสกัดจากทับทิมได้สูงมาก
  • การผ่าตัด เนื่องด้วยน้ำทับทิมหรือสารสกัดจากทับทิมมีผลการควบคุมความดันโลหิต ท่านควรหยุดรับประทาน 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด
เมื่อคุณต้องกินร่วมกับยา

  • ยาที่ใช้เกี่ยวกับตับ (Cytochrome P450 2D6 (CYP2D6) substrates) จะมีปฏิกิริยากับทับทิม
  • ในกรณีที่คุณต้องรับประทานยาเกี่ยวกับการรักษาโรคเกี่ยวกับตับ พร้อมกับกินสารสกัดจากทับทิมคุณควรปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญตัวอย่างเช่นยาพวก Amitriptyline (Elavil), โคเดอีน desipramine (Norpramin) flecainide (Tambocor) fluoxetine (Prozac) ondansetron (Zofran) Tramadol (Ultram) และอื่น ๆ
  • ยาสำหรับความดันโลหิตสูง ( ACE inhibitors) จะมีปฏิกิริยากับทับทิม น้ำทับทิมดูเหมือนว่าจะลดความดันโลหิต แต่การดื่มน้ำทับทิมพร้อมกับยาสำหรับความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดความดันโลหิตของคุณจะต่ำเกินไป เช่นยาพวก captopril (Capoten) enalapril (Vasotec) lisinopril (Prinivil, Zestril) ramipril (Altace) และอื่น ๆ

    ผลข้างเคียงและความปลอดภัย  ยังไม่พบว่ามีผลข้างเคียงจากการดื่มน้ำทับทิมสด แต่ก็อาจจะมีบางคนเท่านั้นที่แพ้น้ำทับทิม  สารสกัดจากทับทิมที่ใช้กินหรือทา อาจจะทำให้บางคนแพ้ อาจจะเกิดอาการคัน บวม น้ำมูกไหล และหายใจลำบากได้  ไม่ควรกินรากทับทิมในจำนวนมาก เพราะรากทับทิมนั้นมีพิษ
     

    Tags : ทับทิม

12

สรรพคุณของกระเทียม
ตำรายาไทยใช้หัวกระเทียมเป็นยาขับลม แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ธาตุพิการ  อาหารไม่ย่อย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ลดไขมัน เยียวยาปอด แก้ปอดพิการ  แก้อุจจาระเป็นมูกเลือด  บำรุงธาตุ  กระจายโลหิต  ขับปัสสาวะ แก้บวมพุพอง  ขับพยาธิ  แก้ตาปลา  แก้ตาแดง น้ำตาไหล  ตาฟาง เยียวยาโรคลักปิดลักเปิด  รักษามะเร็งคุด   เยียวยาริดสีดวง แก้ไอ  คุมกำเนิด แก้สะอึก  บำบัดโรคในอก แก้พรรดึก เยียวยาฟันเป็นรำมะนาด  แก้หูอื้อ แก้อัมพาต  ลมเข้าข้อ  แก้อาการชักกระตุกของเด็ก พอกหัวเหน่าแก้ขัดเบา เยียวยาวัณโรค  แก้โรคประสาท แก้หืด แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงสุขภาพทางกามคุณ  ขับโลหิตระดู  บำรุงเส้นประสาท   แก้ไข้   แก้ฟกช้ำ   แก้ปวดกระบอกตา แก้โรคในปาก แก้หวัดคัดจมูก   แก้ไข้เพื่อเสมหะ ทำให้ผมเงางาม  บำรุงเส้นผมให้ดกดำ ใช้ภายนอก เยียวยาแผลเรื้อรัง เยียวยากลากเกลื้อน แก้โรคผิวหนัง  ทาภายนอก บรรเทาอาการปวดบวมตามข้อเพราะเป็นยาพอกให้ร้อน ใช้พอกตรงที่ถูกแมลง ตะขาบ แมงป่องต่อยเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเหลืองปิดสมุทร(แก้ท้องเสีย), ยาประสะไพล(ขับน้ำคาวปลา ในสตรี หลังคลอด), ยาธาตุบรรจบ (แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ  ท้องเสีย ใช้กระเทียม 3 กลีบ ทุบชงน้ำร้อน ใช้เป็นน้ำกระสายยา สำหรับยาผง)

  • ท้องเสียเนื่องจากกินอาหารทะเล : ใช้กระเทียมต้มน้ำ ดื่ม
  • เลือดกำเดาออกไม่หยุด : กระเทียม 1 หัว แกะเปลือกออก ตำให้ละเอียด ทำเป็นแผ่นกลมใหญ่และหนา ขนาดเหรียญหนึ่งบาท ถ้าเลือดกำเดาออกทางรูจมูกซ้าย ให้แปะบริเวณกลางฝ่าเท้าซ้าย ถ้าเลือดกำเดาออกทางรูจมูกขวา ให้แปะบริเวณกลางฝ่าเท้าขวา ถ้าออกทั้ง 2 รู ก็ให้แปะทั้งสองข้าง
  • ตะขาบต่อย : ใช้กระเทียมหัวโทน ตำให้แหลกพอกบริเวณที่ถูกกัด
  • กลาก, เกลื้อน : ใช้ไม้ไผ่บางๆ หรือมีดที่สะอาดขูดผิวหนังบริเวณที่เป็น แล้วใช้กระเทียมทา
  • ต้านอนุมูลอิสระ สารสกัดกระเทียมและสารประกอบใน กลุ่มออร์แกโนซัลเฟอร์ อาจกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยต้านอนุมูล อิสระในตับ เช่น กลูทาไธโอนเปอร์-ออกซิเดส (Glutathione Peroxidase) คะตาเลส (Catalase)ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส (Superoxide Dismutase) ซึ่งผลจากการ ลองทำในสัตว์พบว่า กระเทียม อาจลดอาการข้างเคียงของยาไซโคลสปอริน ที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และทำให้เกิดพิษต่อไตและตับ
  • ป้องกันไข้หวัด กระเทียมช่วยป้องกันการเกิดไข้หวัดและ ช่วยลดอาการของไข้หวัด จากการ ค้นหาเปรียบเทียบพบว่า ผู้ กินกระเทียมที่มี สารอัลลิซิน 180 มก.ต่อวันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์ จะมีจำนวนวันที่เป็นไข้ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ กินกระเทียม แต่จำนวนวันที่หายขาดจากอาการไข้หวัดนั้น ไม่แตกต่างกัน
  • การเทียมกับโรคเบาหวาน กระเทียมรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำมันกระเทียม สกัดผงแห้ง และกระเทียมสด ต่างก็มีผลต่อการลดระดับน้ำตาลกลูโคส ในเลือด เนื่องจากสาร เอส-อัลลิล-แอล-ซีสเทอีน ในกระเทียมจะช่วยกระตุ้นการหลั่ง ฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความ อาจในการควบคุม ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดได้ดียิ่งขึ้น
  • แก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลีย กระเทียมกระตุ้นให้ระบบไหล เวียนโลหิตเพิ่มการขนส่งสารอาหารสู่อวัยวะต่างๆ ที่ทำงานหนักและอ่อนล้า โดย เฉพาะสมอง ปอด กล้ามเนื้อ และหัวใจ โดยกระเทียมช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อขจัดของ เสียที่เกิดขึ้นจากใช้งานหนักเป็นเวลานาน ช่วยทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้ร่างกาย รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายเมื่อเกิดอาการอ่อนล้า
  • ลดความดันโลหิต จากการรวบรวมงาย ค้นพบพบว่า เมื่อผู้ ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ทานกระเทียมทั้งในรูปสารสกัดผงแห้ง และน้ำมัน กระเทียม ขนาดตั้งแต่ 600-2,400 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ พบ ว่ามีค่าความดันซิสโตลิก (Systolic Blood Pressure) ลดลงเฉลี่ย 8.6 มม.- ปรอท และค่าความดันไดแอสโตลิก (Diatolic Blood Pressure) ลดลงเฉลี่ย 7.3 มม.ปรอท เมื่อเทียบกับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง ที่ไม่ได้ กิน กระเทียม
  • ลดระดับไขมันในเลือด จากการ วิจัยพบว่า การ ทานกระเทียมติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด อย่างไรก็ตาม เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลได้อย่างมี ประสิทธิภาพจำเป็นต้องควบคุมอาหารและการออกกำลังกายร่วมกันเป็นประจำ
  • ป้องกันการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด เอนไซม์ไซโคล ออกซีจีเนส (Cyclooxygenase) ในกระเทียม ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทใน การสังคราะห์พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) จะทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการ เกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด
  • กระเทียมกับโฮโมซีสเทอีน หากร่างกายมีระดับโฮโมซี สเทอีน (Homocysteine) ในเลือดที่สูงเกินไปจะเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดได้รับ ความเสียหายและเกิดก้อนเลือดอุดตันในหลอดเลือด เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะ หลอดเลือดในสมองแตก (Brain Stroke) ทั้งนี้การ รับประทานกระเทียมจะช่วยลด ระดับโฮโมซีสเทอีนในเลือดได้ในภาวะการขาดโฟลิก หาก ทานกระเทียมเป็น ประจำช่วยชะลอการเกิดภาวะแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งภาวะนี้เป็นปัจจัย หนึ่งที่ทำให้หลอดเลือดแดงหัวใจแข็ง
รูปแบบ/วิธีการใช้ของกระเทียม[/url][/b]
คุณภาพการรับประทานกระเทียมที่เหมาะสมต่อวัน ผู้ใหญ่ควร กินกระเทียมสด 4 กรัมต่อวัน หากเป็นผงกระเทียมแห้งหรือแบบสกัด ควร ทานประมาณ 300 มก. เป็นเวลา 2-3 ครั้งต่อวัน
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)
การใช้กระเทียม รับประทานอาการแน่นจุกเสียด

  • ก.นำกระเทียม 5-7 กลีบ บดให้ละเอียด เติมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ เกลือและน้ำตาลนิดหน่อย ผสมให้เข้ากัน กรองเอาเฉพาะน้ำดื่ม
  • นำกระเทียมมาปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบมาซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังอาหารทุกมื้อ แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย
การใช้กระเทียม รับประทานกลาก เกลื้อน

  • นำกระเทียมมาขูดให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดให้แหลก พอกที่ผิวหนัง แล้วปิดด้วยผ้าพันแผลไว้นานอย่างน้อย 20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำซ้ำเช้าเย็นเป็นประจำทุกวัน
  • ขูดผิวหนังส่วนที่เป็นเกลื้อนให้พอเลือดซึมด้วยใบมีด แล้วใช้กระเทียมสดทา ทำเช่นนี้ทุกวัน 10 วันก็จะหาย
กระเทียมแก้ปวดฟัน

  • นำหัวกระเทียม 1 กลีบ ปอกเปลือกออกแล้วนำมาตำจนละเอียด ขณะที่ตำให้ใส่เหลือไปด้วยสักเล็กน้อย แล้วนำไปพอกหรืออุดไว้บริเวณฟันที่ปวด
บิด

  • นำหัวกระเทียม 12-15 กลีบ ปอกเปลือก ทานดิบๆ วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารอาจใช้น้ำผึ้งหรือน้ำตาลอ้อย ช่วยกลบรสเผ็ดของกระเทียมก็ได้
เยียวยาแผลที่เน่าเปื่อยและเป็นหนอง

  • นำหัวกระเทียม 1 หัว มาปอกเปลือกแล้วตำให้ละเอียด พอกบริเวณที่เป็นแผล โดยพอกทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที จึงเอาออกแล้วทำความสะอาดแผลหรือจะนำกระเทียมที่ตำแล้วไปแช่ในน้ำอุ่นและปิดฝาทิ้งเอาไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จึงกรองเอาน้ำมาใช้ล้างแผล ก็ได้ผลดีเช่นกัน
ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตหรือเพื่อ รักษาโรคเส้นเลือดหัวใจและสมองตีบตัน

  • กินกระเทียมสดครั้งละ 5 กรัม โดยสับหรือบดตวงได้ราว 1 ช้อนชาพูน กินพร้อมอาหารวันละ 3 เวลา อย่ากินกระเทียมตอนท้องว่าง เพราะจะระคายเคืองต่อกระเพาะ ลำไส้
ในกรณีต้องการกินเป็นประจำ เพื่อป้องกันเบาหวาน และขจัดพิษสารตะกั่ว

  • นำกระเทียมกลีบใหญ่ ๆ เพียง 3 กลีบ ทุบให้แตก กลืนกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ทุก ๆ เช้าหลังตื่นนอน น้ำอุ่นจะช่วยไม่ให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะ
ขนาดและวิธีใช้สำหรับแก้ไอ

  • นำกระเทียม และขิงสดอย่างละเท่ากันตำละเอียด ละลายน้ำอ้อยสด คั้นเอาน้ำจิบแก้ไอ กัดเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ตำรายาไทยบางตำรับให้คั้นกระเทียมกับน้ำมะนาวเติมเกลือใช้จิบหรือกวาดคอ


ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยากรกะเทียม
มีหลักฐานการวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับกระเทียมและการป้องกันมะเร็งหรือไม่
มีการ วิจัยอย่างเป็นระบบ 3 การ ค้นพบทำการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการ บริโภคกระเทียมและความเสี่ยงต่อการป่วยเป็น มะเร็งกระเพาะอาหาร การ ลองแรกเป็นการ ลองอย่างเป็นระบบในชาวจีน 5,000 คน ที่เสี่ยงต่อการป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร  ทำ วิจัยโดยการแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมการ ลองทำเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้ กินสารอัลลิทริดินสังเคราะห์ (synthetic allitridin) ซึ่ง เป็นสารสกัดจากกระเทียมที่มีใช้กันมานานในประเทศจีน ปริมาณ 200 มก.ต่อวัน ร่วมกับ กินซิลิเนียม (selenium)  ปริมาณ 100 ไมโครกรัมวันเว้นวัน เทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก โดยคณะผู้วิจัยทำการติดตามผลเป็นเวลา 5 ปี พบว่ากลุ่มที่ได้รับ สารสกัดอัลลิทริดินและซิลิเนียม มีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในกระเพาะอาหารลดลง 33% และมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หลอดอาหารลดลงถึง 52% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก การ วิจัยอย่างเป็นระบบอีกการวิจัยหนึ่งแสดงผลการ วิจัยที่ขัดแย้งกัน โดยแสดงให้เห็นว่าการกินสารสกัดจากกระเทียม ปริมาณ 800 มก.ร่วมกับน้ำมันกระเทียมเป็นประจำทุกวันไม่ลดความชุกของรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร  (precancerous gastric lesion) และไม่ลดอุบัติการณ์เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร การวิจัยอย่างเป็นระบบในประเทศญี่ปุ่น เปรียบเทียบผลการ อุปโภคกระเทียมสกัด อุปโภคสูง (2.4 มล.) เทียบกับการบริโภค ใน จำนวนที่น้อยกว่า (0.16 มิลลิตร) ในกลุ่มผู้ป่วยเนื้องอกลำไส้ชนิดอดีโนมา (colorectal adenomas) และทำการติดตามผลที่ 6 และ 12 เดือน พบว่ากลุ่มที่ กินกระเทียมเสริม คุณภาพสูงมีโอกาสเกิดเนื้องอกใหม่น้อยกว่ากลุ่มที่ อุปโภคกระเทียมสกัดใน คุณภาพที่น้อยกว่า ได้แก่ 47 และ 67% ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีผลการ ศึกษาพบว่าการใช้สารสกัดกระเทียมทามะเร็งผิวหนังชนิดเบซัล (basal cell carcinoma) พบว่าผู้ป่วย 21 รายที่เข้าร่วมการ ศึกษามีก้อนมะเร็งยุบลงหลังทากระเทียมสกัด
ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : กระเทียมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพหลาย ลักษณะ ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ได้แก่ เชื้อที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย Shigella sonnei , Escherichia coli , Bacillus sp. , Staphylococus aureus , Streptococcus faecalis , Pseudomonas aeruginosa เป็นต้น เชื้อวัณโรค Mycobacterium tuberculosis และเชื้อรา Candida spp. , Aspergillus niger และTrichosporon pullulans เป็นต้น สารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ allicin , ajoene , และ diallyl trisulfide
ฤทธิ์ต้านไวรัส : สารสกัดหัวกระเทียมความเข้มข้น 0.15 มก./ มล. ต้านเชื้อไวรัส Influenza B (LEE) อย่างมีนัยสำคัญ P<0.001 แต่ในความเข้มข้น 1.5 มิลลิกรัม/ มล. ไม่ต้านเชื้อไวรัส Coxsackie B1 เมื่อกรอกสารสกัดน้ำผสมแอลกอฮอล์จาก aged bulb เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 0.1 มล. /ตัว พบว่าสามารถต้านเชื้อไวรัส Influenza ในเลือดของหนู และมีการทดสอบเนื้อกระเทียมขนาด 1,000 มิลลิกรัม/ มล. ในจานเพาะเชื้อ แสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Parainfluenza type 3
ฤทธิ์ต้านการบีบเกร็ง : สารสกัดน้ำ หรือสารสกัดเอทานอล หรือน้ำคั้น มีฤทธิ์ต้านการบีบเกร็งในหนูขาวและหนูตะเภา
ฤทธิ์ลดระดับไขมัน : กระเทียมในรูปสด สารสกัด น้ำมันหอมระเหย และน้ำคั้น มีฤทธิ์ลดไขมันได้เฉพาะคอเลสเตอรอล ทั้งในการค้นพบในสัตว์และหลอดทดลอง พบว่าสาร allicin และ ajoene มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างคอเลสเตอรอล และมีฤทธิ์ต้านการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด
ฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด : สารสกัดน้ำ สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดเมทานอล และน้ำมันหอมระเหย มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดทั้งการค้นพบในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง สารสำคัญคือ adenosine , alliin , allicin , ajoenes , vinyldithiinsและมีฤทธิ์ดีกว่าสาร allicin 10 เท่า
ฤทธิ์กระตุ้นการทำลาย fibrin (fibrinolysis) :  กระเทียมแห้ง สารสกัดน้ำ สารสกัดแอลกอฮอล์ และน้ำมันกระเทียม มีฤทธิ์กระตุ้นการสลายตัวของ fibrin (fibrinolysis)
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : สารสกัดน้ำ สารสกัดเอทานอล สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ สารสกัดคลอโรฟอร์มและน้ำมันหอมระเหย สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูและกระต่าย สารสำคัญคือ allicin
ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน : สารกลุ่ม thiosulfiates มีฤทธิ์ต้านออกซิดัน โดยยับยั้ง lipid peroxidation
ฤทธิ์ลดความดันโลหิต : สารสกัดน้ำ และสาร ajoene สารกลุ่ม ?-glutamylpeptides , scordinins , steroids , triterpenoids , flavovoids มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต
ฤทธิ์ลดการอักเสบ :  สารสกัดกระเทียมด้วยน้ำ 2 ก/นน.ตัว 1 กก. มีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนๆ ในหนูขาวที่ทำให้อุ้งเท้าบวมโดยใช้ formalin มีผู้พบว่าเมื่อใช้สารสกัดด้วย น้ำ : แอลกอฮอล์ 1:1 แก่หนูขาวทางช่องท้อง พบว่าลดการอักเสบที่เกิดจากคาราจีแนนและเมื่อให้สารสกัดเอทานอลทางสายยางเข้ากระเพาะอาหารหนูขาวเพศผู้ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. พบว่าอาจลดอาการอักเสบอุ้งเท้าที่ถูกทำให้อักเสบด้วยคาราจีแนนได้ 23% เมื่อทาสารสกัดเอทิลแอลกอฮอล์     เฮกเซนและเมทานอจากหัวกระเทียมให้หนูถีบจักร ขนาด 20 มคล./ตัว ในการรักษาหูที่อักเสบ ผลไม่แน่นอน
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการเกิดออกซิเดชัน :            สารสกัดกระเทียมด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  สารสกัดกระเทียมมีฤทธิ์ลดการออกซิเดชันของไขมัน และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase  สาร diallyl sulfide มีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชันโดยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ได้แก่ superoxide dismutase, catalase และ glutathione peroxidase ในเนื้อเยื่อปอด และเพิ่มระดับ glutathione ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกายตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังอาจกระตุ้นการสร้างเอนไซม์ที่ต้านการเกิด oxidative stress ได้แก่ heme oxygenase-1 (HO-1) และ ยับยั้ง CYP2E1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างอนุมูลอิสระ
ฤทธิ์สมานแผล :   เมื่อทาสารสกัดกระเทียมบนผิวหนังไก่ จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยพบว่ามีการสร้างเนื้อเยื่อบุผิวและคอลลาเจนใหม่ มีการเจริญของมัดเส้นใยคอลลาเจน และมีการสร้างเส้นเลือดใหม่
ฤทธิ์ในการยับยั้งฟันกัส (Fun-gus) : สารออกฤทธิ์ในกระเทียมหรือน้ำจากการแช่กระเทียม หรือกระเทียมที่ตำจนแหลกละเอียด จากการลองนอกร่างกายพบว่า มีฤทธิ์ยับยั้งและทำลายฟันกัส (fun-gus) หลายประเภทรวมทั้งแคนตินา อัลบิแคนส์ (Candida albicans)
ฤทธิ์ในการยับยั้งโปรโตซัว (Protozoa) : ผลจากการลองนอกร่างกาย น้ำที่ได้จากการแช่กระเทียมมีฤทธิ์ทำลาย Amebic protozoon กระเทียมเปลือกสีม่วงจะมีฤทธิ์แรงกว่ากระเทียมเปลือกขาว หรือเมื่อใช้กับผู้ป่วยที่เป็นบิดจากอะมีบาก็ได้ผลดีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อในโรค Trichomonas vaginalis
ฤทธิ์ต่อหลอดเลือดหัวใจ : Ailfid ในกระเทียมมีพิษน้อยมาก จะทำให้การเต้นของหัวใจช้าลง และเพิ่มการบีบและคลายตัวของหัวใจ ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้ปัสสาวะมากขึ้น และในบางคลินิกได้ผลดีมาก สำหรับผู้ป่วยที่มีความดันสูง และหลอดเลือดแข็งตัว
สำหรับกระต่ายที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมาก น้ำมันกระเทียม (Garlic oil) สามารถยับยั้งการแข็งตัวของหลอดเลือด
           กระเทียมสามารถช่วยลดอาการอักเสบจึงช่วยเยียวยาแผลในกระเพาะอาหาร อันจะเป็นผลช่วยลดการแน่นจุกเสียดในผู้ป่วยที่เป็นแผลในโรคกระเพาะอาหาร โดยต้านการสังเคราะห์ prostaglandinและมีผู้ศึกษาพบว่าสารสกัดกระเทียมมีผลยับยั้งการสร้าง IL-12และเพิ่มการสร้าง IL-10 และtumor necrosis factor(?-INF) , IL-1? , IL-6 ,L-8 และT-cell interferon-gamma (IFN-gamma , IL-2 จึงมีผลช่วยลดอาการอักเสบในผู้ป่วยลำไส้อักเสบ    ได้มีผู้ลองพบฤทธิ์ในการต้านโรคไขข้ออักเสบ เมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำในขนาด 100 มก./กิโลกรัมเป็นเวลา 10 วัน และเมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากเมล็ด(seed oil)เข้ากระเพาะอาหารหนูขาว ขนาด 0.0025 มก./กก.พบว่า ลดอาการอักเสบจากอาการข้ออักเสบที่เกิดจากฟอร์มาลดีไฮด์ได้
 

13

สรรพคุณของโกฐหัวบัว
สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนจีน
            โกฐหัวบัว รสเผ็ด  อุ่น  มีฤทธิ์ช่วยการไหลเวียนของชี่และเลือด  รักษาอาการปวดจากเลือดคั่งกระจายการตีบของเส้นเลือด (ประจำเดือนมา ผิดเป็นปกติ ปวดประจำเดือน ขับน้ำคาวปลาหลังคลอดเจ็บชายโครง เจ็บบริเวณหัวใจ  เจ็บหน้าอก  เจ็บจาการฟกช้ำ  ช้ำบวมจากฝีหนอง)  และมีฤทธิ์ขับลม ปวดปวด  เยียวยาอาการปวดศีรษะ  อาการปวดจากการคั่งของชี่และเลือดโกฐหัวบัวผัดเหล้า จะช่วยนำตัวยาขึ้นส่วนบนของร่างกาย  มีฤทธิ์แรงในการระงับปวด  ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและชี่ภายในร่างกายดีขึ้น โดยทั่วไปใช้ รักษาอาการปวดศีรษะจากการคั่งของเลือด และโรคไมเกรน
โกฐหัวบันเป็นยาแก้หวัด แก้ปวดศีรษะ บํารุงโลหิตแก้โรค โลหิตจาง แก้ฟกช้ำปวดเจ็บต่าง ๆ รวมทั้งปวดฟัน อาเจียน    เป็นเลือดไอวัณโรค ใบมีกลิ่นหอมชื่นใจใช้เป็นยา ขับพยาธิในท้องแก้บิด แก้ไอ เป็นยาขับขับลม แก้โรคประสาท  เป็นยาฆ่าเชื้อ ใช้เป็นส่วนผสมในยา แก้หวัดและแก้ท้องร่วง ดอกใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับเครื่องสําอางแต่หน้า
สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนไทย 
            โกฐหัวบัว มีกลิ่นหอม รสมัน สรรพคุณแก้ลมในกองริดสีดวง  และกระจายลมทั้งปวง (หมายถึงลมที่คั่งอยู่ในลำไส้เป็นตอนๆ ทำให้ผายหรือเรอออกมา) ยาไทยมักไม่ใช้โกฐหัวบัวเดี่ยว  แต่มักใช้ร่วมกับยาอื่นในตำรับ
นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการใช้โกฐหัวบัวในยา เยียวยากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของโกฐหัวบัวอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง 9 ร่วมกับสมุนไพร จำพวกอื่นๆ ในตำรับ มี คุณสมบัติในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง
           โกฐหัวบัวเป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ในตำรับยาแผนโบราณของไทยหลายตำรับ พืชอย่างนี้มีถิ่นกำเนิดแถบมนฑลเสฉวนของสาธารณรัฐประชาชนจีน และได้มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ” โกฐหัวบัวจัดอยู่ใน โกฐทั้งห้า(เบญจโกฐ) ประโยชน์โดยรวม ของยาที่ใช้ในพิกัดโกฐ คือ แก้ไข้ แก้ไข้ร่วมกับมีเสมหะ แก้หืดไอ แก้หอบ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง ขับลม แก้สะอึก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก
           เครื่องยา“พิกัดโกฐ” ประกอบด้วย “พิกัดโกฐทั้ง 5” ได้แก่ โกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลำพา มี ประโยชน์แก้ไข้เพื่อเสมหะ หืดไอ แก้โรคปอด โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต “พิกัดโกฐทั้ง 7” (มีโกฐกระดูก และโกฐก้านพร้าว เพิ่มเข้ามา) สรรพคุณแก้ไข้จับสั่น แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคในปอด แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก “พิกัดโกฐทั้ง 9”  (มีโกฐพุงปลา และโกฐชฎามังษี เพิ่มเข้ามา) คุณสมบัติแก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก บำรุงกระดูก แก้ไข้ในกองธาตุอติสาร แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับระดูร้าย
           ตำรายาไทย: มีการใช้โกฐหัวบัวใน “พิกัดจตุวาตะผล” คือการจำกัด ปริมาณตัวยาแก้ลม ประกอบด้วยผล 4 อย่าง คือ เหง้าขิงแห้ง กระลำพัก อบเชยเทศ และโกฐหัวบัว มี สรรพคุณแก้ไข้ แก้พรรดึก แก้ตรีสมุฏฐาน ขับผายลม บำรุงธาตุ แก้ลมกองริดสีดวง
           ตำราพระโอสถพระนารายณ์: ตำรับ “มโหสถธิจันทน์” มีส่วนประกอบรวม 16 สิ่ง รวมทั้งโกฐหัวบัวด้วย มี ประโยชน์แก้ไข้ทุก จำพวก ตำรับ “ยาทรงนัตถุ์” ขนานหนึ่งประกอบด้วยสมุนไพร 15 จำพวก รวมทั้งโกฐหัวบัวด้วย โดยนำตัวยาทั้งหมดบดเป็นผงละเอียดรวมกัน ใช้สำหรับนัตถุ์ ใช้ดมแก้ปวดหัว แก้วิงเวียน แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และตา
รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้ของโกฐหัวบัว

  • ตำราแพทย์แผนจีน ใช้ขนาด 3 – 9 กรัม ต้มเอาน้ำ กิน
  • ตำราแพทย์แผนไทย ยาแห้งให้ใช้ครั้งละ 5 – 10 กรัม นำมาต้มกับน้ำ กิน
ฤทธิ์ทางเภสัช
มีรายงานการ ค้นพบที่พบว่า โกฐหัวบัว อาจลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อลำไส้และมดลูกได้ และยังช่วยป้องกันการขาดออกซิเจนในเลือด ต้านอาการปวด อาการอักเสบ ช่วยขับเหงื่อ ขับประจำเดือน และช่วยทำให้นอนหลับได้นานขึ้น
เมื่อใช้น้ำที่สกัดได้จากเหง้าโกฐหัวบัว นำมาฉีดเข้ากล้ามเนื้อของหัวใจที่แยกออกจากร่างของกระต่าย พบว่า อาจขยายหลอดเลือดหัวใจของกระต่ายได้ จึงสรุปได้ว่า โกฐหัวบัว อาจลดความดันในเส้นเลือดได้
สารสกัดน้ำเมื่อให้ทางปากหนูขาวในขนาดเทียบเท่าผงยา 25-50 กิโลกรัมมีฤทธิ์สงบประสาท และจะเห็นผลชัดเจนขึ้นในหนูถีบจักร สารสกัดมีฤทธิ์ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด โกฐหัวบัวในขนาดต่ำๆ มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของมดลูกของกระต่าย แต่เมื่อให้ในขนาดสูงจะยับยั้งการบีบตัวอย่างสมบูรณ์
โกฐหัวบัวมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ลดอาการปวดหลังคลอดช่วยให้รกหรือเนื้อเยื่อของมดลูกที่ตายแล้วถูกขับออกมาได้ดี  สารสกัดมีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของมดลูก ทำให้ประจำเดือนมาเร็วขึ้น
การศึกษาทางพิษวิทยาของโกฐหัวบัว  การ ค้นหาพิษเฉียบพลันโดยฉีดสารสกัดน้ำเข้าช่องท้องและกล้ามเนื้อหนูถีบจักร พบว่าขนาดของสารสกัดที่ทำให้หนูถีบจักรตายร้อยละ 50 (LD50) มีค่าเท่ากับ 65.86 และ 66.42 กรัม/ กิโลกรัมตามลำดับ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้ ค้นหาพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักรของสารสกัด 50% แอลกอฮอล์จากเหง้าโกฐหัวบัว พบว่าค่า LD50  มีค่ามากกว่า 10 กรัม/ กก. เมื่อให้โดยการป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังของโกฐหัวบัว  เนื่องจากโกฐหัวบัวมีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของมดลูก จึงไม่แนะนำให้ใช้ขณะที่มีการปวดประจำเดือน หรือผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับการตกเลือดอื่นๆ
 

Tags : สมุนไพรโกฐหัวบัว

14

องค์ประกอบทางเคมีของดอกคำฝอย
            สารในกลุ่มฟลาโวนอยด์กลับโคไซด์ (Flavonid Glycoside) ได้แก่ คาร์ทามิน (cartramin) ,    ซาฟโฟลมิน (safflomin) , ซาฟฟลอร์เยลโล่ (safflor yellow) , ไฮดรอกซีซาฟฟลอร์เยลโล่ (hydroxysafflor yellow) , ทิงค์ทอร์มีน (cartormin) , ซาโปจีนิน (sapogenin)     สารในกลุ่มฟลาโวน เช่นลูทีโอลิน (luteolin)   และอนุพันธ์
สรรพคุณของดอกคำฝอย
ตามตำรายาไทย: ดอก ขับระดู บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ตกเลือด แก้ดีพิการ ขับเหงื่อ ระงับประสาท แก้ไข้ในเด็ก แก้ดีซ่าน แก้ไขข้ออักเสบ แก้หวัด น้ำมูกไหล แก้โรคฮิสทีเรีย อาการ เยียวยาอาการบวม รักษาท้องเป็นเถาดาน ใช้เป็นยาระบาย รักษาอาการไข้หลังคลอด ระงับอาการ ปวดในสตรีที่รอบเดือนมาไม่เป็นปกติ เป็นยาสามัญประจำบ้าน เจ็บ
อาการป่วยไข้ในเด็ก  บำรุงคนเป็นอัมพาต ดอกเป็นยาชงใช้ดื่มร้อนๆแก้ดีซ่าน โรคไขข้ออักเสบ เป็นหวัดน้ำมูกไหล ต้มอาบเวลาออกหัด เยียวยาอาการคันตามผิวหนัง เกสร บำรุงโลหิตระดู ขับระดู บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้ปกติ แก้ดีพิการ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
ตำรายาพื้นบ้านของหลายประเทศ: กล่าวว่าเนื่องจากดอกคำฝอยมีสีแดง จึงมี คุณสมบัติบำบัดโรคที่เกี่ยวกับเลือด เช่น ระดู ขับเหงื่อ โดยทำเป็นยาชง ยาระบายพวกโลหิต
ต้านออกซิเดชั่น สารสกัดด้วยน้ำจากกลีบดอกคำฝอยมี คุณสมบัติในการต้านออกซิเดชั่น จับอนุมูลอิสระ และ อาจปกป้องการทำลายส่วนต่างๆของร่างกายจากอนุมูลอิสระ ได้แก่

  • ปกป้องสมองจากการทำลายของอนุมูลิอิสระ
  • ปกป้องเซลล์สร้างเนื้อกระดูก
  • ปกป้องเยื้อบุเซลล์เม็ดเลือดแดง
  • ปกป้องตับ
เพิ่มประสิทธิภาพระบบการไหลเวียนของเลือด  มี สรรพคุณในการขยายหลอดเลือดแดง เพิ่มการไหลเวียนเลือด และการนำออกซิเจนเข้าสู่เนื้อเยื้อและยัง อาจยับยั้งการเกิดลิ่มเลือด รวมถึงละลายลิ่มเลือดได้อีกด้วย ซึ่ง คุณสมบัติเหล่านี้ สามารถมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิต  รวมทั้งเป็น คุณสมบัติในการป้องกันหรือ รักษาโรคหัวใจ  สารสีคาร์ทามินที่พบในดอกคำฝอย มี ประเภทในการลดความข้นเหนียวของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นเป็น ประโยชน์ในการ รักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับเลือดคั่ง เช่น โรคหลอดเลือดสมองแตก
ต้านอักเสบ บรรเทาปวด สารสกัดด้วยน้ำจากกลีบดอกคำฝอยมี คุณสมบัติในการต้านอักเสบโดยยับยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์และพรอสตาแกลนดินซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ  พบ ชนิดต้านอักเสบในผู้ป่วยโรคหัวใจเฉียบพลัน นอกจากนี้ยังพบคุณสมบัติในการ ลดปวดซึ่ง อาจนำไปพัฒนาสารที่ใช้ในการ บรรเทาปวดเพื่อทดแทนมอร์ฟีน  หรือยาแก้ปวดอื่นๆ ที่มีผลข้างเคียงต่างๆ
ลดคอลเลสเตอรอล  ลดระดับคอลเลสเตอรอลรวม และเพิ่มระดับคอลเลสเตอรรอลชนิดดี
ลดระดับน้ำตาลในเลือด  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และน้ำจากดอกคำฝอยมี ลักษณะในการลดระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งจะเป็น สรรพคุณในการนำไป รักษาโรคเบาหวาน
มีคุณสมบัติของเอสโตรเจนที่ได้จากพืช(phytoestrogen)  ดอกคำฝอยมี ประเภทคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงนิยมใช้ในการ รักษาโรคที่เกี่ยวกับผู้หญิง  เช่น  ประจำเดือนมา ผิดปกติ  หรือใช้ใน สตรี วัยหมดประจำเดือน
คุณค่าด้านอาหาร ในเมล็ดคำฝอย มีน้ำมันมาก สารในดอกคำฝอย พบว่าแก้อาการอักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบางตัวได้ ในประเทศจีน ดอกคำฝอย เป็นยาเกี่ยวกับ ผู้หญิง  ตำรับยาที่ใช้ เยียวยา ผู้หญิง ที่ประจำเดือนคั่งค้าง ผิดเป็นปกติ หรืออาการปวดบวม ฟกช้ำดำเขียว มักจะใช้ดอกคำฝอยด้วยเสมอ โดยต้มน้ำแช่เหล้า หรือใช้วิธีตำพอก          ใช้ดอกคำฝอยแก่ มาชงน้ำร้อน กรอง จะได้น้ำสีเหลืองส้ม (สาร safflower yellow) ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง
ประโยชน์ในด้านอื่นๆ

  • ตากแห้งสำหรับชงน้ำร้อนดื่มแทนชา หรือ ต้มผสมน้ำตาลเล็กน้อย ให้กลิ่นหอม
  • ตากให้แห้ง และบด เพื่อสกัดเป็นสีย้อมผ้าที่ได้จากสีเหลืองของสารคาร์ทามีดีน (carthamidine)สีแดงสารคาร์ทามีน (carthamine) สามารถย้อมติดได้ดีในเส้นใยฝ้ายหรือเส้นใยจากพืช
  • ใช้ผสมอาหาร อาทิ ผสมเนยแข็ง และปรุงอาหาร เป็นต้น
  • น้ำมันจากเมล็ดดอกคำฝอย และกลีบดอก อาจนำมา รับประทานบำรุงเส้นผม บำรุงผิว เสริมสุขภาพ
  • ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์เลี้ยง
  • คุณสมบัติในทางอุตสาหกรรม
  • น้ำมันคำฝอยใช้เป็นวัตถุดิบผลิต Alkyd resins สำหรับเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสี และกาวเหนียว
  • ใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมทอผ้า เป็นต้น
  • ใช้เป็นน้ำมันเคลือบผิววัสดุให้มีความมันเงา ป้องกันสนิม เช่น งานไม้ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ในอินเดียใช้เคลือบ เยียวยาคุณภาพหนังสัตว์ เสื้อผ้าผลิตภัณฑ์เครื่องทอป้องกันการเปียก
  • กากของเมล็ด ใบ ลำต้นแห้ง ใช้หมักผสมกับมูลสัตว์เป็นปุ๋ยคอกหรือทำเป็นปุ๋ยพืชสด


ในประเทศจีนนิยมใช้น้ำมันจากเมล็ดหรือกลีบดอกคำฝอยสำหรับประกอบอาหาร เพราะ สามารถให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง มากกว่า 90% และให้ชื่อน้ำมันคำฝอยว่า  king of the linoleic acid เพราะประกอบด้วยกรดไขมันลิโนเลอิกมากถึง 80% ที่มีบทบาทสำคัญต่อการลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง (arteriosclerosis) และลดคลอเรสเตอรอล และไขมันไตรกลีเซอไรด์
รูปแบบขนาดวิธีการใช้ของดอกคำฝอย

  • การแพทย์แผนจีน ใช้ 3-9 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม
  • ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด  ใช้ดอกคำฝอยแห้งประมาณ 2 หยิบมือ (2.5 กรัม) นำมาชงกับน้ำร้อนครึ่งถ้วยแล้วใช้ดื่ม
  • ลดความอ้วน ใช้ดอกคำฝอยประมาณ 5 กรัม นำมาชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว
  • เยียวยาตาปลา ใช้ดอกคำฝอยสดและตี้กู่ฝีในปริมาณที่เท่ากัน นำมาตำผสมรวมกัน แล้วใช้ปิดบริเวณที่เป็นตาปลา  โดยเปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง
  • ป้องกันแผลกดทับ ใช้ดอกคำฝอยประมาณ  3 กรัมนำมาแช่กับน้ำพอประมาณจนน้ำเป็นสีแดง  แล้วนำมาถูบริเวณที่กดทับ  โดยถูครั้งละ 10 – 15 นาที  หากทำอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยป้องกันแผลกดทับได้ถึง 100% โดยไม่มีผลข้างเคียง


 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ของดอกคำฝอย

15

สรรพคุณของตังกุย[/url] [/b]
แพทย์แผนจีนนิยมใช้ในตำรับยาเกี่ยวกับโรคทางนรีเวชเช่น ใช้เป็นยาขับระดู แก้รกตีขึ้น ขับรกและแก้ไข้ในเรือนไฟ แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ตกมูกเลือด และสตรีประจำเดือนมา ไม่ปกติ สำหรับแพทย์แผนไทยจะใช้แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ไอ แก้เสียดแทงสองราวข้าง
โดยความนิยมแล้วถือว่าตังกุยเป็นสมุนไพรที่ทรงคุณค่าสำหรับสตรี เนื่องจากเป็นตัวยาที่มีผลต่อมดลูกโดยตรง เพราะตังกุยให้สารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อเอสโตเจน (Estrogen like action) ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ จากภาวะหมดประจำเดือน (Menopause) รักษาสมดุลของฮอร์โมนต่างๆในร่างกาย ช่วยรักษาสมดุลของการไหลเวียนโลหิตในผู้หญิง ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แก้ปวดประจำเดือน ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว และเป็นยาระบายท้องอ่อนๆ ด้วย
ถ้าดูจากสรรพคุณดั้งเดิมที่ว่าตังกุยเป็นยาที่ใช้สำหรับบำรุงร่างกายทั่วๆ ไป และลดอาการปวดเมื่อยต่างๆ จึงใช้ได้ดีทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะการมุ่งหวังผลเพื่อเป็นยาบำรุงร่างกายเพราะในรากตังกุยจะมีวิตามินบี 12 ในปริมาณที่มาก (0.25-0.4 ไมโครกรัม/100 กรัมของน้ำหนักรากแห้ง) รวมถึงมีสารโฟลิก (Folic) และไบโอติน (Biotin) ซึ่งมีผลต่อการสร้างปริมาณเม็ดเลือดในร่างกายจึงนิยมใช้เป็นยาบำรุงโลหิต
ต้านการอักเสบและลดการบวมโดยการลองทางชีวเคมีถึงขบวนการเกิดการอักเสบ พบว่าสารจากตังกุยอาจขัดขวางการเกิด 5-hydroxytryptamine (5-HT) และลดการส่งผ่านสารทางผนังเซลล์หัวใจ (coronary flow) และและผนังหลอดเลือด (peripheral blood flow) ได้โดยการทำให้หลอดเลือดขยายตัว (dilate vessel) มีผลต่อการเต้นของหัวใจทำให้ความดันล่างสูงขึ้น
เมื่อมดลูกอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ จะมีความไวต่อภาวะความกดดันภายในโพรงมดลูก สารสกัดจากตังกุยจะลดการบีบตัวมดลูก และทำให้มดลูกตอบสนองต่อความกดกันภายในโพรงมดลูกน้อยลง (decreasing the myometrium sensitivity) ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูกมากขึ้น ผลคือลดการแท้งบุตรได้ เป็นเหตุผลว่า ทำไมตังกุยจึงมีผลดีต่อผู้หญิง ตั้งครรภ์
ส่วนสตรีทั่วไปและสตรีหลังคลอด การรับประทานตังกุยจะทำให้รอบเดือนมาปกติบรรเทาปวดประจำเดือนได้ เเละในตำรับยาจีนมักผสมตังกุยกับหัวแห้วหมู (cyperusrotundas), โกฐจุฬาลำเภาจีน (Artemisiaargyi), เปลือกลูกพรุน ( Prunes persica) และดอกคำฝอย (carthamus tinctorius) เพื่อใช้เยียวยาอาการประจำเดือนมาผิดปกติ ในสตรีหลังคลอดจะช่วยขับน้ำคาวปลา ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
ในสตรีวัยหมดประจำเดือน มีการลองทำใช้ตังกุยร่วมกับตัวยาอื่นอีก 5 ชนิด ในคนไข้ 43 ราย พบว่าส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น คือ อาการร้อนวูบวาบ มึนงง ตาพร่า, อาการไม่สบายในช่องท้อง จะลดลงประมาณร้อยละ 70
นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้โกฐเชียงในยาเยียวยาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย ได้แก่
                1.ยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของโกฐเชียงอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง 9 ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                2.ยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของโกฐเชียงร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียพวกที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ
โกฐเชียงเป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ในตำรับยาแผนโบราณของไทยหลายตำรับ พืชประเภทนี้เพาะปลูกมากในประเทศจีน โดยเฉพาะในป่าดิบตามภูเขาสูงของมณฑลไต้หวัน มณฑลส่านซี และมณฑลยูนนาน และได้มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ” โกฐเชียงจัดอยู่ใน โกฐทั้งห้า(เบญจโกฐ) สรรพคุณโดยรวม ของยาที่ใช้ในพิกัดโกฐ คือ แก้ไข้ แก้ไข้ร่วมกับมีเสมหะ แก้หืดไอ แก้หอบ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง ขับลม แก้สะอึก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก
เครื่องยา“พิกัดโกฐ” ประกอบด้วย “พิกัดโกฐทั้ง 5” ได้แก่ โกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลำพา มีสรรพคุณแก้ไข้เพื่อเสมหะ หืดไอ แก้โรคปอด โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต “พิกัดโกฐทั้ง 7” (มีโกฐกระดูก และโกฐก้านพร้าว เพิ่มเข้ามา) สรรพคุณ แก้ไข้จับสั่น แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคในปอด แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก “พิกัดโกฐทั้ง 9”  (มีโกฐพุงปลา และโกฐชฎามังษี เพิ่มเข้ามา) สรรพคุณแก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก บำรุงกระดูก แก้ไข้ในกองธาตุอติสาร แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับระดูร้าย
ในตำรับยาพระโอสถพระนารายณ์: มีตำรับ “ยาทรงนัตถุ์” ขนานหนึ่งประกอบด้วยสมุนไพร 15 ชนิด รวมทั้งโกฐเชียงด้วย โดยนำตัวยาทั้งหมดบดเป็นผงละเอียดรวมกัน ใช้สำหรับนัตถุ์ ใช้ดมแก้ปวดหัว แก้วิงเวียน แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และตา
 

Tags : สมุนไพรตังกุย

หน้า: [1] 2 3 ... 5