แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 12
1

ลูกซัด
ชื่อสมุนไพร  ลูกซัด
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น  ไม่มีข้อมูล
ชื่อวิทยาศาสตร์   Trigonella foenum-graecum L.
ชื่อสามัญ  Fenugreek , Methi
วงศ์ LEGUMINOSAE (FABACEAE) - PAPILIONIODEAE
ถิ่นกำเนิด
ลูกซัดเป็นพืชที่มีบ้านเกิดในแถบเมติเตอร์เรเนียน และก็มีการกระจัดกระจายชนิดไปในประเทศอินเดีย จีน รวมทั้งประเทศแอฟริกา ตัวอย่างเช่น อียิปต์ , เอธิโอเปีย ในขณะนี้สามารถ พบได้ในหลายพื้นที่ทั่วทั้งโลกอีกทั้งในเอเชีย แอฟริกา รวมทั้งยุโรปโดยส่วนใหญ่นิยมใช้เมล็ดของลูกซัดซึ่งมีกลิ่น เฉพาะบุคคล เป็นเครื่องเทศสำหรับในการเข้าครัว โดยเฉพาะในอาหรับและก็ประเทศอินเดีย ส่วนแหล่งปลูกเพื่อการค้าขายที่สำคัญ เช่น ประเทศอินเดีย อียิปต์ ตูนีเซีย โมร็อกโก เอธิโอเปียประเทศฝรั่งเศส ประเทศตุรกี และก็ จีน
ลักษณะทั่วไป
ลูกซัดจัดเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งชัน สูงได้ถึง 60 เซนติเมตร รากแก้วขนาดใหญ่ใบประกอบแบบขน มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ หูใบขนาดเล็ก ก้านใบยาว 1-4 หรือ 1-6 เซนติเมตร แกนกลางสั้น ใบย่อยรูปไข่กลับหรือขอบขนาด กว้าง 0.5-2 ซม. ยาว 1.5-4 ซม. ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว สีเหลือง ยาว 1-1.5 ซม ฝักรูปขอบขนาน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 5-19 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง ในฝักมีเมล็ด 10-20 เมล็ด เมล็ดแก่สีน้ำตาลอ่อน หรือสีเหลืองทองคำ เมล็ดมีขนาดเล็ก ขนาดกว้าง 3 มิลลิเมตร ยาว 4 มิลลิเมตร หนา 1 มม. มีร่องตรงกลางเม็ด มีกลิ่นแรงส่วนตัว เมล็ดมีรสฝาด มีกลิ่นหอมหวน
การขยายพันธุ์
ลูกซัดสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด รวมทั้งการปักชำ โดยมีวิธีการเพาะเมล็ดแล้วก็ใช้กิ่งปักชำ รวมถึงกระบวนการปลูกเหมือนกันกับพืชจำพวกอื่นๆปกติ
ส่วนประกอบทางเคมี
เมื่อเรียนรู้ทางด้านองค์ประกอบทางเคมีพบว่าสาระสำคัญที่พบในลูกซัดมีgalactomannan จำนวนร้อยละ 14-15 น้ำมันระเหยยาก (fixed oil) มีรสขมรวมทั้งกลิ่นเหม็น น้ำมันระเหยง่ายร้อยละ 0.02 พบสารกรุ๊ปAlkaloids ตัวอย่างเช่น trigonelline , สารกลุ่ม saponin ดังเช่นว่า diosgenin, yamogenin, tigogenin, neotigogenin, Graecunin A-G sarsapogenin smilgenin trigofoenside A trigofoenoside B,C trigofoenoside D trigofoenoside F,G yuccagenin, gitogenin สารกลุ่มflaronoids ตัวอย่างเช่น vitexin, orientin, quercetin, luteolin kaempferol กรดอะมิโนชื่อ 4-hydroxyisoleucine

ที่มา : Wikipedia
ยิ่งกว่านั้น ลูกซัดยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังต่อไปนี้ คุณประโยชน์ทางโภชนาการของเม็ดลูกซัดต่อ (100 กรัม) (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 1,352 kJ (323 kcal)
คาร์โบไฮเดรต 58 กรัม
เส้นใยอาหาร 25 กรัม
ไขมัน 6.4 กรัม
โปรตีน 23 กรัม
วิตามิน
Thiamine(B 1 ) ไทอะมีน (วิตามิน B1) 0.322 mg
Riboflavin (B 2 ) ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2) 0.366 มก
ไนอาสิน(B 3 ) (วิตามิน B3) 1.64 มก
ไพริดอกสิน (วิตามิน บี6) 0.6 มก
โฟเลต(B 9 ) (วิตามิน B9) 57 ไมโครกรัม
แอสคอบิดเอสิด (วิตามินซี) 3 มก
แร่
แคลเซียม 176 มก.
เหล็ก 34 มก
แมกนีเซียม 191 มก
แมงกานีส 1.23 mg
ฟอสฟอรัส 296 มก
โพแทสเซียม 770 มก
โซเดียม 67 มก
สังกะสี 2.5 มก
องค์ประกอบอื่นๆ
น้ำ 8.8 กรัม
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์
ลูกซัดถูกประยุกต์ใช้เป็นเครื่องเทศสำหรับเพื่อการปรุงอาหาร เนื่องจากให้กลิ่นหอมยวนใจ และมีรสขมส่วนตัว เป็นรสเสน่ห์อาหารอย่างหนึ่ง ซึ่งลูกซัดจะมีกลิ่นหอมเหมือนขึ้นฉ่ายแต่ว่าแรงกว่า รสออกขมนิดๆขมหน่อยๆเมื่อจะใช้เขานำไปคั่วไฟก่อน ไฟจำต้องอ่อนมากๆเพราะเหตุว่าลูกซัดบอบบาง ไหม้ง่าย เมื่อคั่วแล้วจะมีกลิ่นหอมมากยิ่งขึ้น ถ้าหากคั่วด้วยน้ำมันเมล็ดจะขยายตัว รสออกขมเข้มขึ้น เจือด้วยรสเผ็ดนิดๆแล้วก็ด้วยคุณสมบัติกลิ่นและรสดังกล่าวข้างต้น ลูกซัดจึงแปลงเป็นส่วนผสมที่สำคัญใน ?ผงกะหรี่? อันเป็นเครื่องเทศสากลที่ใช้กันทั้งโลก และที่คนประเทศอินเดียใช้ ลูกซัดในการดองมะม่วง พริก กระเทียมและผักอื่นๆทำเป็น Achar (อาจาด) ที่ใช้เป็นเครื่องเคียงของสะเต๊ะ รวมทั้งในอีกหลายๆประเทศก็ยังมีการใช้ลูกซัดมาเป็นส่วนประกอบของแป้งเพื่อจัดแจงเป็นอาหารประเภทต่างๆยกตัวอย่างเช่น ขนมปัง แป้งพิซซ่า มัฟฟิน รวมทั้งขนมเค้ก และก็มีการสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาลูกซัดในรูปแบบของอาหารสุขภาพ (functional food) รวมทั้ง สินค้าเสริมของกิน (dietary supplement) อีกด้วย ในประเทศอินเดียวมีการใช้เม็ดแก้ท้องเดิน รักษาโรคเกาต์ เบาหวานขับนม กระตุ้นกำหนัด และขับประจำเดือน ส่วนในประเทศทางแถบยุโรป จะใช้เม็ดรักษาโรคเบาหวาน แล้วก็ขับน้ำนม
สำหรับสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทย: ใช้เม็ด แก้ท้องเสีย กล่อมเสลดแล้วก็อาจมแก้ธาตุพิการแก้ท้องขึ้น ขับลมในไส้ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร บดแล้วนำมาใช้พอก ฝี ลดอาการบวม ทาแผลต่างๆแก้อักเสบบวม แก้ไอเรื้อรัง ช่วยทำให้เมนส์มาปกติ
คุณประโยชน์แผนโบราณ ขับเสมหะ ทำให้เปียกชื้น ต่อต้านการอักเสบ ขับเมนส์ ขับน้ำนมข้างหลังคลอดลูก รักษาเบาหวาน ส่วนชาวไทยในสมัยโบราณใช้น้ำสุกลูกซัดและก็เปลือกชะลูดต้มผ้า เพื่อผ้ามีกลิ่นหอมและแข็งจับกลีบได้ ซึ่งสารเมือกที่มีในลูกซัดนั่นเองที่ทำให้ผ้าแข็งเป็นเงางาม ปัจจุบันนี้ได้มีการใช้เมือกของลูกซัดสำหรับในการอาบกระดาษมัน และก็ผสมสำหรับการทำยาเม็ดเพื่อการแตกตัวของยาดีขึ้น
แบบ/ขนาดวิธีใช้
การใช้ลูกซัดในตอนนี้คือการใช้ในการบริโภคในรูปแบบของเครื่องเทศ และก็อาหารมากกว่า การใช้สำหรับการเป็นยารักษาโรคเพราะขนาดในการใช้ยารักษาโรคนั้นก็ยังไม่มีรายงานการศึกษาวิจัยที่ชี้ชัดถึงกับขนาดการใช้ที่เหมาะสมและมีความปลอดภัยที่แน่นอน
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
มีการเรียนฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดสอบ อีกทั้งปกติแล้วก็ถูกรั้งนำให้เป็นเบาหวาน โดยพบว่าในหนูแรทที่ถูกรั้งนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan เมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 0.06 0.2 0.5 แล้วก็ 1 ก./กิโลกรัม แล้วก็สารสกัด 70% เอทานอลจากใบ ขนาด 0.8 กรัม/กก. เข้าทางช่องท้อง และป้อนสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 1 2 แล้วก็ 8 ก./กิโลกรัม มีผลลดน้ำตาลในเลือดของหนู ยาต้มและสารสกัด 95% เอทานอลจากเมล็ด ขนาด 0.5 มิลลิลิตร/ตัว สารสกัด 95% เอทานอลจากเม็ด ขนาด 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และก็สารสกัดอัลกอฮอล์จากเมล็ด ขนาด1 2 รวมทั้ง 4 ก./กิโลกรัม มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้บาหวานด้วย alloxan ได้เหมือนกัน
ลูกซัดส่งผลเสริมฤทธิ์ของยารักษาเบาหวานโดยเมื่อให้ผงเม็ดลูกซัดร่วมกับยา glicazide พบว่าลูกซัดจะเสริมรวมทั้งเพิ่มช่วงเวลาการออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของยาในหนูแรทธรรมดา หนูที่ถูกรั้งนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan monohydrate และในกระต่ายธรรมดา โดยไม่นำมาซึ่งการชักเพราะเหตุว่าน้ำตาลในเลือดต่ำ สารสกัดเอทานอล ขนาด 500 มก./กิโลกรัม เมื่อให้ร่วมกับยาglibenclamide แก่หนูแรทปกติรวมทั้งหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นโรคเบาหวานด้วย streptozotocin จะมีผลเสริมฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดเช่นกันผงเมล็ด ขนาด 15 กิโลกรัม ส่งผลลดน้ำตาลในเลือดรวมทั้งอินซูลินของผู้ป่วย เมื่อทดสอบด้วยแนวทางวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร (Meal tolerance test) เมื่อให้คนไข้ จำนวน 15 คน รับประทานอาหารที่ผสมผงเม็ดลูกซัดที่ขจัดไขมัน จำนวน 100 กรัมนาน 10 วัน พบว่าระดับน้ำตาลแล้วก็อินซูลินในเลือดต่ำลง คนไข้ อายุระหว่าง38-54 ปี ปริมาณ 10 คน ที่กินอาหารซึ่งผสมผงเมล็ดลูกซัด ขนาด 25 ก. โดยแบ่งเป็นขนาดเท่าๆกัน รับประทานวันละ2 มื้อ เป็น กลางวันแล้วก็เย็น นาน 15 วัน พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง โดยลูกซัดมีผลลดระดับน้ำตาลในพลาสมา เพิ่มการใช้เดกซ์โทรส และก็เพิ่ม insulin receptor บนเม็ดเลือดแดง ทำให้เพิ่มแรงต้านทานต่อเดกซ์โทรส และก็เมื่อให้ผู้เจ็บป่วย ปริมาณ 60 คน รับประทานอาหารที่ผสมผงเมล็ดลูกซัดในขนาดเดียวกันนี้ นาน 24 สัปดาห์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดแล้วก็อินซูลินในผู้เจ็บป่วยน้อยลงด้วยเหมือนกัน
การเรียน
 
ในอาสาสมัครสุขภาพดีที่รับประทานแคปซูลผงใบลูกซัดขนาด 2.5 กรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 3 เดือน พบว่าไม่มีผลลดน้ำตาลในเลือด เมื่อให้คนธรรมดา จำนวน 6 คน กินตำรับของกินที่ผสมผงเม็ดลูกซัดดิบ เม็ดต้น แล้วก็เม็ดกำลังงอก จำนวน 12.5 ก. วันละครั้งเป็นอาหารเช้า หรือให้รับประทานตำรับยาซึ่งประกอบด้วยลูกซัด และ guar gum พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงเมล็ด ขนาด 25 ก. ยางที่สกัดจากเมล็ด (gum) ขนาด 5 ก. และใบ ขนาด 150 ก. ส่งผลลดน้ำตาลในเลือดของคนปกติได้ เมื่อให้อาสาสมัครชายสุขภาพแข็งแรงอายุ 20-30 ปี ปริมาณ 20 คน กินสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 40 มิลลิกรัม/กก.พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลง 13.4 ภายหลังได้รับสารสกัด 4 ซม. โดยส่งผลข้างๆนิดหน่อย ได้แก่ รู้สึกหิวฉี่บ่อยมาก และก็เวียนศีรษะ
 
นอกจากนั้นยังมีงานค้นคว้าวิจัย
 
จำนวนหนึ่งทำการทดลองโดยให้สตรี ที่อยู่ในตอนให้นมลูกดื่มชาที่มีส่วนผสมของลูกซัด ผลที่ได้ คือ มีสัญญาณบ่งชี้ถึงจำนวนนมที่เพิ่มขึ้นของม่าม้าในกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ไม่ได้บริโภคชาที่มีส่วนผสมของลูกซัด ก็เลยอาจกล่าวได้ว่า ของกินเพิ่มนมที่มีส่วนผสมของลูกซัดบางทีอาจช่วยกระตุ้นการสร้างนม และก็มีส่วนช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวเด็กในพักหลังคลอดได้ด้วย อย่างไรก็แล้วแต่ หลักฐานที่เด่นชัดทางด้านการแพทย์เกี่ยวกับลูกซัดที่สโมสรกับการเพิ่มปริมาณนมในสตรีที่ให้นมลูกยังคงมีจำกัดรวมทั้งนักวิจัยยังกล่าวว่าควรจะมีการเรียนเพิ่มอีกถัดไป
 
การศึกษาทางพิษวิทยา
ลูกซัด การทดลองความเป็นพิษ ยาต้มจากใบ สารสกัดน้ำจากใบ หรือสารสกัดเอทานอล:น้ำจากเม็ดเมื่อฉีดเข้าทางท้องหนูแรท แล้วก็หนูเม้าส์ มีค่าLD50 เท่ากับ 4 กรัม/กก. 1.9 ก./กก. และ 1ก/กก. เป็นลำดับ เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารกสัดน้ำจากใบพบว่ามีค่า LD50 พอๆกับ 10 ก./กก. สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์จากเม็ด เมื่อทดสอบในกระต่ายและหนูแรทมีค่า LD50 มากยิ่งกว่า 2 และ 5ก./กก. เป็นลำดับ
การรับประทานเมล็ดลูกซัด ขนาด 25 กรัม/วัน ไม่นำมาซึ่งพิษ การเรียนความเป็นพิษในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 จำนวน 60 คน โดยให้รับประทานอาหารที่เสริมผงเม็ดลูกซัด 25 ก. นาน 24 อาทิตย์ พบว่าไม่เป็นพิษต่อตับรวมทั้งไต และไม่เจอความแตกต่างจากปกติของค่าทางเลือดวิทยา แม้กระนั้นหรูหรายูเรียในเลือดน้อยลงภายหลังจากรับประทาน 12 อาทิตย์
พิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากเม็ด ความเข้มข้น 0.3 มก./มล. เป็นพิษต่อเซลล์ตับของหนูแรท โดยทำให้กำเนิดความแปลกของไครโมโซม
พิษต่อตัวอ่อน ไม่เจอความเป็นพิษต่อตัวอ่อน เมื่อป้องผงเมล็ดแห้ง ขนาด 175 มิลลิกรัม/กก. ให้แก่หนูแรทที่ตั้งท้อง เมล็ด ขนาด 2 กรัม/ตัว ไม่มีผลทำให้หนูแรทแท้ง
มีรายงานผู้ป่วยที่การเกิดอาการแพ้จากการสูดดมผงเม็ดลูกซัด โดยการทำให้น้ำมูกไหลมากมาย หอบและก็สลบ รวมทั้งผู้เจ็บป่วยที่เกิดอาการแพ้จากการกินเครื่องแกง ที่มีลูกซัดเป็นส่วนผสม โดยมีลักษณะหลอดลมบีบเกร็ง หอบ แล้วก็ท้องเสีย แล้วก็จะเสริมให้แพ้มากในคนไข้ที่แพ้ถั่วดินด้วย ในผู้เจ็บป่วยที่เป็นหอบหืดเรื้อรังซึ่งใช้ผลเมล็ดลูกซัดสำหรับแก้รังแค พบว่าทำให้หนังหัวหมดความรู้สึก หน้าบวม และหอบ
 
ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง

1. ไม่ชี้แนะให้คนที่แพ้อาหารประเภทถั่วทานลูกซัด เนื่องจากว่าถั่วลูกซัดเป็นพืชตระกูลถั่ว แม้จะจัดเป็นเครื่องเทศก็ตาม
2. หญิงตั้งครรภ์ไม่สมควรทานถั่วลูกซัด เพราะถั่วลูกซัดบางทีอาจเข้าไปกระตุ้นการยุบตัวของมดลูกได้
3. ต้องระวังการใช้ลูกซัดร่วมกับยารักษาเบาหวาน อาทิเช่น ยาในกลุ่ม sulfonylureas ดังเช่นว่า chlorpropamide, glibencamide, glipizide, gliclazide, gliquidone และก็ glimepiride ด้วยเหตุว่าลูกซัด อาจไปเสริมฤทธิ์ของยา
4. อาจมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเยอะเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าคนไข้โรคเบาหวาน จะรับประทานลูกซัด ควรขอคำแนะนำแพทย์รวมทั้งอยู่ภายใต้คำเสนอแนะของแพทย์อย่างใกล้ชิด
5. ควรรอบคอบในการใช้ร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด เช่น warfarin หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต่อต้านการรวมตัวของเกร็ดเลือด ยกตัวอย่างเช่น กระเทียม หรือแปะก๊วย เพราะว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดได้
6. ลูกซัดอาจส่งผลส่งผลให้เกิดผลกระทบอื่นๆได้ เป็นต้นว่า ท้องร่วง ท้องไส้ป่วนปั่น เรอ มีแก๊สในช่องท้อง หรือฉี่มีกลิ่นคล้ายเมเปิลไซรัป
7. แม้ว่ายังไม่มีรายงานการใช้ในสตรีตั้งท้องรวมทั้งให้นมบุตร แม้กระนั้นสตรีตั้งท้องและก็ให้นมบุตร แต่ว่าสตรีท้องควรรอบคอบสำหรับการใช้ เหตุเพราะลูกซัดมีผลลดน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นยังมีรายงานศึกษาเรียนรู้ว่า สารสกัดน้ำ 95% เอทานอล และก็เมทานอลจากเม็ด มีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกของหนูที่กำลังมีท้อง โดยเหตุนั้น อาจมีผลนำไปสู่แท้งลูกได้ เพราะฉะนั้นควรหารือหมอแล้วก็ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญก่อนใช้รวมทั้งไม่สมควรใช้ในจำนวนมาก และต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆ
 
เอกสารอ้างอิง

  • ธิดารัตน์ จันทร์ดอน.ลูกซัด...เครื่องเทศมีประโยชน์.จุลสารข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ปีที่35.ฉบับที่1 ตุลาคม.2560
  • Chan HT, So LT, Li SW, Siu CW, Lau CP, Tse HF. Effect of herbal consumption on time in therapeutic range of warfarin therapy in patients with atrial fibrillation. J Cardiovasc Pharmacol. 2011;58(1):87-90.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร อรนุช โชคชัยเจริญพร.บรรณาธิการ.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน เล่ม 4 กรุงเทพฯ:บริษัท ประชาชน จำกัด,2543:740 หน้าhttps://www.disthai.com/
  • นิจศิริ เรืองรังสี เครื่องเทศ.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2542:206 หน้า.
  • อรัญญา ศรีบุศราคัม.ลูกซัด...แก้เบาหวาน.จุลสารข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ปีที่ 27.ฉบับที่1 ตุลาคม.2552.หน้า4-11
  • El Bairi K, Ouzir M, Agnieszka N, Khalki L. Anticancer potential of Trigonella foenum graecum: cellular and molecular targets. Biomed Pharmacother 2017;90:479-91.
  • ลูกซัด..ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีEthan M. Natural standard herb and supplement reference: evidence-based clinical reviews. New York: Elsevier Mosby; 2005.
  • Lu FR, Shen L, Qin Y, Gao L, Li H, Dai Y. Clinical observation on Trigonella foenum-graecum L. total saponins in combination with sulfonylureas in the treatment of type 2 diabetes mellitus. Chin J Integr Med. 2008;14(1):56-60.
  • Nagulapalli VKC, Swaroop A, Bagchi D, Bishayee A. A small plant with big benefits: fenugreek (Trigonella foenum-graecum Linn.) for disease prevention and health promotion. Mol Nutr Food Res. 2017;61(6):1-26.
  • Izzo AA, Di Carlo G, Borrelli F, Ernst E. Cardiovascular pharmacotherapy and herbal medicines: the risk of drug interaction. Int J Cardiol. 2005;98(1):1-14.
  • Lambert JP, Cormier J. Potential interaction between warfarin and boldo-fenugreek. Pharmacotherapy. 2001;21(4):509-12.


2


โด่ไม่รู้ล้ม
ชื่อสมุนไพร  โด่ไม่รู้ล้ม
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น หญ้าไก่นกคุ้ม , หญ้าสามสิบสองหาบ , หญ้าไฟนกคุ้ม , หนาดผา (ภาคเหนือ) , ขี้ไฟนกคุ่ม (เลย) , หญ้าปราบ (ภาคใต้) , หนาดมีแคลน (สุราษฎร์ธานี) , เคยโป๊ , ตะชีโกวะ (กะเหรี่ยง) , ก้อมทะ (ลั๊วะ) , จ่อเก๋ (ม้ง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Elephantopus scaber Linn.
ชื่อสามัญ   Prickly-Leaved Elephant’s Foot
วงศ์    ASTERACEAE

ถิ่นกำเนิด
โด่ไม่รู้ล้ม เป็นพืชที่ถูกเรียกชื่อตามลักษณะของลำต้นที่เมื่อถูกดูหมิ่นหรือถูกทับก็จะแบนราบลงไปกับพื้นดิน แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงแต่ชั่วครู่หนึ่ง ลำต้นก็จะกลับมาตั้งโด่อย่างเดิมจึงเป็นที่มาของชื่อ โด่ไม่รู้ล้ม ซึ่งพืชนี้ข้อมูลถิ่นกำเนิดที่จริงจริงยังไม่แน่ชัดแต่ว่าจัดเป็นพืชในเขตร้อนที่พบได้ในประเทศเขตร้อนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แล้วก็พบบ่อยตามป่าดิบ ป่าสนเขา ป่าเต็งรัง แล้วก็ป่าโปร่งที่มีสภาพของดินเป็นดินร่วนซุยผสมทราย
ลักษณะทั่วไป โด่ไม่รู้ล้ม จัดเป็นพืชล้มลุก ลำต้นสั้น กลม ชี้ตรง สูง 10-30 เซนติเมตร ตามผิวลำต้น มีขนสีขาวตรงละเอียดห่าง สาก ใบเป็นใบลำพังอยู่รอบๆเหนือเหง้าชิดกันเป็นวงกลม เรียงสลับชิดกันอยู่เป็นกระจุก เหมือนดอกกุหลาบซ้อนที่โคนต้น รูปแบบของใบเป็นรูปหอกหัวกลับ แผ่นใบกว้างราวๆ 3-5 ซม.และก็ยาวราวๆ 8-20 ซม. ขอบใบหยักหรือเป็นจักเหมือนฟันเลื่อยห่างๆมีเส้นกิ่งก้านสาขาของใบราวๆ 12-15 คู่ ส่วนของใบที่ค่อนไปทางปลายจะผายกว้าง แล้วสอบเป็นแหลมทู่ๆส่วนโคนใบจะสอบแคบจนถึงก้านใบ มีเนื้อใบครึ้มสาก ผิวใบจะมีขนสากเล็กๆขนตรงห่างมีสีขาว และก็มีขนต่อมห่างอยู่ทั้งสองด้าน โดยท้องใบจะมีขนมากกว่าข้างหลังใบ แผ่นใบมักแผ่ราบไปกับพื้นดิน ก้านใบยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร ไหมมีก้านใบ ดอกช่อแทงออกจากกลางต้น ช่อดอกรูปขอบขนาน มี 4 ดอกย่อย ยาว 8-10 มม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 มม. ดอกย่อยขนาดเล็กดอกรูปหลอดสีม่วง หลอดกลีบดอกยาว 3-3.5 มิลลิเมตร เกลี้ยง ปลายกลีบดอกไม้ยาว 1.5-2 มิลลิเมตร ไม่มีขน เกสรเพศผู้สีเหลือง มีอับเรณูยาว 2.2-2.3 มิลลิเมตร ปลายแหลม ฐานเป็นติ่งแหลม ก้านยกอับเรณูยาว 1.5-1.7 มม. เกสรเพศเมียมีก้านเกสรยาว 7-8 มิลลิเมตร ยอดเกสรยาว 0.5-0.6 มิลลิเมตร มีขนที่ปลายยอดแล้วก็หมดที่รอยแยก แต่ละช่อย่อยมาอยู่รวมกันเป็นช่อกลุ่มกลมที่ปลายก้านดอก บริเวณโคนกลุ่มดอกมีใบตกแต่งแข็งสามเหลี่ยม แนบอยู่ 3 ใบ ยาว 1-2 ซม. กว้าง 0.5-1.5 ซม. ขอบของใบเรียบปลายเรียวแหลม ที่ผิวใบทั้งคู่ด้านมีขนตรงสีขาว ออกที่ปลายยอดแบบช่อแยกกิ่งก้านสาขา ก้านช่อดอกมีความยาวได้ถึง 8 เซนติเมตรแล้วก็มีขนสาดๆอยู่ทั่วๆไป ส่วนฐานรองดอกจะแบนและก็เกลี้ยง มีเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 0.5-0.7 มม. วงใบตกแต่งเป็นรูปขอบขนาน มี 2 ชั้น สูงราว 7-10 มม. มีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 2-3 มม. ใบประดับประดาคล้ายรูปหอก ผิวข้างนอกมีขนตรง ส่วนขอบของใบมีขนเสื้อครุย ชั้นนอกเป็นรูปใบหอกยาวประมาณ 4-6 มิลลิเมตรและก็กว้างโดยประมาณ 0.5-1.5 มิลลิเมตร ปลายแหลม ส่วนชั้นที่ 2 เป็นรูปขอบขนานกว้างราว 1-2 มม.และยาวโดยประมาณ 8-10 มิลลิเมตร ปลายแหลม สีขาว เป็นเส้นตรงแข็ง มี 5 เส้น เรียง 1 ชั้น ยาวโดยประมาณ 5-6 มม.ส่วนผลสำเร็จแห้งและไม่แตก รูปแบบของผลเล็กและก็เรียว เป็นรูปกรวยแคบ ผิวด้านนอกผลมีขนหนาแน่น ยาวราว 2.5-3 มิลลิเมตรและกว้างโดยประมาณ 0.4-0.5 มิลลิเมตร ผลไม่มีสัน
การขยายพันธุ์ โด่ไม่รู้ล้มเป็นไม้ล้มลุกที่ทนแล้งได้ดิบได้ดี สามารถแพร่พันธุ์ได้หลายแนวทาง ดังเช่น การเพาะเมล็ดหรือการแยกต้นแยกหัว ที่สามารถปลูกลงในแปลงหรือปลูกใส่กระถางได้โดยการปลูกโด่ไม่รู้ล้มนั้นก็อย่างกับการปลูกพืชธรรมดา เป็น จัดแจงหลุมรวมทั้งรองตูดหลุมใส่ต้นชนิดลงไปกลบดินแล้วรดน้ำพอเปียกแต่ว่าภาวะดินที่ปลูกควรจะเป็นดินร่วมปนทราย รวมทั้งควรปลูกกลางแจ้ง เหตุเพราะโด่ไม่รู|ไม่รู้เรื่อง|ไม่เคยรู้|ไม่เคยทราบ|ไม่ทราบ|ไม่รู้จัก}ล้มเป็นพืชที่ถูกใจแดดรวมทั้งทนแล้งเจริญ
ส่วนประกอบทางเคมี
ในส่วนต่างๆของโด่ไม่รู้ล้มพบสารกรุ๊ป elephantopins และก็ deoxyelephanpin Crepiside E, cynaropicrin deacyl; cyanaropicrin-3-β-D-glucopyranoside deacyl; dotriacontan-1-ol; elephantopin, 11-13-dihydro-deoxy; elephantopin, 11-13-dihydro; elephantopin deoxy; elephantopin, iso-deoxy; friedelanol, epi; friedelinol, epi; lupeol; stigmasterol; stigmasterol 3-O- β-D-glucoside; triacontan-1-ol; zaluzanin C, gluco; scabertopin


ผลดี/สรรพคุณ

แบบเรียนยาไทย อีกทั้งต้น มีรสกร่อยฝาดให้เป็นยาขับเยี่ยว แก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น ขับน้ำเหลืองเสีย แก้บิด แก้ท้องเดิน แก้ไอ แก้วัณโรค บำรุงหัวใจ ขับเหงื่อ ขับเมนส์ขับพยาธิตัวกลม แก้ฉี่ทุพพลภาพ บำรุงความกำหนัด แก้กษัยขับไส้เดือน แก้กามโรค แก้บวมน้ำ แก้นิ่ว แก้ไข้หวัด แก้เจ็บคอ แก้ตาแดง แก้โรคตับเหลือง แก้เลือดกำเดาออกง่าย แก้ฝี แก้แผลมีหนอง แก้แผลงู แก้แมลงมีพิษกัดต่อย แก้อักเสบ แก้แผลในกระเพาะ แก้แผลเปื่อยยุ่ยในปาก แก้เหน็บชา ราก รสกร่อยขื่น ขับฉี่ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้หวัด แก้ไอเรื้อรังแก้ท้องร่วง แก้บิด ขับพยาธิ ขับระดู บีบมดลูก ต้มเอาน้ำอมแก้ปวดฟัน แก้ฝี แผลมีหนอง บวมอักเสบทั้งหลาย เป็นยาคุมกำเนิดสำหรับหญิงที่คลอดบุตรใหม่ เป็นยาบำรุง เป็นยาขับไส้เดือน รักษาโรคผู้ชาย ต้มดื่มแก้คลื่นไส้ ใบ รสกร่อยขม รักษารอยแผล แก้โรคผิวหนัง แก้ไข้ ขับเยี่ยว แก้เมื่อยล้า รักษากามโรค รักษาโรคผู้ชาย เป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดลูกใหม่ เป็นยาบำรุง เป็นยาขับไส้เดือน แก้ไอ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดความกำหนัด รากรวมทั้งใบ รสกร่อยขมขับปัสสาวะ แก้ท้องเดิน แก้โรคแผลในกระเพาะแก้บิด แก้กามโรคในสตรี ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้ บำรุงกำลัง ชูกำลัง ตัดกษัย บำรุงกษัยไม่ให้เกิด แก้ปัสสาวะทุพพลภาพ บำรุงความกำหนัด ขับเยี่ยว แก้ไข้จับสั่น แก้ไอ แก้ไข้ ขับพยาธิไส้เดือน แก้กามโรค แก้โรคหลอดลมอักเสบ แก้ปวดบวม แก้ตับอักเสบ แก้บิด รักษาตัวบวม รักษาไตอักเสบ
ตำรายาพื้นเมือง ใช้ รากต้มน้ำดื่ม แก้ไอ ชูกำลัง บำรุงสมรรถภาพทางเพศ ร้อนใน อยากกินน้ำ แก้ไข้ ราก ต้มน้ำดื่มหรือดองเหล้าดื่ม เข้ากับยากำลังเสือโคร่ง ม้ากระทืบโรงบำรุงร่างกายแก้เมื่อย ราก ลำต้น ใบ และก็ผล ต้มน้ำกิน แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้ไอ
 
ตำราหมอแผนจีน
 
โด่ไม่รู้ล้มกล่าวไว้ว่า ” อีกทั้งต้น มีรสขมเผ็ด ฤทธิ์เย็น เข้าเส้นลมปราณ ปอด ตับแล้วก็ม้าม คุณประโยชน์ แก้เจ็บคอ รักษาทอนซิลอักเสบ แก้บวมน้ำในร่างกาย โรคกำเดาห้ามเลือด นิ่วในทางเดินฉี่ ขับปัสสาวะ ฝีภายในแล้วก็ภายนอก ใช้ภายนอกแก้โรคผิวหนัง แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
ส่วนในทางหมอแผนปัจจุบัน ระบุว่า โด่ไม่รู้ล้มอาจช่วยเรื่องบำรุงร่างกาย แก้อาการเหน็ดเหนื่อย ช่วยให้มีกำลัง และก็มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการช่วยทำลายพิษไข้แก้อาการตัวร้อน แก้ไอ แก้อ้วก แก้ท้องเสีย โดยวิธีกินที่ดีเยี่ยมที่สุดเป็นการนำมาต้นน้ำดื่ม รวมทั้งยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยมีรายงานวิจัยว่าที่เอทานอลที่สกัดได้จากโด่ไม่รู้ล้มมีค่าความเข้มข้นที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงสำหรับการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ทางการแพทย์ยังนำโด่ไม่รู้ล้มไปสกัดเพื่อรักษาอาการอักเสบจากการต่อว่าดเชื่อประเภทต่างๆดังเช่นลำไส้อักเสบ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และยับยั้งเชื้อโรครวมทั้งเชื้อแบคทีเรีย ช่วยรักษาอาการที่เกี่ยวกับระบบเยี่ยวเช่นช่วยสำหรับในการขับเยี่ยว แก้อาการขัดเบาซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของทางเดินฉี่อักเสบ ช่วยลดการเกิดนิ่ว และก็ยังมีฤทธิ์ช่วยบำรุงกำหนัดเพิ่มความสุขทางเพศทั้งในสตรีและก็เพศชาย ช่วยฟื้นฟูและบำรุงสมรรถนะ ช่วยลดสภาวะอวัยวะสืบพันธุ์แข็งช้า อ่อนตัวเร็ว แล้วก็หลั่งเร็วในผู้ชาย ทำให้โด่ไม่รู้ล้มจึงเป็น 1 ในสมุนไพรที่นิยมนำไปสกัดเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้สรรพคุณสำหรับในการสร้างเสริมความสามารถทางเพศ
แบบอย่าง / ขนาดการใช้
• แก้เลือดกำเดา ใช้ต้นสด 30-60 กรัม (หรือต้นแห้ง หนัก 10-15 กรัม) ต้มกับเนื้อหมูพอสมควร รับประทานติดต่อกันนาน 4-5 วัน
• แก้โรคตับเหลือง ใช้ต้นสด 120-240 กรัม ต้มกับเนื้อหมูพอประมาณ รับประทานติดต่อกันนาน 4-5 วัน
• แก้โรคท้องมาน ใช้ต้นสด 60 กรัม ต้มเอาน้ำ ตอนเช้า-เย็น หรือต้มกับเนื้อหมูรับประทาน
• แก้ขัดค่อย ใช้ต้นสด15-30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม
• แก้นิ่ว ใช้ต้นสด 90 กรัม ต้มกับเนื้อหมู 120 กรัม เพิ่มเติมน้ำใส่เกลือนิดหน่อย ต้มเคี่ยว กรองเอาแต่น้ำ แบ่งไว้ดื่ม 4 ครั้ง
• แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้เจ็บคอ ใช้ต้นแห้ง 6 กรัม แช่ในน้ำร้อน 300 ซีซี(ราวขวดแม่โขง) นาน 30 นาที รินเอาน้ำหรือจะบดเป็นผงปั้นเม็ดไว้รับประทานก็ได้
• แก้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ใช้ต้นสด 30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม
• แก้ฝีบวมหรือฝีเป็นหนอง ใช้ต้นสด ตำผสมเกลือนิดหน่อย ละลายน้ำส้มสายชูพอเพียงข้นๆพอก
• แก้ฝีฝักบัว ใช้ต้นสด 25 กรัม ใส่น้ำ 1 ขวด และก็สุรา 1 ขวด ต้มดื่มแล้วก็ใช้ต้นสดต้มกับน้ำ เอาน้ำล้างหัวฝีที่แตก
รักษาโรคผิวหนังต่างๆและก็ใช้ทาแผล โดยใช้ใบสด 2 กำมือ มาต้มกับน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะพร้าวแล้วก็ใช้ทาบริเวณที่เป็น หรือใช้รากและก็ใบ (สดหรือแห้งก็ได้) 2 กำมือ ต้มดื่มแก้ท้องร่วง แก้กระเพาะเป็นแผล ช่วยขับฉี่ หรือใช้อาบในสตรีข้างหลังคลอด ส่วนรากใช้ตำผสมพริกไทย แก้ลักษณะของการปวดฟัน หรือใช้รากต้มกับน้ำแล้วใช้อบแก้ปวดฟันก็ได้ด้วยเหมือนกัน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา สารสกัดต่างๆของโด่ไม่รู้ล้มมีฤทธิ์ลดไข้ ลดการอักเสบ ลดระดับความดันโลหิต และมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ยั้งเชื้อไวรัส ต้านทานความเป็นพิษต่อตับ ลดไข้ ลดการอักเสบ ลดระดับความดันเลือดแล้วก็ยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็กกระตุ้นมดลูก ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase, glutamate-oxaloacetate-transaminase และก็ glutamate-pyruvate-transaminase มีการศึกษาผลของโด่ไม่รู้ล้มในหนูเพศผู้ต่อความกำหนัด คุณภาพน้ำเชื้อ อวัยวะสืบพันธุ์เสริม ขนาดและกล้ามลึงค์ และรูปร่างเพศลูก พบว่าสมุนไพรโด่ไม่รู้ล้ม มีฤทธิ์กระตุ้นกำหนัดและทำให้ระดับ testosterone สูงมากขึ้นในหนูแรท แม้กระนั้นในขนาดสูงกลับทำให้ระดับ testosterone และก็เชื้อน้ำอสุจิลดลง เพิ่มการเกิด libido เปลี่ยนแปลงค่า osmolality และปริมาณสเปิร์มของน้ำกาม ลดเปอร์เซ็นต์สเปิร์มขยับเขยื้อน เพิ่มน้ำหนักของลับเสริม รวมทั้งเพิ่มสเกลเพศลูก (เพศภรรยา/เพศผู้)
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
จากการเล่าเรียนพบว่าน้ำต้มโด่ไม่รู้ล้ม หรือสารสกัด 50% เอทานอลจากพืชทั้งยังต้น ไม่มีพิษ เมื่อให้หนูถีบจักรรับประทานแม้ว่าจะให้ในขนาดสูงถึง 6.0 กรัม/กิโล และก็พบว่าขนาดของสารสกัดทั้งสองประเภทที่ทำให้หนูถีบจักรตายร้อยละ 50 มีค่ามากกว่า 2 กรัม/กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าทางท้อง
สารสกัดรากรวมทั้งใบที่หมักกับสุราโรง 40 ดีกรี เมื่อเอามาป้อนหนูทดลองในขนาดความเข้มข้น 2,000 มิลลิกรัมต่อโล เพียงแต่ครั้งเดียว แล้วเก็บผลในวันที่ 14 ผลการทดลองพบว่าหนูไม่มีการแสดงอาการเปลี่ยนไปจากปกติ ส่วนการทดลองความเป็นพิษแบบระยะสั้น พบว่าไม่ต่างอะไรอย่างมีความนัยสําคัญของน้ำหนักตัว น้ำหนักตับ ไต ม้ามหัวใจ adrenal cortex แล้วก็อัณฑะ รวมถึงระดับเอนไซม์ BUN creatinine AST และก็ ALT ของหนูทุกกรุ๊ป
 
ข้อเสนอ / ข้อควรปฏิบัติตาม
 
1. สตรีท้องไม่สมควรทานอาหารเสริมหรือยาแผนโบราณที่มีส่วนประกอบจากโด่ไม่รู้ล้ม
2. ผู้ที่มีลักษณะปัสสาวะมากแตกต่างจากปกติไม่สมควรใช้โด่ไม่รู้ล้มเพราะมีคุณประโยชน์ในการขับปัสสาวะ ซึ่งอาจจะเป็นผลให้อาการรุนแรงขึ้น
3. ผู้ที่มีภาวการณ์หยางพร่อง (กลัวหนาว , แขนขาเย็น , ไม่หิวน้ำ , ถ่ายเหลว , ตัวซีดเซียว , ง่วงหงาวหาวนอนหงาวหาว นอน) ไม่ควรใช้โด่ไม่รู้ล้ม
 
เอกสารอ้างอิง

  • ไพบูลย์ แพงเงิน.สมุนไพรรู้ใช้ไกลโรค (สมุนไพรคู่บ้าน 2).กรุงเทพฯ:มติชน.2556.272 หน้า.
  • ผศ.ดร.วีณา นุกูลการ. โด่ไม่รู้ล้ม.สมุนไพรกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.https://www.disthai.com/
  • โด่ไม่รู้ล้ม.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีโด่ไม่รู้ล้ม.กลุ่มยาแก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ.สรรพคุณสมุนไพร.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี
  • โด่ไม่รู้ล้ม.สารานุกรมสมุนไพร เล่ม 1 สมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ104.ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.


3
อื่นๆ / สมุนไพร ดาวอินคา
« เมื่อ: 03-12-2018 , 09:02:03 »

ดาวอินคา
ชื่อสมุนไพร ดาวอินคา
ชื่ออื่นๆ ถั่วดาวอินคา
ชื่อวิทยาศาสตร์  Plukenetia volubilis.
ชื่อสามัญ  sacha inchi, sacha  mani , Inca peanut.
วงศ์  Euphorbiaceae
ถิ่นกำเนิด
ดาวอินคาติดอยู่ เป็นพืชสกุล Euphorbiaceae เช่นเดียวกับ ยางพารา สบู่ดำ หรือมันสำปะหลัง นับเป็นพืชเฉพาะถิ่นประเภทหนึ่ง มีถิ่นกําเนิดจากรอบๆลุ่มแม่น้ําอเมชอน ในประเทศประเทศเปรู ทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมนุษย์รู้จักประยุกต์ใช้ผลดีตั้งแต่ยุคอินค้าง หรือในตอนปี ค.ศ. 1438-1533 และก็ตกทอดมากันมาสู่คนพื้นถิ่นมาจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีการนำดาวอินติดอยู่มาใช้ประโยชน์หลากหลาย ทั้งนี้ จากแหล่งกำเนิด และเรื่องราวที่ชาวอินคานำมาใช้ประโยชน์ เมืองไทยจึงเรียกพืชจำพวกนี้ว่า ถั่วดาวอินค้าง ในตอนนี้ก็มีการเพาะปลูกดาวอินค้างในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็มีการนำดาวอินคามาแปรรูป อาทิเช่น น้ำมันดาวอินคาที่ได้จากการสกัด ถั่วดาวอินติดอยู่อบเกลือ หรือถั่วดาวอินคาคั่ว
 สำหรับในประเทศไทยได้มีบริษัทเอกชนนำดาวอินติดอยู่เข้ามาช่วยเหลือการปลูกหนแรก เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มที่จังหวัดหนองคายเนื่องมาจากเห็นว่ามีที่ตั้งภูมิศาสตร์เส้นทางคมนาคมที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงไปสู่กรุ๊ปประเทศอินโดจีนได้กระทั่งมีการปลูกอย่างแพร่หลายในหลายพื้นที่ในตอนนี้
ลักษณะทั่วไป
ดาวอินติดอยู่จัดเป็นไม้เลื้อยเพราะเหตุว่ามีลำต้นเป็นไม้เลื้อยที่มีอายุนาน 10-50 ปี ลำต้นแตกกิ่งเป็นเถาเลื้อยได้ยาวมากมายว่า 2 เมตร เถาอ่อนมีสีเขียว เถาแก่หรือโคนเถามีสีน้ำตาล แก่นเถาแข็ง และก็เหนียว
 ใบของถั่วดาวอินคาเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงสลับเยื้องกันตามความยาวของเถา ใบมีรูปหัวใจ โคนใบกว้าง และก็เว้ากึ่งกลางเป็นฐานหัวใจ ส่วนปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด แล้วก็มีร่องตื้นๆตามเส้นกิ้งก้านใบ ส่วนขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย มีก้านใบยาวโดยประมาณ 2-4 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบกว้างประมาณ 8-10 ซม. ยาวราวๆ 12-18 เซนติเมตร
 ดอกเป็นช่อตามซอกใบบนเถา แต่ละช่อมีดอกขนาดเล็กหลายชิ้น ดอกมีลักษณะทรงกลม สีเขียวอมเหลือง เป็นดอกชนิดแยกเพส แม้กระนั้นรวมอยู่ในช่อดอก รวมทั้งต้นเดียวกัน โดยดอกเพสเมียจะอยู่รอบๆโคนช่อดอก 2-4 ดอก ส่วนดอกเพศผู้มีจำนวนหลายชิ้นถัดจากดอกเพศภรรยามาจนกระทั่งปลายช่อดอก ทั้งนี้ ถั่วดาวอินคาจะติดดอกครั้งแรกเมื่ออายุราวๆ 5 เดือน ข้างหลังเมล็ดแตกหน่อแล้วก็ผลจะแก่ที่พร้อมเก็บได้ราวๆอีก 3-4 เดือน ข้างหลังมีดอกผลเรียกเป็นฝัก มีลักษณะเป็นแคปซูลที่แบ่งได้เป็นพูๆหรือแฉก 4-7 พูขนาดฝักกว้าง 3-5 เซนติเมตร เปลือกผลอ่อนมีสีเขียวสด แล้วก็มีประสีขาวกระจัดกระจายทั่ว และก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อสุก และแก่จนถึงแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล กับเปลือกปริแตกจนแลเห็นเม็ดข้างใน
 เมล็ดดาวอินคาใน 1 ผลหรือฝัก จะมีปริมาณเมล็ดตามพูหรือแฉก เป็นต้นว่า ฝักมี 5 พู ก็จะมี 5 เมล็ด แม้มี 7 พู ก็จะมี 7 เมล็ด โดยเมล็ดจะแทรกอยู่ในแต่ละพูในแนวดิ่งเม็ดมีทรงกลม แล้วก็แบน ขอบเม็ดบางแหลมกึ่งกลางเม็ดนูนเด่น ขนาดเม็ดกว้าง 1.5-2.0 เซนติเมตร ยาว1.8-2.2 ซม. น้ำหนักเม็ดเฉลี่ย 1.5 กรัม/เม็ด เปลือกเมล็ดเป็นแผ่นบาง มีสีน้ำตาลอมดำ ถัดมาจากเปลือกเป็นเนื้อเม็ดที่มีสีขาว เนื้อเม็ดเมื่อคั่วสุกจะกรอบ และก็มีรสมันอร่อย มีน้ำมันจำนวนมาก
 การขยายพันธุ์ ดาวอินติดอยู่สามารเติบโตได้ดีในสภาพอากาศอุ่น ที่อุณหภูมิ 10-36 องศาเซลเซียสที่มีความสูงตั้งแต่100-2000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ที่สามารถปลุกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
 สำหรับในการขยายพันธุ์สามารถขยายพันธุ์โดยเม็ด โดยการนำเมล็ดที่แก่แล้วมาเพาะในถุงสีดำ เมื่อต้นสูงโดยประมาณ 30 ซม. ก็เลยย้ายปลูกหรือหยอดเม็ดในหลุมปลูกเลยก็ได้ ระยะปลูก 2 x 3 ถึง 2 x 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 200 – 300 ต้น เป็นพืชที่เกลียดชังน้ำนองเฉอะแฉะในพื้นที่ต่ำควรชูร่อง ทำค้างสำหรับให้ต้นเลื้อยพัน โดยใช้อุปกรณ์ในพื้นที่ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมักใช้ท่อพีวีซีเป็นเสาหลักแล้วก็ใช้สายโทรศัพท์เก่าขึงระหว่างเสาเป็นค้างสำหรับให้ยอดเลื้อยพัน ส่วนปุ๋ยที่ใช้ต้องเป็นปุ๋ยธรรมชาติ โดยทั่วไปดาวอินติดอยู่สามารถได้ผลผลิต 600 – 800 กิโลต่อไร่รวมทั้งได้ผลผลิตนาน 15 – 50 ปี อย่างยิ่งจริงๆ
 และน้ำมัน (35-60%) โดยมีกรดไขมันชนิด omega-3 ได้แก่linolenic acid ราว 45-53% (12.8–16.0 g/100 g seed) , omega-6 ดังเช่น linoleic acid ราวๆ 34-39% (12.4–14.1 g/100 g seed) และก็ omega-9 โดยประมาณ 6-10% ของไขมันทั้งปวง อัตราส่วนของ omega-6 /omega-3 อยู่ในตอน 0.83–1.09 นอกเหนือจากนั้นมี phytosterols อย่างเช่น beta-sitosterol แล้วก็stigmasterol สารที่มีฤทธิ์ต้านขบวนการออกซิเดชันดังเช่น วิตามินอีในรูป tocopherols สารกรุ๊ปฟีโนลิก แล้วก็แคโรทีนอยด์ รวมถึงกรดอะมิโยหลายประเภทอย่างเช่น ซิสเตอีน (cysteine) ไทโรซีน (tyrosine) ทรีโอนีน (threonine) และก็ทริปโตเฟน (tryptophan)
 ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดดาวอินค้าง (คั่วเกลือปริมาณ 100 กรัม) พลังงาน 607 กิโลแคลอรี โปรตีน 32.14 กรัม ไขมันทั้งหมด 46.43 กรัม คาร์โบไฮเดรต 17.86 กรัม น้ำตาล 3.57 กรัมแคลเซียม 143 มก. ธาตุเหล็ก 4.59 มิลลิกรัม โซเดียม 643 มิลลิกรัม
 ประโยชน์/คุณประโยชน์ เม็ดดาวอินค้างสามารถใช้ดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ของขบเคี้ยว ยกตัวอย่างเช่น ถั่วคั่วเกลือ ถั่วทอด หรือ เอามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของกิน เป็นต้นว่า ซอส ซีอิ้วเต้าเจี้ยว รวมถึงดัดแปลงเป็นแป้ง ดาวอินคาสำหรับใช้ปรุงอาหารและก็ทำของหวาน ในปัจจุบันนิยมนำเมล็ดดาวอินคานำมาสกัดน้ำมัน ซึ่งใช้ประโยชน์คุณประโยชน์ในหลายด้าน อย่างเช่น ใช้เป็นน้ำมันกินเพื่อเป็นอาหารเสริมให้แก่ร่างกาย โดยมักผลิตในรูปบรรจุขวดหรือบรรจุแคปซูลพร้อมกิน ใช้เป็นน้ำมันทอดหรือปรุงอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องแต่งหน้า เป็นต้นว่า โฟมสำหรับล้างหน้า สบู่ น้ำหอม รวมทั้งครีมที่มีไว้บำรุงผิว น้ำมันที่สกัดได้ใช้สำหรับทานวดแก้เมื่อย รวมถึงใช้ทาผมให้ดกดำ แล้วก็จัดทรงง่าย
 ส่วน
คุณประโยชน์ของดาวอินค้าง มีดังนี้
สารสำคัญที่เจอในเมล็ดดาวอินคา ดังเช่นว่ากรดไขมันโดยเฉพาะ omega-3 รวมทั้ง phytosterols นั้นมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในเลือดนอกจากนี้สารต้านทานขบวนการออกซิเดชัน เช่น tocopherols สารกรุ๊ปฟีโนลิก แล้วก็แคโรทีนอยด์ สามารถต้านทานอนุมูลอิสระรวมทั้งคุ้มครองป้องกันการออกซิเดชันของไขมัน ก็เลยสามารถช่วย ลดไขมันในเลือด แล้วก็ปกป้องโรคหัวใจและเส้นโลหิตได้ รวมทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 ในดาวอินคายังมีคุณประโยชน์ช่วยทำให้ร่างกายซับแคลเซียมมาบำรุงกเมนส์กได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยรักษาความแข็งแรงของเยื่อหุ้มเซลล์ ลดการอักเสบของเส้นเลือด และก็ลดการเสี่ยงโรคไขข้อได้อีกด้วย ทั้งยังในดาวอินคายังอุดมไปด้วยวิตามินอี และก็วิตามินเอที่ช่วยบำรุงรักษาสุขภาพผิวและผมช่วยป้องกันสารต้านอนุมูลอิสระอันเป็นต้นเหตุของการอักเสบ ช่วยลดริ้วรอย แล้วก็ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น
 นอกนั้นยังช่วยคุ้มครองปกป้องโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (cardiovascular disease) ต่อต้าน rheumatiod arthritis มะเร็ง รวมทั้งป้องกันไวรัส โทโคฟีคอยล (tocopherols) ไฟโตสเตอรอคอยล (phytosterol) สารโทวัวฟีรอลและก็ฟลาโวนอยด์จากถั่วดาวอินค้างช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจรวมทั้งโรคมะเร็ง สารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) และก็สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในส่วนของเปลือกและก็เม็ดพบกรดไขมันอิ่มตัวที่มีคุณลักษณะ anti-antherogenic, anti-thrombogenic และก็ hypercholesterolemic effect รวมถึงยังช่วย ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด คุ้มครองป้องกันโรคความดันเลือดสูง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งคุ้มครองเบาหวาน กระตุ้นความจำช่วยสนับสนุนพัฒนาการของสมองคุ้มครองโรคสมองเสื่อม ควบคุมความดันในลูกตา และก็เส้นเลือด
 รูปแบบ/ขนาดการใช้ ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดแบบอย่าง / ขนาดการใช้หรือขนาดรับประทานดาวอินค้างอย่างแน่ชัด โดยบางงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยระบุว่า เมล็ดดาวอินค้างรับประทานมิได้ เนื่องมาจากมีสารกรุ๊ปที่ยั้งกานทำงานของเอ็นไซม์ทริปซิน (trypsin inhibitor) แม้กระนั้นสามารถเอามาหีบเอาน้ำมันมาใช้กินเพื่อให้ได้ประโยชน์จากน้ำมันดาวอินคาและก็บางงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยกล่าวว่าเม็ดดาวอินติดอยู่สามารถรับประทานได้เมื่อทำให้สุกแล้ว แต่ว่าแต่ถ้าเกิดอยากรับประทานเพื่อคุ้มครองปกป้องรวมทั้งบรรเทาโรคควรจะหารือหมอหรือผู้ชำนาญก็จะเป็นการดีที่สุด
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ที่ผ่านมามีงานค้นคว้าวิจัยทางคลินิกที่เรียนถึงผลของน้ำมันดาวอินค้าง ว่ามีคุณสมบัติซึ่งสามารถน้ามาใช้แทนโอเมก้า-3 ที่มีอยู่ในน้้ามันปลาได้หรือไม่ โดยมีการวิจัยที่ศึกษาเล่าเรียนผลของน้ำมันจากดาวอินติดอยู่ต่อการลดระดับไขมันในเลือด ทดลองในคนป่วยที่มีปัญหาคลอเรสเตอรอลในเลือดสูง โดยให้กินน้ำมันที่สกัดจากดาวอินค้าง 5 หรือ10 มิลลิลิตรเป็นระยะเวลา 4 เดือน พบว่าอีกทั้ง 2 กลุ่มส่งผลคลอ-เรสเตอคอยลทั้งสิ้นรวมทั้งไขมันที่ไม่จ้าเป็นในเลือดลดน้อยลง และก็เพิ่มระดับไขมันเอชดีแอล บ่งบอกถึงถึงว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 ที่อยู่ในดาวอินค้างออกฤทธิ์คล้ายกับกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่สกัดออกมาได้จากน้ำมันปลา
การศึกษาทางพิษวิทยา
สำหรับความปลอดภัยสำหรับเพื่อการกินน้ำมันดาวอินค้าง ได้มีการวิจัย ให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบอายุระหว่าง 25-55 ปีจัดจ้านวน 30 คน เป็นเพศผู้ 13 คน แล้วก็เพศหญิง 17 คน กินน้ำมันดาวอินค้าง วันละ 10-15 มิลลิลิตร โดยเปรียบเทียบกับน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันจำนวนเสมอกัน รุ่งอรุณ เป็นระยะเวลา 4 เดือน พบว่าผลข้างเคียงที่พบเป็นหลักในกรุ๊ปที่กินน้ำมันดาวอินคา ได้แก่อาการคลื่นไส้ เรอ ส่วนอาการอื่นๆที่เจอบ้าง อย่างเช่น ร้อนวูบวาบ ปวดหัว ปวดท้อง ท้องผูก ส่วนผลกระทบที่เจอเป็นหลักในกลุ่มที่กินน้ำมันเม็ดดอกทานตะวัน อาทิเช่นอาเจียนท้องอืด ส่วนอาการอื่นๆที่เจอบ้าง เช่น เจ็บท้อง ในส่วนของค่า การทำงานของตับเป็นต้นว่า AST (Aspartate transaminase), ALT (Alanine Aminotransferase), GGT (Gammaglutamyl transferase), Alkaline Phosphatase, Total Bilirubin, Albumin, Total protein ค่าการท้าทายงานของไต ได้แก่ Creatinine ค่าการอักเสบ ได้แก่ CRP และค่ากรดยูริค(Uric acid) ทั้งปวงนี้ไม่พบว่ามีความผิดปกติ ข้อแนะนำ / ข้อพึงระวัง
 1. เนื่องจากว่ายังไม่มีการกำหนดขนาดการใช้ดาวอินติดอยู่อย่างแน่ชัด โดยเหตุนี้ในการใช้ป้องกันหรือรักษาโรค ควรขอคำแนะนำหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ
 2. ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันในจำนวนมากลเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเนื่องจากว่าบางทีอาจมีผลต่อระบบต่างๆในร่างกาย
 3. สำหรับในการเลือกใช้สินค้าที่ดัดแปลงของดาวอินติดอยู่ ควรเลือดผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและได้รับการยืนยันจากองค์การของกินรวมทั้งยา
เอกสารอ้างอิง

  • มารู้จักถั่วดาวอินคา กันเถอะ??.. จดหมายข่าว วิทย์-แพทย์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา.ปีที่5.ฉบับที่ 2.เมษายน-มิถุนายน 2557
  • Gonzales GF , Gonzales C. A randomized, double-blind placebo-controlled study on acceptability, safety and efficacy of oral administration of sacha inchi oil (Plukenetia volubilis L.) in adult human subjects. Food Chem Toxicol. 2014;65:168-76.https://www.disthai.com/
  • อุดมวิทย์ ไวทยากร,กัญญรัตน์ จำปาทอง,เถลิงศักดิ์ วีระวุฒิ.ดาวอินคา พืชมหัศจรรย์ สุดยอดโภชนาการ.จดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่การวิจัยและพัฒนาการเกษตร.กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • Souza, A.H.P., Gohara, A.K., Rodrigues, A.C., Souza, N.E., Visentainer, J.V. & Matsushita, M. (2013). Sacha inchi as potential source of essential fatty acids and tocopherols: multivariate study of nut and shell. Acta Scientiarum, 35, 757-763.
  • รัชนก ภูวพัฒน์.การศึกษาการเปรียบเทียบความสามารในการผลิตสารทุติยภูมิจากใบอ่อนใบเพสลาดและใบแก่ของถั่วดาวอินคาเพ่อรองรับการผลินใบชาเพื่อชุมน ของจังหวัดนราธิวาส.วารสารมหาวิทยาลัยพระธิวาสราชนครินทร์.ปีที่ 8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2559
  • เปลือกถั่วดาวอินคา.กระดานถาม-ตอบ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • ธนกฤต ศิลปะธรากุล.ประสิทธิผล ของอาหารเสริมจากน้ำมันถั่วดาวอินคาในรูปรับประทาน ต่อการทำงานของสมองด้านสติปัญญา.สรุปการประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยระดับชาติครั้งที่ 3 ก้าวสู่ทศวรรษที่2:บูรณาการวิจัยใช้องค์ความรู้สู่ความยั่งยืน 17 มิถุนายน 2559 ณ.วิทยาลัยนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา.หน้า 14-21
  • Maurer, N.E., Sakoda, B.H., Chagman, G.P. & Saona, L.E.R. (2012). Characterization and authentication of a nevel vegetable source of omega-3 fatty acid, sacha inchi (Plukenetia volubilis L.) oil. Food Chemistry, 134, 1173-1180.
  • ถั่วดาวอินคา สรรพคุณ และการปลูกถั่วดาวอินคา.พืชเกษตรดอทคอม
  • Chirnos, R., Zuloeta, G., Pedreschi, R., Mignolet, E., Larondelle, Y. & Campos, D. (2013). Sacha inchi (Plukenetia volubilis): A seed source of polyunsaturated fatty acids, tocopherols, phytosterols, phenolic compounds and antioxidant capacity. Food Chemistry, 141, 1732-1739.
  • Hanssen, H.P. & Hubsch, M.S. (2011). Sacha Inchi (Plukenetia volubilis L.) nut oil and its therapeutic and nutritional uses. Nuts & Seeds in health and disease prevention, 991-994.
  • Van Welzen,P.C. and K. Chayamarit. Euphorbiaceae. pp. 509 – 512. In Santisuk, T and K. Larsen (eds.) Flora of Thailand. Volume Eight. Part Two. The Forest Herbarium. National Park, Wildlife and Plant Conservation Department, Bangkok.


คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : คาวอินคา

Tags : ดาวอินคา

4

ชุมเห็ดเทศ
ชื่อสมุนไพร  ชุมเห็ดเทศ
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น ขี้คาก , ลับมืนหลวง , หมากกะลิงเทศ ,หญ้าเล็บมือหลวง (ภาคเหนือ) , ส้มเห็ด (เชียงราย) ,จุมเห็ด (มหาสารคาม) , ชุมเห็ดใหญ่ (ภาคกลาง) , ตะสีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ตุ๊ยเฮียะเต่า , ฮุยจิวบักทง (จีน) , ตุ้ยเย่โต้ว (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Senna alata (L.) Roxb.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Cassia alata (L.) Roxb. , Cassia bracteata L.f.
ชื่อสามัญ  Acapulo, Candelabra bush, Candle bush, Ringworm bush
วงศ์  FABACEAE (LEGUMINOSAE ) - Caesalpinioideae
ถิ่นกำเนิด
ชุมเห็ดเทศ มีบ้านเกิดเมืองนอนในเขตร้อนของทวีปแอฟริกา อเมริกาออสเตรเลีย และก็เขตร้อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับในประเทศไทย สามารถพบมากในประเทศไทย ดังที่ชุ่มชื้น ทุกสภาพดินแม้กระนั้นไม่ขอบที่ร่มมากมาย พบบ่อยทั้งยังบริเวณที่ราบแล้วก็บนเขาที่มีความสูงไม่เกิน 1500 เมตร จากระดับน้ำทะเล
ลักษณะทั่วไป
ชุมเห็ดเทศจัดเป็นพุ่มขนาดกึ่งกลาง สูง 1.5-3 เมตร ลำต้นแข็งมีเนื้อไม้ ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นแนวขนานกับพื้นดิน กิ่งจะแผ่ขยายออกทางด้านข้าง มีขนสั้นนุ่ม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนปลายคู่ ออกเรียงสลับ ใบย่อย 8-20 คู่ ยาว 5-15 ซม. ใบย่อยรูปขอบขนาน ยาว5-15 ซม. แกมรูปรี โคนใบมน ปลายใบมน กลม หรือเว้าน้อย ไม่มีต่อม ฐานใบมนไม่เท่ากันทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบมีสีแดง แกนกลางใบหนา ยาวโดยประมาณ 30-60 ซม. ก้านใบประกอบยาวราวๆ 2 เซนติเมตร หูใบรูปติ่งหู สามเหลี่ยม ยาว 6-8 มม. ติดทน ดอกย่อยมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 4 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยสั้นมาก ใบตกแต่งเป็นแผ่นบางๆกลีบเลี้ยงสีเขียวปลายแหลมมี 5 กลีบ กลีบสีเหลืองปลายมนมี 5 กลีบ ลายเส้นที่กลีบดอกเห็นได้ชัด เกสรตัวผู้ยาว ไม่เท่ากัน เกสรตัวเมียมี 1 อัน ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปแถบ ยาว แบน แล้วก็หมดจดไม่มีขน ฝักมีปริมาณยาวโดยประมาณ 10-20 เซนติเมตรและก็กว้างราวๆ 1.5-2 ซม. มีสันหรือปีกกว้าง 4 ปีก ปีกกว้างโดยประมาณ 5 มิลลิเมตรตามความยาวของฝัก ฝักมีผนังกั้น ฝักเมื่อแก่จะเป็นสีดำและแตกตามยาว ด้านในฝักมีเมล็ดประมาณ 50-60 เม็ด เม็ดเป็นสามเหลี่ยมสีดำ มีผิวขรุขระ มีขนาดกว้างโดยประมาณ 5-8 มิลลิเมตรรวมทั้งยาวราว 7-10 มิลลิเมตร
การขยายพันธุ์ ชุมเห็ดเทศสามารถเพาะพันธุ์ได้ 2 แนวทางเป็นการใช้เม็ดและก็การปักชำ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดมากกว่าซึ่งมีวิธีการปลูกดังต่อไปนี้
1. การเตรียมดินให้กำจัดวัชพืชและเศษอุปกรณ์ และไถกระพรวนแล้วก็ตากดินไว้ 7-15 วัน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 2 ตันต่อไร่
2. การเตรียมชนิด ระงับเลือดเม็ดที่แก่จัดแล้วเอามาแช่น้ำไว้ 1 คืน ต่อจากนั้นคลุกกับทรายในอัตรา 1: 1-2 แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง รดน้ำให้ชุ่ม เก็บในที่ร่ม 1-2 วัน เม็ดก็จะเริ่มแตกหน่อ
3. การปลูก หากปลูกแบบหยอดหลุมด้วยเมล็ดที่เริ่มผลิออก ให้หยอดหลุมละ 5-6 เมล็ดให้มีระยะห่างระหว่างต้น และก็ระหว่างแถว 3x4 เมตร เมื่อปลูกเสร็จใช้ผางปกคลุมบางๆรดน้ำให้ชุ่ม ถ้าหากปลูกแบบใช้ต้นกล้าให้น้ำต้นกล้าที่เพาะจากเม็ดที่มีอายุ 30 วัน หรือมีใบจริง 5-7 ใบ มาปลูกลงแปลง รดน้ำให้ชุ่ม ปักไม้ค้ำกระทั่งถึงไว้แล้วก็ผูกชิดกับต้นกล้าแล้วคลุมโคนต้นด้วยผางรวมทั้งควรรดน้ำให้เปียกเสมอในช่าง 2 เดือนแรก
ส่วนประกอบทางเคมี ชุมเห็ดเทศมีส่วนประกอบทางเคมีที่สำคัญประกอบด้วยสารกรุ๊ป Anthraquinone โดยในใบชุมเห็ดเทศ ควรจะมีสาระสำคัญ Hydroxy-anthracene derives ไม่น้อยกว่า 1.0% w/w (โดยคำนวณเป็น rhein-8-glucoside) ดังเช่นว่า Aloe-emodin, Chrysophanol , Chrysophanic acid, lsochrysophanol, Physcion glycoside, Terpenoids, Sennoside, Sitosterols, Lectin, Rhein.

ผลดี / คุณประโยชน์

แบบเรียนยาไทย: ใช้ด้านในแก้ท้องผูก เป็นยาระบาย ไปกระตุ้นทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวการขึ้น สมานธาตุรักษากระเพาะอาหารอักเสบ แก้กษัยเส้น ทำหัวใจให้ปกติขับปัสสาวะ ขับพยาธิ ใช้ภายนอก รักษาฝี รวมทั้งแผลพุพอง รักษากลาก โรคเกลื้อน โรคผิวหนัง อมบ้วนปาก รักษาผิวหนังอักเสบเป็นผื่นคัน เส้นประสาทอักเสบ โดยใช้ส่วนของ ใบ เป็นยาถ่าย ใช้ภายนอกรักษากลาก แก้แมลงสัตว์กัดต่อย และก็โรคผิวหนังอื่นๆใช้ถ่ายพยาธิตัวตืด ใบสด ใช้รักษาขี้กลากเกลื้อน ตำพอก รีบหัวฝี ใบและดอก ทำยาต้มกิน เป็นยาระบายแก้ท้องผูกขับเสลดในรายที่หลอดลมอักเสบ รวมทั้งแก้หืด เมล็ด มีกลิ่นรำคาญ รสเหม็นเบื่อเล็กน้อยใช้ขับพยาธิ แก้ตานซาง แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้นอนไม่หลับ ฝัก มีรสเหม็นเบื่อเบื่อ แก้พยาธิ เป็นยาระบาย ขับพยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน ต้นรวมทั้งราก แก้กษัยเส้น แก้ท้องผูก บำรุงหัวใจเปลือกและเนื้อไม้ ใช้ขับน้ำเหลืองเสีย ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ชุมเห็ดเทศเป็นยาระบายที่ดี เหตุเพราะมีอีกทั้งแอนทราควิโนน ซึ่งเป็นยาระบาย และก็แทนนิน ซึ่งเป็นยาฝาดสมาน ก็เลยเป็นยาระบายที่สมานธาตุในตัว และในชุมเห็ดเทศยังมีพฤกษเคมีที่เป็นยาและสารต้านนุมูลิอิสระสำคัญหลายอย่าง โดยมีการทดลองสารสกัดหยาบคายจากใบ เปลือกลำต้น ดอก ผล สกัด โดยใช้เอทิลอะซิเตทและก็เมทานอล พบสารฟลาโวนอยด์ แอนทราควิโนน คูมาริน ซาโปนิน แทนนิน เทอร์ปินอยด์ สเตอร์รอยด์ รวมทั้งคาดิแอคไกลโคไซด์ แต่ไม่พบสารแอลคาลอยด์ ในทุกส่วนของชุมเห็ดเทศ และพบว่าสารสกัดทั้งยัง 8 ตัวอย่าง มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ นอกเหนือจากนี้ สารสกัดทั้ง 8 แบบอย่างสารมารถต่อต้านเชื้อ Bacillus subtilis แล้วก็ Staphy-lococcus aureus ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสกัดเมทานอลจากดอกชุมเห็ดเทศชนิดเดียวแค่นั้นที่ต้านเชื้อ Pseudomonas auroginosa ได้ แม้กระนั้นไม่มีสารใดที่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อ E.coli การเรียนการออกฤทธิ์ของ Senna alata (L.) Roxb. หรือชุมเห็ดเทศในการยั้งการก้าวหน้าของเชื้อก่อโรคพบว่าสารสกัดจากชุมเห็ดเทศสามารถยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อก่อโรคได้หลายอย่าง ดังเช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต รวมทั้งยังมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต่อต้านการก่อยั้งเนื้องอก เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ลดการอักเสบ แก้ปวดอีกด้วย
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้

ท้องผูก ใช้ใบปริมาณ 12-15 ใบย่อย ตากแห้ง คั่ว (ถ้าเกิดไม่คั่วซะก่อน จะกำเนิดอาการข้างเคียง เป็นอาจมีอาการอาเจียนอ้วก เมื่อคั่วความร้อนจะช่วยให้สารที่ออกฤทธิ์ทำให้อาเจียนอาเจียนสลายไป) แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปต้มกับน้ำพอเหมาะ ดื่มครั้งเดียวก่อนที่จะรับประทานอาหารตอนเช้ามืด หรือก่อนนอน หรือใช้ผงใบ 3-6 กรัม ชงน้ำเดือด 120 มล. เป็นเวลา 10 นาที ดื่มก่อนนอน บางทีอาจทำเป็นยาลูกกลอนก็ได้ หรือใช้ช่อดอกสด 1-3 ช่อดอก ลวก จิ้มน้ำพริก หรือใช้ดอก 1 ช่อ กินใหม่ๆเป็นยาระบาย รวมทั้งใช้ใบและก้านขนาดใหญ่ ราวๆ 3-5 ช่อ นำมาต้มกับน้ำประมาณ 2 ขัน(1500 ซี.ซี.) ต้มให้เดือดเหลือน้ำโดยประมาณ 1/2 ขัน ใส่เกลือพอเพียงมีรสเค็มนิดหน่อย ดื่มวันละ 1 แก้ว (250 ซี.ซี.)ครั้งต่อไป รับประทานดอกทีละประมาณ 1 ช่อ
การใช้ชุมเห็ดเทศรักษากลาก โรคเกลื้อน นำใบสดมาตำอย่างละเอียดใช้ทาบริเวณที่เป็นกลากหรือผื่นคัน หรืออาจนำใบชุมเห็ดเทศ 3-4 ใบ มาตำให้ถี่ถ้วนเติมน้ำมะนาวนิดหน่อย ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง หรือใช้ใบสดขยี้ถูนานๆแล้วก็เสมอๆตรงรอบๆที่เป็น
รวมถึงใช้ใบสด 4-5 ใบ ตำรวมกับกระเทียม 4-5 กลีบ แล้วเติมปูนแดงนิดหน่อย ทาบริเวณที่เป็นซึ่งได้ใช้ไม้ไผ่บางๆฆ่าเชื้อแล้วขูดผิวรอบๆที่นั้นให้มีสีแดง(กรณีขี้กลาก) ทาวันละ3-4 ครั้ง ตราบจนกระทั่งจะหาย และก็เมื่อหายแล้วให้ทาไปอีก 1 สัปดาห์ หรือจะใช้ใบสดตำแช่เหล้า เอาส่วนเหล้าทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง กระทั่งจะหาย พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ไม่ค่อยได้ผลในกลากที่ผมและก็เล็บ
รักษาฝีแผลพุพอง ใช้ใบชุมเห็ดเทศ 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วม ต้มให้เหลือ 1 ใน 3 เอามาชะล้างฝีที่แตกแล้ว หรือแผลพุพอง วันละ 2 ครั้งเช้า เย็น ถ้าหากรอบๆที่เป็นกว้างมากมายใช้สมุนไพร 10-12 กำมือ ต้มกับน้ำใช้อาบยามเช้าเย็น จวบจนกระทั่งจะหาย
ใช้ใบสดตำพอก เพื่อเร่งให้หัวฝีออกเร็วขึ้น หรือจะใช้ใบผสมกับน้ำปูนใสหรือเกลือหรือน้ำมันตำพอก รักษากลาก แมลงสัตว์กัดต่อย โรคผิวหนัง ยิ่งไปกว่านี้ยังใช้ใบตำพอกหรือคั้นเอาน้ำผสมน้ำปูนใสทาหรือผสมวาสลิน ใช้ทำเป็นยาขี้ผึ้งทาได้อีกด้วย
ส่วนยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติที่ชี้แนะให้ใช้เป็น รับประทานทีละ 1 – 2 ซอง (ใบชุมเห็ดเทศแห้งซองละ 3 กรัม) (3 – 6 กรัม) ชงในน้ำเดือด 120 มล. นาน 10 นาที วันละ 1 คราวก่อนนอน บรรเทาท้องผูก
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำขนาดเสมอกันผงใบชุมเห็ดเทศแห้ง 5 กรัม/กิโลกรัม ทำให้ลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูตะเภาหดตัวได้ปริมาณร้อยละ 25 ของฤทธิ์จากฮีสตามีน 1 ไมโครกรัม/มล. สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำขนาดเสมอกันผงใบชุมเห็ดเทศแห้ง 10 รวมทั้ง 20 กรัม/โล มีผลเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ของหนูเม้าส์ได้มากกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำในขนาด 15 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ทำให้ลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูตะเภาหดตัวได้ในหลอดทดลอง ในระหว่างที่สารกลัยโคไซด์จากใบชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเรียบในไส้
ฤทธิ์สำหรับการรักษาอาการท้องผูก เมื่อให้สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศแห้งด้วยน้ำร้อนกับหนูแรททางปากในขนาด 500 และก็ 800 มิลลิกรัม/กิโล พบว่ามีฤทธิ์ช่วยระบาย แล้วก็เมื่อให้สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำกับหนูเม้าส์ทางปากในขนาดเสมอกันผงใบชุมเห็ดเทศแห้ง 5, 10 รวมทั้ง 20 กรัม/กก. จะมีผลให้หนูเม้าส์ถ่ายเหลว โดยการให้ในขนาดต่ำ (5 กรัม/กิโล) จะออกฤทธิ์ช้ากว่าในขนาดสูง (10 และ 20 กรัม/กิโลกรัม) สาร anthraquinone glycoside จากใบดังเช่นว่า isocrysophanol, physcion-l-glycoside, chrysophanol, emodine, rhein, แล้วก็ aloe-emodin มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อจุลชีวัน สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำ สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเมทานอล รวมทั้งสาร aloe-emodin, rhein emodol, 4,5-dihydroxy-1-hydroxymethylanthrone, 4,5-dihydroxymethylanthraquinone และก็ chrysophanol จากใบชุมเห็ดเทศ มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราที่ผิวหนังเช่น Epidermophyton floccosum , Microsporium gypseum, Trichophyton rubrum , T. mentagrophytes แล้วก็ M. canis เมื่อเทียบกับยา tolnaftate สารสกัดด้วยน้ำแล้วก็เอทานอลจากเปลือกต้นชุมเห็ดเทศสามารถยับยั้งเชื้อยีสต์ Candida albicans ได้ โดยที่ความเข้มข้น 30 ไมโครกรัม/ไมโครลิตร จะให้ผลดีเมื่อเปรียบเทียบกับยา ticonazole 30 ไมโครกรัม/ไมโครลิตร แต่ว่าสารสกัดจากใบด้วยน้ำรวมทั้งเอทานอลไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อยีสต์ น้ำมันหอมระเหยจากใบชุมเห็ดเทศ สารสกัดจากเปลือกต้นด้วยเมทานอล มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis ในจานเพาะเชื้อได้ปานกลาง สารสกัดด้วยน้ำจากใบชุมเห็ดเทศสามารถยับยั้งเชื้อ Escherichia coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อเหมาะความเข้มข้นมากกว่า 21.8 มก./มล.
ผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยทางคลินิก (clinical pharmacology) การเรียนรู้ฤทธิ์สำหรับการรักษาอาการท้องผูก การเรียนรู้ทางคลินิกแบบสุ่มมีกรุ๊ปควบคุมระหว่างชงชาชุมเห็ดเทศ มิสท์แอลบา และยาหลอก ในโรงหมอชุมชน 5 ที่ และโรงพยาบาลทั่วไป 1 แห่ง คนป่วยที่ไม่อุจจาระติดต่อกันเกิน 72 ชั่วโมง จำนวน 80 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กรุ๊ปแรก รับยาหลอกเป็นน้ำ เพิ่มเติมสีคาราเมล 120 มิลลิลิตร จำนวน 28 ราย กลุ่มลำดับที่สองรับยามิสท์แอทบา 30 มล. น้ำ 90 มล. จำนวน 28 รายและก็กลุ่มลำดับที่สามรับน้ำละลายชุมเห็ดเทศ ได้จากการชงผงชุมเห็ดเทศปริมาณ 3-6 กรัม ในถุงที่ทำจากกระดาษ แช่ลงไปในน้ำเดือด 120 มล. นาน 10 นาที ปริมาณ 24 ราย ผู้ป่วยทั้งยัง 3 กรุ๊ปมีลักษณะไม่มีความต่างกัน ได้รับยารับประทานก่อนนอนวัดผลจากการอุจจาระไหมอึข้างใน 24 ชั่วโมง พบว่า เห็นผลอึข้างใน 1 วัน ปริมาณร้อยละ 18,86 รวมทั้ง 83 เป็นลำดับ ซึ่งพบว่าผลของกลุ่มชุมเห็ดเทศและก็มิสท์แอลบาดีกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่พบอาการท้องเดินในกลุ่มที่ได้รับมิสท์แอลบามากยิ่งกว่า คนเจ็บกลุ่มที่ได้รับชุมเห็ดเทศมีความพึงพอใจมากกว่ายาหลอก สรุป ยาชงชุมเห็ดเทศมีคุณภาพที่ดีสำหรับเพื่อการรักษาอาการท้องผูก
ส่วนอีกการทดสอบหนึ่งพบว่าเมื่อผสมผงใบชุมเห็ดเทศในของกินในขนาดร้อยละ 2 และก็ 10 ของอาหาร แล้วให้หนูแรทกินนาน 4 อาทิตย์ จะพบแผลในไส้ ตับ และไต แล้วก็มีระดับฮีโมโกลบินและ packed cell volume (PCV) สูงขึ้น แต่ว่าจำนวนเม็ดเลือดแดงลดน้อยลงใน 2 อาทิตย์แรก เมื่อใส่สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยเอทานอลขนาด 100 มิลลิกรัมในน้ำกินให้หนูแรทรับประทานนาน 14 วัน พบว่าเกิดแผลในตับ เซลล์ตับตายเกลื่อนกลาดกระจุยกระจายแล้วก็มีการคั่งของเลือดในเส้นเลือดดำ การฉีดสารemodin และ kaemferol ขนาด
10 มิลลิกรัม เข้าช่องท้องหนูแรทต่อเนื่องกัน 14 วัน หรือฉีดสาร aloe-emodin ขนาด 100 มก. สาร rhein ขนาด 70 มิลลิกรัม เข้าช่องท้องนาน 4 วัน พบว่ากำเนิดแผลในตับของหนูทุกกรุ๊ป กลุ่มที่ได้รับ aloe-emodin จะพบเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย หนูทุกกลุ่มมีระดับฮีโมโกลบิน รวมทั้ง PCV ลดลงข้างใน 14 วัน เมื่อป้อนสารสกัดจากใบด้วยน้ำขนาด 10, 50, 100 รวมทั้ง 250 มก./โล ให้หนูแรทนาน 14 วัน จะเจอระดับฮีโมโกลบินและก็ เม็ดเลือดแดงมากขึ้น ในเวลาเดียวกันหนูมีลักษณะเบื่อข้าว ผอมเกร็งรวมทั้งน้ำหนักลด
การเรียนรู้ในคนไข้ที่เป็นโรคกลากและก็โรคเกลื้อนสารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์รวมทั้งครีมชุมเห็ดเทศเข้มข้นจำนวนร้อยละ 20 สามารถรักษาผู้ป่วยโรคกลาก 30 ราย รวมทั้งโรคเกลื้อน 10 ราย ได้ดีเทียบเท่ากับยาขี้ผึ้ง whitfield แต่ว่าไม่เป็นผลรักษาราที่เล็บรวมทั้งหนังศีรษะ ยาจัดแจงชุมเห็ดเทศในแบบอย่างทิงเจอร์และก็ครีม(ซึ่งมีสารสำคัญ rhein 600 ไมโครกรัม/กรัม) ให้ผลสำหรับการรักษาคนป่วยโรคกลากโรคเกลื้อนที่ผิวหนังได้เหมือนกับยาครีมวัวลตรีมาโซลจำนวนร้อยละ 1 สารสกัดใบชุมเห็ดเทศสดด้วยน้ำ (ใบสด 100 กรัมต่อน้ำ 50 มล.) ความเข้มข้นร้อยละ 100 ทาบริเวณแขน รวมทั้งขา หรือความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 90 ทาบริเวณคอ แล้วก็มือ แล้วก็ความเข้มข้นร้อยละ 80 ทาบริเวณหน้า วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน 2 ชั่วโมง ส่งผลรักษาโรคขี้กลากเกลื้อนชนิด Pityraisis versicolor ที่มีต้นเหตุมาจากเชื้อรา Malassezia furfur ในผู้เจ็บป่วยจำนวน200 คนได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ การทดสอบความเป็นพิษฉับพลัน พบว่าสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์จำนวนร้อยละ 50 ในขนาด 15 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ไม่มีพิษเมื่อให้หนูเม้าส์ทางปากรวมทั้งฉีดเข้าใต้ผิวหนัง แม้กระนั้นมีความเป็นพิษนิดหน่อยเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูเม้าส์ แล้วก็เมื่อฉีดสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ85 เข้าทางช่องท้องหนูเม้าส์ในขนาด 2 กรัม/กิโลก็ไม่พบความเป็นพิษ สารสกัดจากใบด้วยน้ำรวมทั้งสารสกัดจากส่วนเหนือดินของชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์จำนวนร้อยละ 50 มีความเป็นพิษปานกลางเมื่อฉีดเข้าทางท้องหนูเม้าส์
โดยขนาดของสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ที่ทำให้หนูถีบจักรตายร้อยละ 50 (LD50) เป็น ขนาดที่ให้ทางปากและก็ทางผิวหนังมากยิ่งกว่า 15 กรัมต่อกิโลกรัมรวมทั้งทางท้อง 8.03 กรัมต่อกก.
การทดลองพิษครึ่งเรื้อรังของผงใบชุมเห็ดเทศในหนูขาววิสตาร์ 4 กลุ่ม กลุ่มละ 24 ตัว (เพศผู้ 12 ตัว เพศภรรยา 12 ตัว) เป็นกรุ๊ปควบคุมและกรุ๊ปที่ได้รับยาใช้ภายนอกงปากขนาด 0.03 , 0.15 และก็0.75 กรัมต่อกิโลต่อวัน (ซึ่งเปรียบได้กับได้รับ 1 5 และก็ 25 เท่า ของขนาดที่รักษาในคน) ผลเป็น ไม่พบพิษทุกกรุ๊ป มีการเจริญเติบโตธรรมดาการตรวจทางเลือดวิทยาแล้วก็วิชาชีวเคมีปกติ ไม่พบพยาธิสภาพและจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายในที่แตกต่างจากปกติ
พิษต่อระบบสืบพันธุ์ เมื่อฉีดสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ 50 เข้าช่องท้องหนูแรทในขนาด 125 มิลลิกรัม/กิโล ไม่มีผลทำให้แท้งและไม่พบพิษต่อตัวอ่อนแม้กระนั้นผลต่อการเปลี่ยนแปลงของรอบเดือนไม่ชัดแจ้ง ส่วนสารสกัดจากใบด้วยน้ำขนาด300ไมโครกรัม/มล. มีฤทธิ์ทำให้มดลูกหนูแรทหดตัวในหลอดทดลองรวมทั้งมีฤทธิ์เสริม oxytocin
พิษต่อเซลล์ การทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์โดยใช้ brine shrimp พบว่าสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำในขนาด 7.74 ไมโครกรัม/มล. ทำให้ brine shrimp ตายไปกึ่งหนึ่ง แล้วก็สารสกัดนี้มีความเป็นพิษต่อเซลล์ Vero โดยความเข้มข้น 1,414 ไมโครกรัม/มล. ทำให้เซลล์ Vero ตายไปกึ่งหนึ่ง
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยเอทานอล มีผลก่อกลายพันธุ์ในSalmonella typhimurium strain TA98 แล้วก็พบว่าสารสกัดชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ S. typhimurium strain TA98 และTA100 โดยในการออกฤทธิ์อยากได้โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจากตับหนูกระตุ้นการออกฤทธิ์
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรปฏิบัติตาม

1. ระแวดระวังการใช้ในเด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 12 ปี ผู้เจ็บป่วย inflammatory bowel disease แล้วก็ภาวการณ์ทางเดินอาหารอุดตัน คนสูงอายุ หญิงให้นมบุตร เนื่องด้วยสารmetabolite บางตัวดังเช่น rhein ถูกคัดหลั่งทางน้ำนม
2. ควรที่จะใช้ยาระบายเป็นบางโอกาส ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกัน เพราะสารแอนทราควิโนนในใบชุมเห็ดเทศ มีฤทธิ์ทำให้ไส้บีบตัวรวมทั้งเคลื่อนไหวเร็ว ใช้ติดต่อนานจะมีผลให้ไส้เคยชินต่อการใช้ยา ต่อไปถ้าไม่ใช้จะทำให้ลำไส้ไม่บีบตัวไม่เคลื่อนเกิดอาการท้องผูกhttps://www.disthai.com/
3. การรับประทานยาในขนาดสูงอาจจะส่งผลให้เกิดไตอักเสบ มีเลือดหรือโปรตีนในฉี่มากยิ่งกว่าปกติ
4. การใช้สม่ำเสมอนานๆอาจมีผลลดจำนวนเม็ดเลือดแดง รวมทั้งฮีโมโกลบิตแล้วก็อาจส่งผลให้เกิดแผลที่ตับ
5. การใช้ต่อเนื่องในขนาดสูงนานๆอาจกำเนิดระบบการดูดซึมแตกต่างจากปกติ มีการดูดกลับของเหลวลดลง เกิดภาวะระดับโพเทสเซียมรวมทั้งแคลเซียมในเลือดต่ำ
6. ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์
7. การใช้ชุมเห็ดเทศในทีแรกๆๆอาจก่อให้กำเนิดอาการไม่พึงประสงค์ อาทิเช่น ลักษณะของการปวดมวนท้องเนื่องจากการบีบตัวของลำไส้ใหญ่และอาจมีอาการอาเจียน อาหารไม่ย่อยและเจ็บท้องได้
เอกสารอ้างอิง
1. เภสัชกรชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.ชุมเห็ดไทย/ชุมเห็ดเทศ.คอลัมน์ สมุนไพรน่าสนใจ.แมกกาซีนแพทย์ราษฎร.เล่มที่ 26 .กรกฎาคม .2524
2. ฉัตรโย สวัสดิไชย,สุรศักดิ์ อิ่มใหม่เอี่ยม.ชุมเห็ดเทศ.ยาน่ารู้.วารสารศูนย์การเรียนรู้แพทยศาสตร์สถานพยาบาล โรงพยาบาลพระปกเกล้า.ปีที่ 34 ฉบับที่4.เดือนตุลาคม-ธ.ค..2560 หน้า.352-355
3. ดร.วิทย์ เที่ยงตรงบูรณธรรม.“ชุมเห็ดเทศ”. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. หน้า 271-274.
4. เปี่ยม บุณยะโชติ. แบบเรียนโบราณว่าด้วยโรคเด็กและสุภาพสตรี. จ.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เฟื่องอักษร, 2514. หน้า 39.
5. กองศึกษาค้นคว้าทางด้านการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1. จังหวัดกรุงเทพมหานคร: กรมวิทยาศาตร์การแพทย์. กระทรวงสาธารณสุข, 2526. หน้า 34.
6. ดร.นิจศรี เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์. “ชุมเห็ดเทศChumhet Tet)”. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1 หน้า 108.
7. พระเทวดาบริสุทธิ์จอม. ตำรายากลางบ้าน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มงกุฏราชวิทยาลัย, 2524. หน้า 140.
8. ชุมเห็ดเทศ.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ม.อบ..
9. วิทยา บุญวรพัฒน์. “ชุมเห็ดเทศ”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีนที่ใช้หลายครั้งในประเทศไทย. หน้า 208.
10. เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ กำเนิดดอนแฝก. “ชุมเห็ดเทศ”. หนังสือสมุนไพรบำบัดรักษาเบาหวาน 150 ชนิด. หน้า 74-75.
11. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ชุมเห็ดเทศ Ringworm Bush”. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. หน้า 75.
12. ชุมเห็ดเทศ.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ม.อบ..
13. คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา. บัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ. 2549 ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2549 เรื่องบัญชียาหลักแห่งชาติพุทธศักราช 2547 (ฉบับที่ 4). กรุงเทพมหานคร: สถานที่พิมพ์ประชุมสหกรณ์การเกษตรที่ประเทศไทยจำกัด, 2549
14. วันดี กฤษณพันธ์ แม้สรวง วุฒิอุดมเลิศ มัลลิกา ตรีอำนาจวาสนา สุภาวี อาชวาคม. การเรียนรู้ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราของสารแอนทราควิโนนจากใบชุมเห็ดเทศ. การสัมมนาวิชาการวิทยาศาสตร์แล้วก็เทคโนโลยีแห่งเมืองไทย ครั้งที่ 24, 19-21 ตุลาคม ณ. ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร, 2541.
15. Harrison J, Garro CV. Study on anthraquinone derivatives from Cassia alata L. (Leguminosae). Rev Peru Bioquim 1977;(1):31-2.
16. จินตนาการ สุทธชนาความสนุก และคณะ. ฤทธิ์ต้านทานเชื้อราของใบชุมเห็ดเทศ. รวมบทสรุปย่องานศึกษาเรียนรู้วิจัยการแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
17. Akah PA. Abortifacient activity of some Nigerian medicinal plants. Phytother Res 1994;8(2):106-8.
18. Plengvidhya P, Suvagondha C. A study of diagnostic contents of leaves of some members in genus Cassia. J Pharm Assoc Siam, Third series 1957;10(1):10-2.
19. เกษร นันทจิต. ฤทธิ์ต้านจุลชีพของใบชุมเห็ดเทศ (Cassia alata Linn.). รายงานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2538.
20. เสาวลักษณ์ ดงษ์งาม. ฤทธิ์ต้านจุลอินทรีย์ของสารสกัดจากพืชสกุล Cassia sp. รายงานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการศึกษาค้นคว้าแห่งชาติ, 2543.
21. Thamlikitkul V, Dechatiwonges T, Chantrakul C, et al. Randomized controlled trial of Cassia Alata Linn. for constipation. J Med Assoc Thai 1990;73(4):217-21.
22. Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P. Study on toxicity of Thai medicinal plants. Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
23. Rao JVLN, Sastry PSR, Poa RVK, Vimaladevi M. Occurrence of kaempferol and aloe-emodin in the leaves of Cassia alata. Curr Sci 1975;44(20):736-7.
24. นาถฤดี สิทธิสมสกุล ทรงพล ชีวะพัฒน์ เอมจิต หวังหมัด สุบุตรสาว ไชยราช พัชรินทร์ รักษามั่น จรินทร์ จันทรฉายะ. พิษของใบชุมเห็ดเทศ. นิตยสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์2534;33(4):145-54.
25. Somchit MN, Reezal I, Nur IE, Mutalib AR. In vitro antimicrobial activity

5


โกศเขมา
ชื่อสมุนไพร  โกศเขมา[/url][/size][/b]
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น โกศหอม (ไทย) , ซังตุ๊ก (จีนแต้จิ๋ว) , ซางจู๋ (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Atractylodes lancea (Thunb.) DC.
ชื่อสามัญ Atractylodes
วงศ์ Compositae
ถิ่นกำเนิด
โกศขมา มีบ้านเกิดในภาคอีสานของประเทศจีนและแมนจูเรีย แถมบริเวณเหอหนาน เจียงซู หูเป่ย ซานตง อันฮุย เจ๋อเจียง เจียงซีเสฉวน อื่นๆอีกมากมาย แหล่งผลิตที่มีคุณภาพดีที่สุด คือ มณฑลเหอดกน แม้กระนั้นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด คือ มณฑลหูเป่ย

ทั้งนี้ โกศเขมา มีเขตผู้กระทำระจายชนิดในประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และก็รัสเซียโดยมักจะพบหญ้า ในป่า รวมทั้งตามซอกหิน
ลักษณะทั่วไป
โกศเขมา จัดเป็นไม้ล้มลุกอายุยาวนานหลายปี สูง30-100 เซนติเมตร เหง้าทอดนอนหรือตั้งขึ้น มีรากพิเศษขนาดเท่าๆกันจำนวนไม่ใช่น้อย โดยเหง้าค่อนข้างจะกลมหรือยาว ทรงกระบอกมีกลิ่นหอมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1-2 ซม. ผิวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ ปุ่มป่ำ เปลือกเหมือนผิวมะกรูด มีสีน้ำตาลอมเทา สีน้ำตาลเข้ม หรือสีน้ำตาลปนดำ มีรอยย่นและก็รอยบิดตามทางขวาง เนื้อในแน่น เมื่อฝานหัวออกใหม่ๆจะเป็นสีขาวขุ่นที่เนื้อใน และมีแต้มสีแสดของชันน้ำมันอยู่ห่างๆทั่วๆไปมีกลิ่นหอมเฉพาะ รสหวานอมขมน้อย แล้วก็เผ็ดร้อน โดยเหง้าใต้ดินนี้เป็นส่วนที่ใช้สำหรับทำยาโดยจะเรียกว่า “โกฐเฉมา” ส่วนลำต้นขึ้นลำพังหรือเป็นกระจุก ไม่แตกกิ่งหรือแตกกิ่งเฉพาะตอนบน มีขนเหมือนใยแมงมุมน้อย
ใบเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงเวียนแผ่นใบบางเหมือนกระดาษซึ่งมีหลายแบบอย่างแต่โดยมากเป็นรูปหอกหยักซี่ฟัน ใบใกล้โดนต้นรูปไข่ กว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 8-12 เซนติเมตร ขอบเรียบหรือหยักแบบขนนก 3-5 แฉก แฉกข้างรูปรีหรือรูปไข่กลับปนรี แฉกปลายรูปกลม รูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปรี ก้านใบสั้น ใบรอบๆกึ่งกลางต้นรูปไข่กลับ รูปไข่กลับแกมรี รูปรีแคบ หรือรูปใบหอกกลับ
ช่อดอกออกเป็นแบบช่อกลุ่มแน่น ออกผู้เดียวหรือหลายช่อ ตามปลายกิ่ง วงใบประดับมี 5-7 แถวขอบมีขนคล้ายใยแมงมุมบางส่วน ปลายมน ใบเสริมแต่งวงนอกรูปไข่ถึงรูปใบหอก กว้าง 2-3 มิลลิเมตรยาว 3-6 มม. ใบเสริมแต่งกลางรูปไขถึงรูปไข่ปนรี หรือรูปรี กว้าง 3-4 มม. ยาว 0.6-1 เซนติเมตร ใบแต่งแต้มวงในรูปรีถึงรูปแถบ กว้าง 2-3 มิลลิเมตร ยาว 1.1-1.2 เซนติเมตร ปลายใบประดับในสุดอาจมีสีแดง ด้านบนของฐานดอกแบน มีเกล็ดหนาแน่น ดอกสีขาวเป็นดอกสมบูรณ์เพศ หรือดอกเพศเมียที่มีเกสรเพศผู้ลดรูป กลีบสะอาดเป็นขน สีน้ำตาลถึงขาวหม่นหมอง มี 1 แถว โคนติดกันเป็นวง ยาว 7-8 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ยาวราวๆ 9 มิลลิเมตร ปลายเป็น 5 หยัก เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดที่หลอดกลีบดอก รังไข่อยู่ได้วงกลีบ มี 1 ช่อง ก้านยอดเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นสามเหลี่ยมมีขนนุ่ม เกสรเพศเมีย แยกเป็น 2 แฉก ผลแบบผลแห้งเม็ดล่อน รูปไข่กลับ
การขยายพันธุ์
โกศเขมา สามารถแพร่พันธุ์ได้โดยการใช้เหง้า เหมือนกับพืชหัวปกติ โดยเกฐเขมาสามารถเจริญเติบโตเจริญในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700-2500 เมตร และก็อุณหภูมิที่เหมาะสม เป็น 15-22 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่สามารถทนต่ออากาศหนาวเย็นได้ แล้วก็เป็นพืชที่มีการเจริญวัยดีมาก โดยสามารถเติบโตได้ในดินที่หลากหลายทั้งบนเขา ช่องเขา ที่ราบบนเขา ซึ่งอยากได้ชั้นดินที่หนาแล้วก็ลึก เป็นดินร่วนอุดมสมบูรณ์ การระบายน้ำดี รังเกียจอุทกภัยขัง และจะเจริญเติบโตเจริญมาก รอบๆพื้นดินที่ไม่สูงนักและเป็นดินร่วนซุยปนทราย โกศเขมามีดอกและเป็นผลตั้งแต่มิ.ย.ถึงตุลาคมแก่การเก็บเกี่ยวราวๆ 2 ปี
ส่วนประกอบทางเคมี โกฐเฉมามีส่วนประกอบทางเคมีเป็นน้ำมันระเหยง่ายร้อยละ 3.5-5.6 น้ำมันระเหยง่ายนี้มีสารสำคัญเป็น สารเบตา-ยูเดสมอล (beta-eudesmol) สารอะแทร็กคราวโลดิน (atractylodin), beta-selinene, alpha-phellandrene, สารไฮนีซอล (hinesol) สารเอลีมอล (elemol) และก็สารอะแทร็กครั้งลอน (atractylon) และก็ สารกลุ่มpolyacetyletylenes เป็นต้นว่า1-(2-furyl)-E-nonene-3,5-diyne-1,2-diacetata, erythro-(1,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, threo-(1,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3E,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3Z,5Z,11Z)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3E,5Z,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate,(3Z,5E,11E),tridecatriene-7,9-diyne-5,6-diyldiacetate,(1Z)-atractylodin,(1Z)-atractylodinol,(1Z)-acetylatractylodinol(4E,6E,12E)-tetradecatriene-8,10-diyne-1,3-diyl diacetate,4,6,12-tetradecatriene-8,10-diyne-1,3,14-สารกรุ๊ป polysacchaccharides อาทิเช่น arabino-3,6-galactans,galacturonic acid รวมทั้งสารกรุ๊ปอื่นๆเป็นต้นว่า coumarins (osthol) วิตามินเอ (vetinol) วิตามินบี (thiamine) วิตามินดี(calcifrol) กรดไขมัน (linoleic acid, oleic acid แล้วก็ palmitic acid)ประโยชน์/สรรพคุณ โกศเขมา เป็นสมุนไพรที่ใช้ในยาหลายตำรับมาก อีกทั้งในตำราหมอแผนจีนและแผนไทย มีการยืนยันอยู่ในตำรับยาที่ประเทศเมืองจีน ฉบับคริสต์ศักราช 2000 ในชื่อ Rhimosa atractylodis สำหรับเมืองไทยก็มีการใช้มาก ตัวยาสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) มี โกศเขมา ถึง 1,100 ตำรับ
ซึ่งหนังสือเรียนตามสรรพคุณยาไทยกำหนดไว้ว่า โกศเขมา มีกลิ่นหอมหวน รสร้อน ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ เป็นยาบำรุงกำลัง แก้โรคเข้าข้อ เป็นยาเจริญอาหาร ยาขับเยี่ยว แก้โรคในปากในคอ แก้หวัดคัดจมูก แก้ไข้ แก้ไข้รากสาดเรื้อรัง ยับยั้งอาการหอบเหมือนยาอีเฟรดริน
ช่วยขับลม ใช้เป็นยาบำรุง แก้โรคในปากในคอเป็นแผลเปื่อยยุ่ย แก้เสียดแทงสองราวข้าง แก้จุกแน่น แก้อาการหอบหืด แก้ลมตะกัง แก้เหงื่อซึมมาก แก้ขาปวดบวม ขาเหนื่อย ปวดข้อ แก้ท้องเสีย ยิ่งไปกว่านี้โกฐเขมายังเป็นเลิศในพิกัดโกฐทั้ง 5 หีบศพทั้งยัง 7 และก็โกศทั้ง 9 ส่วนในสรรพคุณยาจีนระบุว่าหมอแผนจีนนิยมใช้โกฐเขมามากมาย เข้าในยาจีนหลายขนาน แบบเรียนยาจีนว่าใช้แก้อาการท้องร่วงท้องเดิน แก้อาการบวมโดยเฉพาะอาการบวมที่ขา แก้ปวดข้อ เพราะเหตุว่าโรคข้ออักเสบ แก้หวัดแล้วก็แก้โรคตาบอดช่วงเวลาค่ำคืน
นอกจากนั้นบัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้โกฐเขมาในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 2 ตำรับ เป็นยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของโกฐเฉมาอยู่ในพิกัดโกฐทั้งยัง 9 ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับมีคุณประโยชน์ในการแก้ลมหน้ามืด แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นไส้ คลื่นไส้ แก้ลมจุกแน่นในท้องยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของโกฐเขมาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอุจจาระธาตุทุพพลภาพ ท้องร่วงจำพวกที่ไม่เป็นผลมาจากการรับเชื้อ
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้
ในตำราเรียนยาแพทย์แผนจีนเจาะจงให้ใช้เหง้าต้ม รับประทานทีละ 3-9 กรัม แต่ในบางตำราก็กำหนดให้ใช้ 5-12 กรัม ส่วนในหนังสือเรียนยาไทยมักจะใช้เป็นเครื่องยาตามตำรับยา มีวิธีการตระเตรียมเหง้าโกศเขมาเพื่อใช้ทำยา 3 วิธีคือ
1. ตากแห้ง โดยแช่เหง้าโกศเขมาในน้ำชั่วประเดี๋ยว เพื่อนุ่มลง แล้วหั่นเป็นแว่นหนาๆนำไปตากให้แห้ง จะได้ตัวยารสชาติเผ็ดขม อุ่น จะให้สรรพคุณ ขับความชุ่มชื้นเสริมระบบการย่อยของอาหารแก้ความชื้นกระทบศูนย์กลาง (จุกเสียด อึดอัดลิ้นปี่ อาเจียน ไม่อยากอาหาร ท้องเสีย) แก้ปวดข้อและก็กล้ามเนื้อ ทุเลาอาการไข้หวัดจากลมเย็นหรือความชุ่มชื้น (ป่วยไข้ หนาวๆร้อนๆปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว)
2. ผัดรำข้าวสาลี โดยนำรำข้าวสาลีใส่ลงในกระทะตั้งไฟปานกลางจนควันขึ้น แล้วนำเหง้าโกศเขมาตากแห้งใส่ลงไป คนอย่างรวดเร็วจวบจนกระทั่งผิวของตัวยาเป็นสีเหลืองเข้ม นำออกมาจากเตา แล้วร่อนเอารำข้าวสาลีออก ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นจะก่อให้ความเผ็ดน้อยลง แม้กระนั้นเนื้อยาจะนุ่มนวลขึ้น และก็มีกลิ่นหอม จะให้คุณประโยชน์ ช่วยรักษาลักษณะของม้ามแล้วก็กระเพาะดำเนินการไม่เกี่ยวข้องกัน (กระเพาะทำหน้าที่ย่อยของกินจนได้สารจำเป็นต้อง ส่วนม้ามปฏิบัติหน้าที่ลำเลียงสารจำเป็นต้องนี้ไปใช้ทั่วร่างกาย) แก้เสลดเหนียวหนืด แก้ต้อหิน แก้ตาบอดช่วงเวลากลางคืน
3. ผัดเกรียม โดยนำเหง้าโกศเขมาตากแห้งใส่กระทะ ผัดโดยใช้ไฟปานกลาง กระทั่งผิวนอกมีสีน้ำตาลไหม้ พรมน้ำเล็กน้อย แล้วผัดต่อโดยใช้ไฟอ่อนๆจนถึงตัวยาแห้ง นำออกมาจากเตา ตั้งทิ้งเอาไว้ให้เย็นแล้วร่อนเอาเศษเล็กๆจะได้ตัวยารสออกเผ็ด จะให้สรรพคุณ ช่วยให้แนวทางการทำงานของไส้แข็งแรง แก้ท้องเสียเป็นหลัก ใช้รักษาอาการท้องเสียเนื่องมาจากม้ามพร่อง โรคบิดเรื้อรัง
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ การศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ของสารสกัดเหง้าโกฐเฉมา รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากเหง้า เป็น β-eudesmol ต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก แล้วก็ระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างในหนูเม้าส์เพศผู้ ที่ถูกกระตุ้นด้วย atropine, dopamine รวมทั้ง 5-hydroxytryptamine (5-HT)โดยให้สารสกัดโกฐเขมาในขนาด 500 หรือ 1000 มก./โลแล้วก็ β-eudesmol ขนาด 50 หรือ 100 มก./กิโล และก็ยามาตรฐาน itopride hydrochloride ขนาด 10 หรือ 50 มิลลิกรัม/กิโล ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดโกฐเฉมามีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และก็ทำให้ของกินเขยื้อนผ่านกระเพาะอาหารเร็วขึ้น ในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยdopamine ขนาด 1 มก./กิโลกรัม และสารสกัดโกฐเขมาในขนาด 1000 มิลลิกรัม/กิโล รวมทั้ง β-eudesmol ขนาด 100 มก./กิโลกรัม มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็กในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยatropine แต่ไม่เป็นผลต่อระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างนอกนั้นสารสกัดโกฐเขมาในขนาด 500 หรือ 1000 มก./กิโลกรัม และ β-eudesmol ขนาด 25, 50 หรือ 100 มก./กิโลกรัม มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และก็ทำให้อาหารเขยื้อนผ่านกระเพาะเร็วขึ้น ในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย 5-HT ขนาด 4 มก./โลหรือ 5-HT3 receptor agonist จากการค้นคว้านี้ก็เลยสรุปว่าสารสกัดโกฐเฉมาและน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากโกฐเฉมา เป็น β-eudesmolทำให้ของกินเคลื่อนผ่านกระเพาะอาหารเร็วขึ้น รวมทั้งกระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ผ่านกลไลการยับยั้ง dopamine D2 receptor และก็ 5-HT3 receptor สามารถเอามาปรับปรุงยารักษาอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอ้วก อึดอัดแน่นจากของกินที่อยู่ในกระเพาะ รักษาโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งมีต้นเหตุมาจากเส้นประสาทของกระเพาะอาหารถูกทำลาย (gastroparesis) ส่งผลให้กล้ามกระเพาะเหน็ดเหนื่อย ทำให้ไม่สามารเคลื่อนอาหารให้ผ่านไปยังส่วนต้นของลำไส้ (duodenum) ได้ ก็เลยมีของกินเหลือหลงเหลือในกระเพาะ
 
ฤทธิ์ต่อต้านการปวด
 การทดลองในหนูพบว่า สาร β-eudesmol มีฤทธิ์ต่อต้านปวดโดยยับยั้ง nicotinc Ach receptor channels ที่neuromuscular junction รวมทั้งพบว่าส่งผลต่อกล้ามเนื้อของหนูที่เป็นโรคเบาหวานมากยิ่งกว่าหนูปกติ
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สาร β-eudesmol , atractylochromene , 2-(2E0-3,7-dimethyl-2,6-octadienyl -6-methyi-2,5-cyclohexadiene-1,4-dione , 2-(2’E)-3’7’-dimethyl-2’6’-octadienyl-4-methoxy-6-methylphenol,(3Z,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diynyl-1-0-(E)-fenulate มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase และcyclooxygenase-1
ฤทธิ์ยั้งการเกิดแผลในกระเพาะ สารสกัดจากเหง้าของโกฐเฉมาเมื่อป้อนให้หนูแรทสายพันธุ์ sprague-dawley ซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะโดยใช้กรด acetic acid กระทำการเก็บเลือด แล้วก็เซลล์เยื่อกระเพาะของหนู วัดระดับของ epidermal growth factor (EGF), trefoil factor 2 (TFF2), tumor necrosis factor-α(TNF-α), interleukin 6, 8 (IL-6, 8) รวมทั้ง prostaglandin E2 (PGE2) ที่เกิดขึ้น โดยใช้เคล็ดลับ (ELISA) และวัดการแสดงออกของ mRNA ดังเช่น EGF, TFF2, TNF-α และ IL-8 ในกระเพาะอาหาร จะถูกพินิจพิจารณาโดยใช้เคล็ดวิธี real-time-PCR ผลการทดสอบพบว่าการเช็ดกทำลายจากกรดของเซลล์เนื้อเยื่อกระเพาะต่ำลงและยังยั้งการผลิตสารที่เกี่ยงงอนข้องกับการอักเสบดังเช่นTNF-α, IL-8, IL-6, และ PGE2และก็มีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันกระเพาะอาหารโดยเพิ่มการแสดงออกของ mRNA ของ EGF, TFF2เพิ่มการสร้างEGF, TFF2
ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน สารสกัดน้ำที่มีสาร polysaccharides ที่มีน้ำตาลเชิงลำพังเป็น galacturonic acid มีฤทธิ์กระตุ้นระบบคุ้มกันในหนูที่ติดโรครา Candida albicans ทำให้หนูมีชีวิตรอดเยอะขึ้นเรื่อยๆ และสารกลุ่ม arabino-3,6-galactan มีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิต้านทานในหนู
ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร สารสกัดน้ำมีฤทธิ์ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้นสารสำคัญเป็นสารกลุ่ม polyacetylenes
ฤทธิ์ต้านทานการขาดออกสิเจนในร่างกาย สารสกัดอะซิโตนมีฤทธิ์ต่อต้านการขาดออกซิเจนภายในร่างกายหนูถีบจักรเนื่องด้วยสารโปตัสเซียมไซยาไนด์ สาระสำคัญเป็น β-eudesmol
ฤทธิ์แก้ท้องขึ้นเฟ้อ ฤทธิ์เพิ่มช่วงเวลาที่ทำให้กระเพาะอาหารว่าง ของน้ำมันหอมระเหยจากเหง้าโกฐเฉมา ในหนูแรทเพศผู้ สายพันธุ์วิสตาร์ ที่อยู่ในภาวะเครียด และผลของฮอร์โมนที่ควบคุมหลักการทำงานของกระเพาะอาหารรวมทั้งลำไส้ ซึ่งหลั่งจากต่อมไฮโปธาลามัส หรือ corticotropin-releasing factor (CRF) ทดลองโดยป้อนน้ำมันหอมระเหยจากเหง้า ในขนาดต่างๆคือ 30,60 และ 120 mg/kg ต่อวัน แก่หนูตรงเวลา 7 วัน พบว่าไม่มีผลเปลี่ยนตอนที่ทำให้กระเพาะอาหารว่างในหนูปกติ แต่มีผลทำให้เพิ่มระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะอาหารว่างได้ในหนูที่มีสภาวะเครียด น้ำมันหอมระเหยสามารถเพิ่มระดับฮอร์โมน motilin (MTL) แล้วก็ gastrin (GAS) รวมทั้งลดระดับ somatostatin (SS) รวมทั้ง CRF อย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยพบว่ากลไกสำคัญเกี่ยวโยงกับระดับฮอร์โมน คือยับยั้งการหลั่ง CRF ซึ่งผลพวกนี้ทำให้เพิ่มระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างเร็วขึ้น ก็เลยลดอาการป่วยไข้ท้อง อาการท้องอืดเฟ้อจากความเคร่งเครียดในหนู (สภาวะเครียดทำให้หลักการทำงานของกระเพาะรวมทั้งไส้ต่ำลง)
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองพิษเฉียบพลันของสารสกัดเหง้าด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. (คิดเป็น 1,786 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ไม่เจออาการเป็นพิษ
ข้อแนะนำ/เนื้อความระวัง
1. คนไข้ที่มีอาการท้องเดิน ที่มีอุจจาระร่วงเป็นน้ำ ควรที่จะใช้โกศเขมาด้วยความระวัง
2. สตรีท้องแล้วก็สตรีให้นมลูกควรขอความเห็นแพทย์ แล้วก็ผู้เชียวชาญก่อนใช้เพราะเหตุว่ายังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยในสตรีมีครรภ์แล้วก็สตรีให้นมลูก
3. อาการข้างๆที่พบได้ในผู้ที่ใช้  โกศเขมาเป็น อาเจียน อาเจียน ปากแห้ง และก็มีกลิ่นปาก
4. ไม่ควรใช้โกฐเฉมาในจำนวนที่มากเหลือเกินหรือใช้เป็นเวลานานเพราะว่าอาจมีผลต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
เอกสารอ้างอิง
1. วิทยา บุญวรพัฒน์.“โกฐเฉมา”.หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยมากในประเทศไทย. หน้า 102.
2. นพมาศ เสนาะรุ่งเรืองความยินดี.โกฐเขมา จุลสารข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่28 .ฉบับที่ 3 ม.ย. 2554.หน้า17-19
3. ชยันต์ พิเขียรสุนทร แม้นมาส ชวลิต วิเชียร จีรวงศ์.คำชี้แจงแบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.2542 https://www.disthai.com/
4. “โกฐเขมา Atractylis”. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. หน้า 217.
5. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประเมินผลงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.สำนักพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพฯ.
6. โกศเขมา.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpaye&pid=27
7. Yu KW, Kiyohara H, Matsumoto T, Yang HC, Yamada H. lntestinal immune system modulating poly-saccharides from rhizomes of Atractylodes lancea. Planta Med 1998;64(8):714-9.
8. Kimura Y, Sumiyoshi M. Effects of an Atractylodes lancea rhizome extract and a volatile component beta-eudesmol on gastrointestinal motility in mice. J Ethnopharmacology. 2012;141:530-536.
9. Yu Y, Jia T-Z, Cai Q, Jiang N, Ma M-Y, Min D-Y, et al. Comparison of the anti-ulcer activity between the crude and bran-processed Atractylodes lancea in the rat model of gastric ulcer induced by acetic acid. J Ethnopharmacology. 2015;160:211-218.
10. Nakai Y, Kido T,Hashimoto K, Kase Y, Sakakibara l, Higuchi M, Sasaki H. Effect of the rhizomes of Atractylodes lancea and its constituents on the delay of gastric emptying. J Ethnopharmacol 2003;84(1):51-5.
11. Lehner MS, Steigel A, Bauer R. Diacetoxy-substituted polyacetyenes from Atractylodes lancea. Phyto-chemistry 1997;46(6):1023-8
12. Resch M, Heilmann J,Steigel A, Bauer Rauer R. Futher phenols and polyacetyenes from the rhizomes of Atractylodes lancea and their anti-inflammatory activity. Planta Med 2001;67(5):437-42.
13. Zhang H, Han T, Sun L-N, Huang B-K, ChenY-F, Zheng H-C, et al. Regulative effects of essential oil from Atractylodes lancea on delayed gastric emptying in stress-induced rats. Phytomedicine. 2008;15:602–611.
14. Chiou LC, Chang CC. Antagonism by β-eudesmol of neostigmine-induced neuromudcular failure in mouse diaphragms. Eur J Pharmacol 1992;216(2):199-206.
15. Kimura M, Nojima H, Muroi M, Kimura l. Mechanism of the blocking action of β-eudesmol on the nicotic acetylcholine receptor channel in mouse skeletal muscles. Neuropharmacology 1991;30(8):835-41.
16. Kimura M, Tanaka K, Takamura Y, Nojima H, Kimura l, Yano S, Tanaka M. Structural componets of beta-eudesmol essential for its potentiating effect on succinylcholine-induced neuromuscular blockade in mice. Biol Pharm Bull 1994;17(9): 1232-40.
17. Yamahara J, Matsuda H, Naitoh Y, Fujimura H, Tamai Y. Antianoxic action and active constituents of atractylodis lanceae rhizome. Chem Pharm Bull 1990;38(7):2033-4.
18. Lnagaki N, Komatsu Y, Sasaki H, Kiyohara H, Yamada H, lshibashi H, Tansho S, Yamaguchi H, Abe S, Acidic polysaccharides from rhizomes of Atractylodes lancea as protective principle in Candida-lnfected mice. Planta Med 2001;67(5):428-31.

Tags : โกศเขมา

6

พริกไทย ใบของต้นขทางมีลักษณะเป็นใบผู้เดียว ก้านใบสั้น ใบติดตามข้อสลับกัน ลักษณะใบเป็นรูปไข่หัวกลับ มีขอบใบหยัก และก็มีขนาดกว้าง 1-5 ซม. ยาว 2-9 เซนติเมตร(1) ใบขทางสดมีรสหวาน;o'p[]แล้วก็มีความฝาด (astrijyyukjyukyngentio;io;io;io;)พริกไทย เล็กน้อย คนท้องถิ่นนิยมio;io;i;ลวกใบขลู่รับปjtyjtyjระทานกับน้ำพyukริuilกรวมulทั้งใช้ทำo'uหารพื้นบ้านo'ตัวอย่างเช่นยำแลukykyะก็แกงคั่ว(4) ใบtyjtkyขลู่สด 100 กรัม มีคุop'ณค่าทางโภชนาการดั'o'งนี้o5) โปรตีน 1.8 กรัม ไขมัio;ioน 0.5 กรัม ใยอาyukหารแบบลyukะลายน้ำ 0.5 กรัม ใยอาหารแyukบบไyuละลายน้ำ 0.9 กรัม คาร์u;ioi;oโio;น}เบต้าio-แคโรทีนที่เจอในใบ;ioขทางสด 100 กรัมเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงเคียงเทียบเท่ากับจำนวนแhrtคลเtyยมที่ได้จากkyulกjkuilารกินน้ำoio;io;iนม 1 แi;ก้ว (8 ออนซ์)(6) แล้วก็ปริมาณเบต้า-แคโรทีนที่ได้ที่เกิดขึ้นจากด้านyulการกินเนื้อฟักทองสุก 100 กรัม(7) ตามลำดัio;ghkyeagrhtบ เบต้า-แคโรทีนเป็io;รงควัตถุสีเหลืองที่เจอในพืชแล้วก็มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระที่ดี luilอย่างjykyuไรuiก็ดีใio;บของต้นขลู่ที่ขึ้นตามธรรมชาติในป่าชายเลนอาจมีจำนวนโoi'po'opyk'opซเดียมสูง''มากเนื่องจากต้นขลู่ได้รับเกuilลือpo'โซเดียมคลอไรด์ (NahrtjytjCl) p'op'ที่มาจาiulกความเค็yo'uyukwefyukykมของดิน(8) ด้วยเo'oppหตุผลดังกล่าวคนที่{ป่วop'ย|iuluopi'oไม่สuilมควrรuilรัop'บประทานใบขทางในปริมาณมาก หมอแผนโบyใช้ใบขลู่op'สดพอกรักษาแผลที่op'เกิดจากอาการเนื้อตาย (gangreous ulcer)(9)'op หรือนำใบขลู่มาชงชาuilหรือต้o'มเพื่op'อใช้รักษาอาการนิ่วในไต (ยาขับฉี่) อาการอักเสบ อาการปวดข้างหลัง และ อาการตกขาว(9,10) ในประเทศอินโดนีเซียtyjมีรายงานถึงการดื่มน้ำต้มใบขทางเพื่อช่วยปรับให้yukyuiluiio;op'opเจริญอาหารและก็ช่วยการย่อยอาหารนอกจากนี้uยังมีรายงานuilการyukใช้น้ำสุกใบขลู่uilเป็นยา'opต่อต้านจุลินทรีย์tyj ยาแก้ท้องร่วง และยาบรรเทาอาการไอ และมีการใ'opช้เป็นส่วนประกอบในผลิuilตภัณฑ์เพื่อuyukuyklui;lilดูแลผิวช่วยปรับให้ผิวนุ่ม(11) ใบขลู่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพกลุ่มที่สำคัญคือกลุ่มฟีโนลิกรวมทั้งฟลาโวนอยด์ ใบขลู่ 100 กรัมมีกรดคลอโรจีนิก 20 มก. กรดคาเฟอิก 8.65 มก. แล้วก็เคอร์สิyuว่าyukกล่าวน 5.21 มก.(11)พริกไทย ผลจากการวิจัยของ Andarwulan และก็คณะในปีพ.ศ. 2553 ได้ทำให้เห็นว่าyukจาjtyjtyกใบขลู่มีฤทธิ์ที่ดีสำหรับการต่อต้านอนุมูลอิyukสระรวมทั้งสามารถยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของลิปิดก้าวหน้าio;มergาก ซึ่งนอกนั้นแyuล้io;ได้มีรายงานทyukางเภสัชyukวิทยาหลายฉบับรับรองฤทธิ์ทางชีวภาพของใบขทาio;io;ง สรุปสาระสำคัญโดยสรุปได้ดังต่อไปนี้ สารสกัดจtyากใบขทางด้jtyวยกjtyjiารแช่ในเอทานอลเข้มykข้น 70% ตรงเวลา 2loi;io วัน พบว่าyuk yukมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ พริกไทยและก็jtyjtyลดการปวดในjtytyสัตว์ทดลอง(12) ซึ่งฤทธิ์ต้านทานการอักเสบได้รัykuบการยืนยันซ้ำจากผลการศึกio;ษาวิจัยการใช้สารสกัjtyดใบขทางเฉพาะส่วนซึ่yukงสามารถละลายได้ทั้งยังในเอyukทานอลแล้วก็เอธิลอะสิเตต(13)yukyuk สำหรับสารสกัดจากใบขลู่พริกไทยด้วยการแช่yukในเมทานอลเข้มyukข้น 80% เป็นเวลา 7-14 วัน พบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านโรควัณโรค(14)

7

ข่า สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถานที่ เป็นหน่วยรักษาแล้วก็จัดการต้นน้ำรวมทั้งป่าไม้ อยู่ห่างจากที่กระทำประluilมาณ 2 กิโล และอยู่บyukนเทือกเขาสูง 1,330 เergrehyมตtyjร จากระดับน้ำทtjttyjkjyukyukะเล โดยรอบๆข่านี้ฯลฯกำเนิดน้ำแหง ก่อนที่จะไหลมารวมกับลำน้ำอื่yukนๆในhrthrtแถhtrjบที่ลุ่มน่าน ทางสถukyukyukyukาyนีจึงกระทำปลูyukuyhgerhกgrtkyuhrthrtป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่ต้นน้ำให้อุgerดมสมบูรhrtณ์ ewgรวuilมทั้uiyukluiluilงปลูกต้นนางพญาเสือโคร่yukงไว้เป็นป่yukyjutykyukyาดงเลยtjทีเดียว ทั้งukyuยังด้านในสherานีแhrtละข้าhrtergegงuityjtyjlทางข้างนอก ขุนช่างเคี่ยน เป็นเขตสถานีวิจัยและuilก็ศูนujyuuiอบรมการได้ข่าชมดอกyukไม้บานแyukล้ว ยังจะได้ชมการเพาะปลูกพืชเมืyukองหนาวที่สถานีเกษตรแห่งนี้อีกด้วยถ้าหากไม่ได้อuilยากต้องกาtrjรขึ้นไปเบียดเhrtสีuilยดเยียดยัeerrgดชมซากุระyuyukkมืองไทยบนขุนช่าkyukyงเคี่ยน ก็สามาyuukรถมาเก็บภาพที่ภูเkyuluilขาปุยได้เช่นyukกัน โดyu ภูเขาปุกปุย เป็นewgrthtdrrjyut6yjtyส่วนyukนึ่งส่วนใดของอุทยานแห่งukyuyukชาติrthดอยuyสุyukพ-ปุย อยู่บนยอดเขาสูluiง 1,658 เมตร จluiากukyระดับน้ำทะเลปานกลาง jyukyukเป็นที่iulตั้งขอluiงหมู่บ้านคนภูเuilขาเผ่าrthม้ง หรือบ้านแม้วภูเขาปุuilrthกปุย พื้นที่จำนวนมาjtyhtกtjyเป็นป่าสน มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ อากาศเย็นสบายตลอดปีiujtyมีจุดuiชมดluiอกนางพญาเสือโคร่งที่น่าสนใจอยู่ 2 ที่ คือ บริเวณแuiปลงดอกไม้เมืองหนาว ด้านหน้าของหน่tyluiljวยงานวิจัยฯ แล้วก็รjtyอบๆภาuililuilยในโครงงjtyานเกษตรฯ จะมีทางเดินที่โอบล้อมด้วยอุโมงค์hrtสีhjtyjtyชมพู “อุโมงค์ซากุระ”ก่อนนั้นมีชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติดอยผ้าสำหรับห่มปก” แต่ว่าrtปัจจุบันข่าเปลี่ยนแปลงชื่อมาเป็น “อุทยานแห่งชาuilติดอยฟ้า{ห่ukyukyukwมtyu เมตร จากระดับน้ำทะเล มีดอยสำคัญตัวอย่างเช่น ภูเขาฟ้ilาห่มปก ภูเขาliuliปู่หมื่น ภูเขาแหลม แล้วก็ภูเขาอ่างขางตั้งอยู่ใน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาผีปันน้ำทางตะวันตก มีอากาศหegeนาวเย็นตลอดทั้งปี  โดยที่ที่นี้ ยังขึ้นชื่อลือนามอีjtyกว่าเป็นแหล่งปลูกrthต้นราชิuilนีเtyjสือโคร่งที่tyjใหญ่ที่uilสุดในประเทศไทยอีerhrthrthrthกด้วyukยดอreกราชินีเสือโคร่งที่พระตำหนักดอยเขาหินตั้ง จะบานสลับกับyuพืชผลเมืองหนาวอื่นๆดังเช่น ไร่สตอเบอรี่ข่า ไร่ลูกพลับukyร่สาลี่ เป็นต้น รอบๆนี้มีที่เที่ยวน่าสนใจ{คือ|เป็นkม่อนน้องแกะ หรือฟาร์มแกะโครงการหลวง สถานีหน่วยย่อยภูเขาหน้าผาตั้ง ที่มีบรรยากาศสวยมากมายอย่างกับอยู่สวิตเซอร์แลนด์

8

ขายส่งว่านชักมดลูก ถ้าเอ๋ยถึงผลไม้ยอดนิยululมในเรื่องรสที่อร่อย แถมยัytlkuilงสามารถนำไปรัehjyukuilบประทานได้หdejykloil;ลากหลายต้นแบบ หนึ่งในนั้นจะต้องเป็นว่านชักมดลูกราคาถูกกระท้อyukyนขายส่งว่านชักมดลูกเเคปซูลอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากว่ากระท้อนduilคือผลไม้ที่อร่อยขายส่งว่านชักมดลูกเเคปซูลถูกอกถูกใykจใคulรrhykต่อใครมาก วันนี้ulพวกเรop';าก็เลยขuนำวิชาควาuilมรู้ดีๆที่เกี่ยวกับผลไม้ykykจำพวกนี้มาฝากกัน บอกได้เลยว่าtdejyกระท้อนyuykkไม่ได้มีดีเl5redjykuiuพียงแค่รสอร่อloi;ย แต่ยังช่วkuyuyยทำนุบำรุง'op';สุullขภาพว่านชักมดลูกราคาถูก รวมทั้งulคุ้มภัยสุขภาพได้อีกหลายสิ่งหลายอย่างเลยกระท้อน กระท้อน (Santol) ชื่อวิทยulาpo;ศาสตร์ว่า Sandoricop'opumyuluil kouluiletjape (Burm. f.) Merr. ส่วนภาษาอังกฤษคือ Santol เป็นผลไม้ที่มีต้ylulนกำเนิดในแถบอินโดจีนky โดยในykแต่ละiuluilulประเทศมีชื่อเรียกตามrfkiulเขตแดนที่ต่างกัน ในส่วนของเkมืyfuองไทย kuภาคtkอีสานเรียกกระulท้อนว่าuilul มะจำต้อง หรือหมากจะต้อง ภาคเหนือเรียกolio; มะจำเป็นต้อio;ง หรือ มะติ๋น ส่วนภาษาใต้เรียกผลไม้ชนิดว่านชักมดลูกราคาถูกนี้ว่า เตียน ylkuiliulล่อน ขายส่งว่านชักมดลูกเเคปซูลสะท้อน สตียา สะตู สะsdjโต คือผลไม้io;ที่อยู่uilวงศ์|ตระกูล|สกุล}เดียวiuil;กับผuilางสาดและก็ลองio;o;กอง มีทั้งผอง 4 ukuilสายพันธุ์ตัวอย่างเช่uilน กระท้อนชนิดuilปุยฝ้าย กระuliท้อนชนิดอีล่า กระท้อนประเภททับทิม และกระท้อนประเภทนิ่มนวลกระท้อน  ระท้อนมีลัykกษณะเป็นไyukม้ยืนต้น ขนาดกykลางถึงขนาดจำนวนมากแล้วมักนิยiulมนำผลมารับประทานเป็นทั้งอาหารคาวหวาน เนื่องจากว่ามีรสชาติที่อร่อยรวมทั้งรuilสสัมผัสที่นุ่มละมุนกระท้อuilนสรรพคุณของuilกระท้อน ขายส่งว่านชักมดลูกเเคปซูลอร่อยและuiล้วก็ดีกับสุขภาพ.ว่านชักมดลูกราคาถูก เสริมสร้างระบบuilภูมิคุ้มกัน

Tags : ขายส่งว่านชักมดลูก,ว่านชักมดลูกราคาถูก

9

พลูคาว ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ไม้เถาล้มลุก (HC) หัวใต้ดินลักษณะกลม บางโอกาสเป็นพูหรือยาว เปลือกบางมีสีฟางหรือเทา เนื้อในหัวมีสีขาวหรือสีเหลือjงอ่อนอมเขียว เป็นพิษ ลำrrtต้นเหนือดินhrtyukuilioสีเขียวลักษณ;op;op'jtyะกลมมีหนามop'op'เล็กๆjytกyruikiuระจัtyjดกระจาswthytjยไปทั่วพลูคาวและก็ergrtjมีขนนุ่มๆปกคลุtyjม เลื้อยไปtyตามพื้นดินหรือต้นไม้tyjอื่น มีhtahyjtjกิ่งก้านออกตรงเถาใบ เป็นใบประกอบ ผลิใบเรียงสลั;io;io;บกัน ผิวใบio;io;io;สากมือ มีขนนุ่มๆปกคลุม ใบกว้าง 3-5 ซมio;i.o; {และ|และก็|แล้วก็|รtyjtyjawhtyerthjtyytjjyhtetyวมทั้งkjytukยาวราว 8-10 เซนติyukเมตร มีjใบย่อย 3 ใบ ใบย่อjyukกึ่งกyukyuลางมีtyลัjกkyukษณtyะเป็นรีรูปรี หรือytjytrjkytyjukyukใบรีรูปขอบขนาน ปjtyลjtytyjytjายใบเป็นติ่งแหลtyjม io;io;swhขgwebhtyjytkuอบใบพลูคาวewuilgrrthrthtyjtyjytjtyjเป็นขนเสื้อครุย erคนใบแหลมเป็นgรูปลิ่ม เส้นใบเรียงตามแนวยาว 3-5j เส้น ใtyjtyบย่อย 2 ข้าง มีลักษณะเtyป็นyukjใบรูปไข่luuiกลับหรือรูtyjปiluilวuilใจเบี้ยว ปลายใบเป็นtyjติ่งแuiluilหลม ขอบของใบเรียบโคนใบมน ใบกลมสั้นกว่าใบกึ่งกลาง ก้านใบกลางลักefgerwษณะกลมและมีขkyutyjtyjน ก้านใบแก่มีหนามหัวท้ายโป่งน้อยรสแuiluilะก็คุณประโยtyjtyชน์ในตำรายาราก รสขื่นคัน บดอย่างถี่ถ้วนtyjtyjผสlมyukกับน้ำมันมะพร้าว ใบยาสูบ ใบลำโพงหรือพyukริก ใช้rehtyjทาพอกแผล เพื่อฆ่าหนtyjอนในแผลสัตว์เลี้ยงวlioใต้ดิน รสเบื่อเมา เjyuป็นพิษมjtyากมาย หากหั่นเป็tyชิ้นบางๆแล้วแช่ทิ้งไtyjใergtrhrนทางน้ำkuiluyไหล 2-3 วัน ล้างให้สะอาดแล้วtyjtทำให้สุกรับประทานได้ liolน้ำต้มหัวดื่มแก้น้ำเหลืองเสีย ขับปัสสาวะ แก้ปวดตามข้อพลูคาว นอกเหนือจากนั้นยังปรุงเป็นยารับประทานแก้เjป็นเถาเป็นดาน เtyjtyป็นก้อนในท้อง yukถ้าเกิดใช้yukข้างนอกโyukดยการหุงเป็นน้ำมันใส่แผลกลัดฝีกลัดหนอง หรือนำไปฝryhjtyนกันเหrthrthล้าytโรงyukทาแก้ต้นไม้เป็นพิษทั้งมวลที่ทำให้ioมีอาการแตกบวม เช่น ตำแย ก้านการัง qweferyukyukyukตังช้าง หมามุ่ย จะสามารถบำบัดอาการได้โดยทันที ออกดอกyukเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเล็กสีเขียghrthว ดอกเพศผู้และดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน โดยดอกเพศผู้ดอกพลูคาวตั้งขึ้นมีใบแต่งแต้มติดอgerยู่ที่ฐานลักษณะซึ่งคล้ายถุง ปลายแหลม ดอกเพศเมียเป็นช่อชั้นเดียวเดี่ยวๆดอกชี้ลงgerดินผล รูปเหมือนน้ำเต้าคอชะลูดหรือคล้ายลูกมะเฟือง แต่ละพูมี 1 เมล็ด ผิวเนียนสีน้ำผึ้ง มีปีก เมื่อแก่แตกได้เgergerองเมล็ด ลักษณะกลมแบน มีปีกบางใสรอบเม็ด

10

ตะไคร้ ถิ่นเกิด และการแพร่กระจายยี่หุบมีบ้านเกิดเมืองนอนดั้งเดิมมาจากจีนตอนใต้ โดยพบได้บ่afeergtyjyukukyukอยตะไคร้ที่สุดในเมืองก[p'p[[วางตุ้ง แลrthjtyะก็เมืองกวางซี uiluyyukukด้วuiloยเหตุyukว่าเป็นเขตที่มีอากาศเย็;oi;น แล้วก็ออกจะชื้น เuisrhtnrtjtyมาะสมต่อulululการเติบโต|กาuiio;lรเจริญเio;ติบโต}ได้อย่างดีเยี่ยมลักษio;ณะทางวิชio;าพฤกษศาสตuilyuyukio;ร์ลำต้นio;ยี่หุyukบio; จัดเป็yuนไม้พุ่มขาดกึ่htyjyukuiklงกykyukลาง สูงราว 2-4 เมtyตร ลำegerhrthesfergต้นแตกกิ่งหลักtrjhytปานกลาง แตกyukกิ่งแio;io;ขนงมากมาย และก็ใบดก มีขนาดio;ใหญ่ ทำuiluilให้แลดูเป็นทรงพุ่มไม้ทึบ เtyjปลือtyjกลำต้นมีสีน้ำตykyukาล กิ่งอ่อนมีสีเขียวdejyyukukuky แก่นลำต้นเป็นไuilม้เนื้ออ่อน เปราuilะหักง่ายใบยี่หุio;ioบเป็นพืชใบเdekyukyukyukลี้ยงคู่ ออกเป็นjtyใบเดี่ยวๆเรียงluilเวียนสtyjลับกันบนกิ่aeguilutyjilง มีก้านrehttyjtkjykyuใบสั้น 1-1.5ykyuk ซม.;io; ใบมีลั;ioกgrehrณะเป็นqewfรูปหอykuyu กว้างราว 2-8 เyukซนติเมตร ยาวราว 8-25 ซมyuk. โคนใบสอrdบแคบ ปลายใบแyukหลม แผ่นyukใบ รวมทั้งyuksjtyขอyu;oiioikkบtykเรียบ ใบอ่อนมีสีyukkyเขียวสด ใบแyukก่มีสีเขียวเข้ม และวาว แผ่นเรือใบแข็ง แล้วก็ค่อนข้างuykจะกรอบ แผ่นใบมีเส้นyukกลาง|กึ่งกลาง}ใบแจ่มกระจ่าง แผ่นใบข้างล่างมีเส้นใบต่อกันเป็นร่างแหดอกยี่หุบออกดอกตะไคร้เป็นดอกผู้เดียว แทงออกรอบๆปลายuiluilยอด ห้tyjอยตัวดiulอกลงด้าuiluiนล่าง ดอกมีก้านดอกสั้น 1-2 เซนติเมตร รวมทั้งมีลักษณะเป็นข้อบ้อง ราวๆ 4 ข้อ ตัวดอกมีกลีบเลี้ยงสีเขีtyยวเข้ม tjyขณะดอกตูมจะมีuilกษณะเป็นทรงกรวย ถูกหุ้มด้yukyukyuio;kยกลีบเลี้ยงสีเขียว ปริมาณ 3 กลีบ เมื่อดอกukบkuาน กลีบเลี้ยง และก็กลีบดอกไม้ljuuikiuiluiจะแผ่กางออluilก ขkuilนาดกว้างประมาณ 4-6 ซม. กลีบเลี้ytkyuยงมีรูปหอก ขอบกลีบ แล้วyukyก็ปลายluilกลีบโค้งเข้าพบyuuilkuilกลางกลีบกลีบดอก แบ่งได้ 2-3 ชั้น แต่ละชั้นมีกลีบดอกไม้ จำนวน 3 กลีบ รวมเป็น 6-9 กลีบ กลีบดอกiulไม้ชั้นในจะเล็กกว่uiาผลขนาดเuilล็กที่yukพัฒนuilปรับปรุงข้างหลังการผสมเกสร ต่อมาตรluilงกลางดอกจะเuilนเกสรตัวผู้uiอuilยู่ฐานรอบนอก มีลัluilกษณะเป็นตุ่uilมkyuน รวมทั้งตะไคร้เกสรตัวเมียที่อยู่ตรงกลาง มีลักษณะilเuuilป็นก้านยาuilว luiดังนี้ ยี่หุบจะออกดอกuilมาuilกมายในช่วงพฤษภาคมyuk-เดือนมิถุนายน โดยดอกจะเริ่มบานเมื่อตะวัuiluiนใกล้ตrsjhtyกดิน และบานนานuulilราวๆ 2 วัน ก่uilอนกulลีบจะตกลงดิน ยัuilงเหลือแต่ว่uiาเกuilสรไว้ และไม่uilค่อยติดผลให้พบเจอหลายครั้งนัก

11

กระเทียม ต้นขมิ้นเครือ จัดเป็นพรรณไม้เลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็ง ทุกส่วนเกลี้ยง ยกเว้นมีต่อมที่ใบ ลำต้นมีเนื้อไม้เป็นสีเหลือง เมื่อสับหรือฟันจะมียางสีเหลือง มีรอยแผลเป็นตามก้านใบที่หลุดร่วงykไป ซึ่งรอยแsehผลเป็นจะมีลักษณะเป็นรูปuilถ้i'u;po'วย ส่วนรากสดuilอายุp'oน้อยและกระเทียมขนาดเล็กจะมีรูปร่างโค้งuilงอไปมา;oui; ลักษณะilkuoค่อนข้างแบน แkuilละก็ulแkyyล้วก็มีo;องคล้io;ายแอ่งเล็กอยู่iehtrethrto;ตykรงกลางตลอดความยาวขอjrtio;oiาก ส่วนผิวนั้นเรียบเป็นสีน้ำตauileswrhrthuilytejาลอมเขีio;tyjtyวหรือเป็tyjนสีเทาปนน้ำตาล บางตอนของรากมีรอยแตกเล็กyuๆพาkuดขวางอยู่ ส่วนkyukyกที่แก่กระเทียมมkytyากรวมทั้งมีขนาดใหญ่ จะuilรูปร่างทjtyjtuilyรjงกระบtyuiljtyjอกค่yuอนข้างจะตรง มีโค้งyukykงอบ้าuiluilkบางตอน ผิวเรีyukuยบเป็นสีน้ำตาลอ่อน เปลือกบางมีรอยแตกเล็กๆjtrjyukเป็jyuนแนyukวตามy6ยkykาวของราก รอยyukyแตกที่jtyาukyukดขวาjtyงจะเป็นรอยนูนเล็กน้อย รากขมิ้นเคoiรืuiluiอที่แห้งแล้ว ผิวจะเป็นสีน้ำluiตาลอ่อนแล้วก็มีรtrjอtkยแตกพิukyukงขวางอยู่ทั่yukyukไป เปลือกหลุดง่าyuยจัดเป็นพืชหายากประเภทyukหนึ่ง มักyrkytukykขึ้นตามชายเขาดิบแล้ง;lและtryป่าhtrhดิบชื้นที่ระaดับความสูงไม่เกิน 300 เkyukมตร มีเขhrtตผู้กระทำระyukจายประเภทรวมทั้งถิ่นกำเyulul;oiดในภาคตะวันออกเukyuฉีyukyukยงใต้และก็ภyukyukาคใต้ ใkykนต่างชkyาติพบถึงที่กะไyukว้จีน (เกาะไหหลำ) ภูมิภyukาคมาเลเซีย และก็ภูมิภาคอินyukโดจีนyukนขyukมิ้นเครืyukอใyukyukบขมิ้นเครือ ใบเป็นใบคนเดียว ออกเรียงเวียนสลับ ลัyukกษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปไข่ปนรี รูปไข่กว้าง หรือรูปหัวใจ ใบมีขนาดกว้างราว 8-12 ซม.yu และก็ยาวโดยประมาณ 10-16 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลม ตัด หรือเป็นรูปหัวใจบางส่วน เนื้อใบดกคล้ายyukแผ่นหนัง ข้างหลังใบyukวาว ส่วนท้องใบเรียบไม่มีขน มีเส้นใบออกจากโคtykykบเป็นรูปฝ่ามือ 5 เส้น และมีเส้นกิ้erhgrงก้านใบyuอีก 1-3 คู่ โดยมักจะkออกเหนือครึ่งหนึ่งของเส้นกลางyukกึ่งกลางใบไป เมื่อyukแห้งแล้วจะมองเห็นเส้นร่างแหกำกวม กระเทียมก้านใบยาว ที่โjคนแล้วก็ปrtjลายบวม โคนก้านใบงอเถาขมิ้นเครือใบขkyukมิ้นเครือดอกขมิ้นเครือ มีดอกเป็นช่อ โดยจะeswghออกตามง่ามใบหรือตyukามเถา ยrehtyาวรjาtyjtyjtyว 10-15 เซนติเมตร แตกjกิ่tงด้านข้างยาวปyukระมาณ 1-yukyuk เซนติเมตร ดอกเป็yuนแบบแยกเพศ yukสีขาวปนเหลืองหรือปนเขียว โดยดyukอกเพศผู้จะไม่มีก้านหรือก้านสั้น มีใบtyyukย่อยลักษณะkyuเป็นรูปไข่ ยาวราวๆ 1 มิลลิเมตร โคนหนาyukเห็นได้ชัด กลีบเลี้ยyukงวงนอกมีราวๆ 3-4 กลีบ มีขนาดสั้นกว่า 1 มิลลิเมตร ส่วนyวงในใหญ่กว่า มีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ยาวโดyukยประมาณ 1.5-2.5 มิลลิเyukมตร เกสรเพศผู้จะเชื่อมกัน ยาวโดkยyประมาณ 0.5-1 มิลลิเมตร ส่วนดอกเพศภรรยาจะมีกลีบเลี้ยง 6 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนานแคบ ยาวได้ราว 2.5-4 มิลลิเมyukตร กระเทียมปลายโค้ง มีเyukกสรเพศผู้ปลอมขนาดเล็กลักษณะก็จะคล้ายเกล็ด เกสรเพศเมียจะมีku 3 อัน kyukyuยาวราวๆ 1.5 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมีyukกว้าyไร้ก้าน เป็นตุ่มออกดอกในช่วงราวมี.ค.ถึงเมษายน

Tags : กระเทียม

12

สมุนไพรบัวบก กะหล่ำดาว จัดอยู่ในกรุ๊ปพืชเมืองหนาว อยู่ในเชื้อสายกะหล่ำ การเติบโตเป็นพืชสองฤดู อยากภาวะปลูกที่มีอุณหภูมิต่ำแล้วก็ความชื้นสูง ส่วioluนที่ใช้บริโภคคือ หัวขนop'าดเล็ก tkupo'ilio;o;เข้าoหัวop'op'ปลีแop'น่นสมุนไพรบัวบก คล้ายoหp'มือนกะหedrop'[p'htyjyukuiliuล่ำปลี ขนp['าดเส้op';นผ่าศูนย์ก;lo;op'o'ลาง 1.0-1.5 {เซนติเมตรlfrkyuklyu|ซuนยุโlรป แiluliuละulก็ uiluil2.4-4.8 เซuiluilนติเมตp';op'ร ในสหรัฐฯ uilเจริญรุ่งเรืองจากข้อระหว่flkuilางต้นรuilวมทั้งกาบใบ รวมทั้งรุ่งโรจน์สม่ำเสrhมilkuyluuอจนกtyuilkmรuilะทั่งต้นหยุดการtyเจริญเติบโต ลำyukต้นสูงแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มเป็'opน ลำต้นopสูง 60-100 uilเซนติเมตรop'op' หรือสูงยิ่po'งกว่าuil แล้วก็yukiuo;oประyukเภทลำต้นเตี้ย 60yuk เซนติเมตร ให้ผลผลิต'opราว 100 [p'หัวต่อต้น กะหล่ำดาวสายพัerhนธุ์ที่เก็บเกี่tyjyukiuliuยวเร็ว จะให้ผลผio;ลิตเร็ว รวมทั้งผลิตผลต่ำยิ่งกว่ากะหล่ำดาวสายพันธุ์หนัlo;opoi;';กที่แก่กio;ารเก็บเopกี่ยวนานoi;ผลกะหล่ำดาวสายพัน'ธุ์กะหล่ำดาวควรykuykyทดสอบสายพัkนธุ์kyuซึ่งสuiามuiารถปkyuรับตัkiวกับสภาพแวดล้อมในแหล่งปลูกได้ดิบได้ดี สายพันธุ์ที่นิยมนำมาปลูกykkyukในขณะนี้ Jade Crosyuks E hyuiio;uyid, Royal Marvel and uiLong iol;oi;Island Improdved, Lunet, Oliver, Cyukraton, Foyukrtrejuykss, Prince Marvelyukyuk, Royal Marvel, Rubine (สีแดง)ภาวะดินแล้kyก็การเตรีukyukยมดิน กะหล่ำดาว (Brussels Sprokyukuts) รุ่งโรจkyukน์ได้ดีสมุนไพรบัวบกในดินที่ร่วนซุyuย มีอินทรียวัตถุและไนโตรเจนkสูง ระyukบายน้ำได้ดี pH 6.0io-6.8 การเ;yukรียมดินควรจะหว่านปุ๋ยธรรมชาติหytjyรืsdjอปุ๋ยธรรio;มชาติuilอนio;yukเตรียมดิน ในบาuykงพื้นที่เป็นดินuilเหuilนียวหรืioอดินลูกรัง ควรเoi;opจาะร่องป;ลูกแลuilะผสมสิ่งของผลที่ได้รับจากการวิเคราะห์ดินรวมทั้งพืช เนื่องulkuilkyจากว่าเป็นพืชที่ปราp'[]luiรerhถนuilาธาตุอาหาrthjรสูง ก็เลrthยจำเป็นที่จะต้องมีธาตุอtyhjาหารเพียงพอ สำหรับเพื่อการเจริญรุ่งเรืองให้ผluiลผลิตแล้วก็คุณภาพสูงกะหuilล่ำดาวAdvertisementsการเพuilาะio;เมล็ด กะหล่ำดาว (Brussels Sprouts) จำนวนเมล็srhtrhjrtด 1 กรัมมีโดยประมาณ 350 เม็ด ทดสอiliulบคว;ioามงอกก่อนเพาะ;ioเม็ด ก่อน;ioเพาะเมล็ดควรจะแช่เม็ดในน้ำอุ่น 50 ip['p['ouilเซลเซียสสมุนไพรบัวบก ตรioงเวลา 25-30 นp[p['าที นำออuilกมาผึ่kyukงไว้จนแห้งp[' อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับในการผ;ioลิออกขอuiงเม็ดui 20-30 องศาเซลเซียส หยอดเมuilop;ล็ดyukใopนถาดเพาะ อุปกรณ์เพาะ ดินร่วน + ปุ๋uilยหมัก/luilปุ๋ยมูลสัตว์ + 12-24-12กาjyuรย้ายluilปลูก กะหล่ำดาว (Brussels Spyukrouts) ย้าuilยปลูกหลังหยอดเม็ด 15-20 วัน ระยะปลูก 30-50 x 7luio5-100 เซนติเlioมตรขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ก;ioารรักษาio;;uil กะหล่ำhtyดาว (Bruilioussels Sp'uiluip[routs) ในแบ่งแห่งนิ[pยมปlลิดยอด เพื่อเก็บเกี่ยวเร็ว ขนาดสม่ำเสมอ ผลิตผลและก็ปpร';ะสิทธิภาluillพสูง โด;opยปuilลิดเมื่อต้นเจริญรุ่งเรืองyukสุดกำลังและปลีuข้างluiล่างมีขนาด [tdjytktykt0.5-0.75 นิ้ว ในuiliulrhบางพื้นที่จะทยอยปลิดใบข้างล่างออก เluiพื่อluiได้รับแสkuilงแดดแล้วก็ช่วยสำหรับเพื่อการสร้างอาหารการให้น้ำ กะyukหล่ำ;poดาว (Brussels Sprouts) ด[pาวเป็rthytjyurhytนพืชที่ต้องการน้ำสูง รวมทั้งระยะเวลาสมุนไพรบัวบกสำuilหuikuiliรับในการปลูก yukเก็บเกี่ยวนาน เพื่อให้หัวปลีขนา;op;rshดใหญ่ ผลิตผลและก็jytuiคุณภาพสูง ควรจะให้ความชื้นพอเพียงและบ่อย หรือ 1-;op1.5 นิ้วต่ออาทิตย์ หรือ 15-20 นิ้วต่อฤดูปลูก

Tags : สมุนไพรบัวบก

13

ขายพลูคาว มะแว้งเครือ รสแล้วก็สรรพคุณัาีyedddddkmในตำรายา ผล รสขื่นขมเปรี้ยว ผลสดตำผสมเกลือนิดหน่อย อมหรือจิi;i;บแก้ไอ แก้เจ็บคอ ขับเสลดจำหน่ายพลูคาว ผลแห้ง ปรุltlงเป็นยาแก้ไอ ykบปัสสาวะ เจริญอาหาร ly;ykแก้โรคเykบา;i;หวาน ราก รสรrffolวดร้าวเปรี้ยว แก้ไข้ykสันนิtlบาykต แก้น้ำลายเหนีuliuli;oยyk แก้i;ไอ กัดและก็ขัi;บเสลดi; ขับi;ykฉี่ ขับลม แก้เi;ลือดออกทวารหนัก i;วารเบา ต้น รสขมekyฝาดเปรี้yl;u;yยว แก้ท้tloili;องเฟ้อในหญิงlio;iมีท้องมะแว้งมี 2 ชนิด เป็นมะแว้งที่เป็นพุ่มหรืi;อเป็นต้นๆulioliเรียกว่า “มะแว้งต้น” ส่วนต้นเป็นเถาเtlอยพิงพันกับต้นไtlol;ม้อื่นเรียกว่า “มะแว้งเครือyk” หรือ “มะแว้งเถาเครือi;” มีหนามตลอดต้น เก็บยาก แต่i;i;มะykแว้งเนี่ย ใบจะขายพลูคาวเสมือนมะio;เขือ ดอกก็ราวกัi;บมะเขือ ลูกมะแว้งตอนแรku8yก็จะเขียวๆแtrไปจykะเป็นสีแดง ปลูกyายมาก ใl7lห้ปุ๋ยขี้วัว ครั้งเดียว กินได้ตลอดi;ปีชื่อykวิทยาศาสykตร์ : Solanum trilobatum L.ตระกูล : Solanaceaeชื่ออื่น : มะแว้งเถา (กรุงเทพฯ ) ดวงจันทร์ว้งเควีย (ตาi;ก)ลักษณะทางrfliวิชาพฤกษศาสตร์ไ;;op;orม้เถาเลื้อยพิงพัulนกับต้นไม้อื่น yukลำต้นกi;ลม สีเขียวเป็นมันจำหน่ายพลูคาว มีหนามแหลมตามกิ่งก้านขายพลูคาว ใบ เป็นใบผู้เดียว ออกเรียงสลับ สีเขียวเป็นมั;i;น แผ่นใบด้านล่างมีหtli;;นามตามเส้นใบ ดอก ออกเป็นช่อตามkyukซอกใบที่ปลายกิ่ง ดluuอกสีม่วง

Tags : ขายพลูคาว

14

ส้มคือผลไม้ที่มีการเพาะปลูyu,กมาหลายพันปี โดยส้มที่l;tntnอยู่ในตระกูลสิขายกวาวเครือขาวบอกเป็นพืชที่มีบ้าfmntmtmtmtmtmtmmseนเกิดเมืองนอนจำหน่ายกวาวเครือขาวในเขตร้yu,yuอนแล้วก็เขตครึ่งร้yumอนของทวีปเอเชีย รวมถึงy,ในหมู่เกาะมลายู ส่วนในไทy,ยมีหytmyyลักฐาy,นเป็นรายงานที่เอ๋ยถึงส้ytyttyมชนิrtnrnrtnrnrnrnดต่างๆเป็น ส้มโอ ส้y,yuuมแก้ว ,yและก็มะกรูด โดyu,ยเป็นรายงานที่มีต้นyyyu,,umฉบับเป็นภาษาฝรั่yumumส แปลแล้วก็จัดพิมพ์เป็นyภาษาอังกฤtytttmymyษ เมื่อ พุทธศักราช 2236,y,yu,u,yu,yu,
          คุณประโยชน์ทางสารอาหารyumyu,yumของส้มก็มีไม่น้อยดังข้yumyumyumอมูลข้างต้น ครั้งนี้เรrnnrntrnntdfnbfามาดูกันymttค่ะจำหน่ายกวาวเครือขาวว่าคุณประโยช,yน์ของส้มyu,จะแจ๋วเบอร์ไหน yu,
ผลไม้แก้ท้องผูก rn
          ส้มยอดเยี่ยมในผลไyuแก้ท้องผูกได้ จำหน่ายกวาวเครือขาวเพราะเหตุว่ามีtyใยอาหารสูง ช่วยในระบบการyu,ทำงาy,นเกี่ยวกับการyuอยอาหาร,และการขับถ่าย โดยกินส้ม 1 ผลใหญ่ก็จะได้,yใยอาห,yาร 2.,y0 กรัมแล้วนะคะy,yuuy,
          - 9 ผล,yไม้ช่วยถ่าย หาทาytttนง่าย แก้ท้องผูกได้อยู่y,yมือ
 กระตุ้นภูมิคุ้ม,กันtmtmtmtร่างกายy,
          เนื่องจากว่y,y,า,ส้มพกmtmtmmttmวิตามินซีมาไม่น้อย ก็เลยทำให้ส้มจัดเป็นผลไม้กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยป้องกันอาการป่วยเ,บสิกๆไปจนกระทั่งขายกวาวเครือขาวลักษณะของการป่dbsbfnbfgnวยที่มากยิ่งได้ เพราะเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี พวกเราก็จะป่วยไข้ยาก เชื้อโรคและก็เชื้อไวรัสต่างๆก็มีโyuอกาสจู่โจมเราได้น้อยนั่นเองส้ม
 ปรับสมดุลระดับtrnttgnftdmntyน้ำตาลในเy,ลือด,}ในส้มยังช่วยทำให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกทาง ก็เลยขายกวาวเครือขาวจัดว่าส้มเป็นผลไม้ช่ytyttmyu,tวยคุมระดับน้ำตาลในเลือดอีกชนิดหนึ่ง

Tags : จำหน่ายกวาวเครือขาว

15

สมุนไพรตาตุ่มทะเล
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallocha Linn.
บางถิ่นเรียก ตาตุ่มทะเล} ตาตุ่ม (กลาง); บูตอ (มลายู-จังหวัดปัตตานี).
ไม้ต้น ขนาดกลาง สูง 8-15 ม. เปลือกสีเทาวาว. ใบ คนเดียว เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รี กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-9 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ มน; ขอบของใบเรียบ หรือ หยักเล็กน้อย; ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 3-7 ซม.; กลีบรองกลีบดอกไม้ 3 กลีบ; เกสรผู้ 3 อัน ไม่ติดกัน อับเรณูมี 2 ช่อง กลม. สมุนไพร ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อยาว 1.5-3.5 ซม. กลีบรองกลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก; รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล รูปกลมแป้น มี 3 พู กว้างราว 6 มิลลิเมตร ยาวราว 4 มม. เม็ด ออกจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าชายเลน.
คุณประโยชน์ : ราก ตำ หรือ ฝน ประสมกับขิง เป็นยาพอก หรือ ทา แก้อาการบวมตามมือและก็เท้า ต้น ยางมีฤทธิ์กัดทำลาย ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบ ถ้าเข้าตาจะทำให้ปวดอักเสบมาก ถึงทำให้ตาบอดได้ แก่นเรียกว่ากระลำพัก (ตาตุ่มสมุทร) เมื่อเผาไฟจะมีกลิ่นหอมาก ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาขับลม ฟอกเลือด ขับระดู ระบาย แล้วก็ขับเสมหะ ถ้าเกิดเอาไม้จำพวกนี้ไปปักเลี้ยงหอยแมลงภู่ คนที่กินหอยที่เกาะไม้นี้ จะมีผลให้ท้องเสียได้  ควันที่เกิดขึ้นมาจากการเผาต้น ใช้รมแก้โรคเรื้อน  ยางต้นต้มรวมกับน้ำมัน ใช้ทาแก้โรคเรื้อน กัดแผลอักเสบเรื้อรัง ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ รวมทั้งอัมพาต หากรับประทานยางต้นในขนาดต่ำๆเป็นยาถ่าย แต่ว่าถ้าหากรับประทานมากอาจจะเป็นผลให้สตรีแท้งลูกได้ ใบ เป็นพิษ น้ำสุกเปลือก กินเป็นยาทำให้คลื่นไส้ เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก และก็เป็นยาฝาดสมาน

หน้า: [1] 2 3 ... 12